Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน้อยพระทัยกับคณะทูตไทยที่กรุงลอนดอน (ต่อ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

                “หนังสือกับสิ่งของที่ฝากมา กว่าจะได้หลายวัน มาช้าโอ้เอ้อยู่ที่นี่เอง แล้วก็กระจัดกระจายอ้อมค้อมไปต่าง ๆ เหมือนอย่างเล่ามานี้ ข้าได้ยินพระยาวรพงศพิพัฒน์เล่าให้ฟังว่า หนังสือราชทูตมาถึงสมเด็จองค์น้อยฉบับหนึ่ง แต่ท่านก็ไม่ได้ให้ข้าดู ข้าก็ไม่ได้ถามท่าน ไม่ได้สืบความว่ากระไรดอก เปนแต่เขาเล่าให้ฟัง ได้ยินแล้วก็นิ่งอยู่ ครั้งนี้จะได้ฟังข่าวทูตก็ยากหนักหนา ต้องใช้คนสืบสวนไปมาหัวกระทบกันไป ลำบากเต็มทีจึงรู้ข่าวบ้าง ข้ามีความวิตกนักว่าทูตไปครั้งนี้ จะตื่นทะลเหมือนตาฟักไปลังกา ซื้อฝิ่นขายกันชา ก็มาเป็นธุระของทูตไปเสียหมด เอาใจใส่น้ำท่วมทุ่ง ไปชอบที่ไหนบอกที่นั้น ข้าได้ยินเขาเล่ากันว่า สรรเพธภักดี (อุปทูต) บอกมาถึงเจ้าภาษีฝิ่นว่า ราคาที่นอกขึ้นแพงไป เพราะที่เมืองเบลกอลที่เรียกว่า เมืองมังกะหล่าวุ่นวาย ให้กดราคาฝิ่นในกรุงให้แรงขึ้น การก็เข้าเรื่องตาฟัก ครั้งโน้นออกเมืองสิงคโปร์ ก็ไปคบกันกับจีนชู ขุนบาลว่าเปนพวกพ้องกับยายเล็ก กับหลวงนายศักดิ์อยู่ ว่าพวกพ้องตัวให้ซื้อฝิ่นเข้ามาขายกับเรือพุทธอำนาจ ตัวก็รับเงินของยายเล็กซื้อฝิ่นเข้ามา ครั้งเรือระบิลบัวแก้วลังกาไม่ได้จะกลับเข้ามา ก็เกิดหมองหมางกับนายน้อย เสมียนที่เปนหลวงศรีเยาวภาศจนเกิดวิวาทกันขึ้น ตาฟักกับยายบ้าบุญเพงพี่น้องของผัวยายเล็ก ต้องพาฝิ่นหนีไปเกาะหมาก พอเกิดความเมืองไทรก็ไปค้างอยู่ที่นั้น มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้หา ก็ไม่ใคร่จะกลับเข้ามา ส่งหนังสือสื่อๆหาๆ มาแต่ที่แพด้วยเรื่องฝิ่น ฤาอะไรก็ไม่รู้ จะขอดูก็ไม่ได้ ทำเอาข้าเปนนอกเศศนอกเลยเลิก ครั้งเข้ามาทางเมืองถลาง พังงา ฝิ่นมาถูกจับทีเมืองพังงา ตาฟักก็ไม่มา ช่วยเดิรเหินเที่ยวไปเที่ยวมาไป พระยาไชยากลิ่น พระยาบริรักษภูธร อ้อนวอนขอเอาฝิ่นคืน ครั้นเขาคืนฝิ่นให้ แต่เขาไม่ให้เอาเข้ามา ตาฟักก็ไปนอนขายฝิ่นอยู่สามเดือน ทำเลื่อนเปื้อนเต็มที เรื่องนี้สรรเพธภักดี (อุปทูต) ไม่รู้ฤา ตัวสรรเพธภักดีถึงไม่ได้เปนลูกขุนหลานนางที่มีตระกูล ถึงกระนั้นเดี๋ยวนี้ก็เป็นคนโตแล้ว ต้องรักษาตัวอย่าให้เปนคนตื่นทเลเหมือนอย่างตาฟักเมื่อครั้งไปลังกาจึ่งจะชอบ อย่าให้ปรากฎว่าเปนคนเห็นแก่อ้ายเจ็กอีจีนมากกว่าเจ้านายของตัว เสียแรงเปนโตเปนใหญ่ ได้ลากขากดี ก็เพราะเจ้าเพราะนายดอก ไม่ได้เปนดีด้วยยศศักดสมบัติตามสกุลรุนชาติเหมือนเขาทั้งหลายทั้งปวงดอก”

ตาฟักนี้ คือพระศรีสุนทรโวหาร ซึ่งเป็นข้าราชการในคณะทูตานุทูตที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งไปเจริญไมตรีกับกรุงลังกา แต่น่าเสียดายที่ท่านถือโอกาสหาผลประโยชน์ส่วนตัว ไปคบคิดกับคนจีน ลงทุนซื้อฝิ่นมาขาย เป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศของคณะราชทูต สมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงวิตกว่าท่านอุปทูต คือเจ้าหมื่นสรรเพธภักดีจะทำเช่นเดียวกัน เพราะทรงได้ยินว่าท่านได้แสดงความสนใจเรื่องฝิ่นอยู่เหมือนกัน จึงทรงตักเตือนมา แล้วต่อว่าเรื่องจดหมายอีกว่า

“อนึ่งการทูตครั้งนี้ข้าวิตกนัก ถ้าเปนแต่อย่างนี้แล้ว ข้าจะรู้งารรู้การที่นี้ยากนัก ด้วยหนังสือที่บอกมาไม่ได้ออกชื่อข้าวางเวรกรม่าไม่ได้สั่งให้กราบทูล เขาจะบอกก็ได้ เขาไม่บอกก็ไม่ได้ เขาจะเล่าให้ฟังสักเพียงไร ก็จะได้รู้แต่เพียงนั้น จะเขียนหนังสือว่ากระไรออกมาบ้างตามเหตุ ก็จำความในหนังสือที่สั่งเข้าไปไม่ได้ ด้วยต้นหนังสือไม่ได้อยู่ที่ตัว อนึ่งหนังสือวางเวรนั้น เขาก็อ่านที่กลางท้องโรงกลางสนามจันทร์ ถ้าข่าวที่ทูตไปดีก็เปนเกียรติยศ ถ้าไปไม่ดีจะอึงอื้อๆฤาชาปรากฎอัปยศอายเขา ครั้งจะเรียกเอามาอ่านเองก็ไม่เปนมงคล ด้วยเปนชื่อเขาอื่นไม่มีชื่อข้า เดนอ่านเขาแล้วเหมือนกินข้าวเดน ก็แต่หนังสือมากับเรือ มาถึงกรงนี้แล้ว ควรจะรู้ข่าวในวันมาถึงก็ได้ รู้ข่าวช้าไป 3 วันบ้าง 7 วันบ้าง เพราะผู้ที่รับหนังสือเขาปิดความเสีย เพราะในหนังสือนั้นมีเรื่องความถึงการเย่าการเรือนของพวกทูต ฤาของผู้ที่รับหนังสืออยู่สักประทัดฤาสองประทัด ก็พาเอาเรื่องที่จะเปนกระทู้แก่ราชการสูญไปเสียด้วยก็ดี ช้าอยู่ก็ดี ให้ตัวอย่างความเปรียบเหมือนหนึ่ง่า ถ้าทูตจะมีหนังสือมาถึงเสนาบดี ฤาเจียสัว เจ้าภาษีนายอากรคนใดคนหนึ่ง บอกข่าวราชการ ฤาเหตุการณ์สุขทุกข์ดีร้าย ในหนทางฤาเมืองที่ทูตไป ที่เปนการที่ข้าควรจะได้ฟังนั้นแล้ว ครั้นปลายหนังสือจะมีว่า ได้ฝากแหวนฝรั่งฝังพลอย เปนแหวนถ้วยแก้วดีมีราคาฝากเข้ามาเพื่อจะให้ใส่ใช้สอย ฤาให้ลูกสาวน้อยตามปรารถนาฤาจะให้ท่านผู้หญิงผู้ภรรยา ถ้าหากมีเข้ามาด้วยดังนี้สองสามคำห้อยท้ายหนังสืออยู่ ข้างผู้รับหนังสือนั้น กลัวข้าจะรู้จะฤษยา ฤาจะขอเอาแหวนนั้นมาดูก็ดี ถ้าจะให้แก่ลูกสาว กลัวข้าจะรู้มีลูกสาวก็ดี ถ้าให้แก่เมีย กลัวข้าจะเล่าออกชื่อเมียก็ดี ถ้าผู้รับหนังสือนั้นหัวล้าน กลัวข้าจะล้อว่าหัวล้านใส่แหวนก็ดี ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ก็จะปิดหนังสือนั้นเสียทีเดียวไม่บอกเลย”