Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน้อยพระทัยกับคณะทูตไทยที่กรุงลอนดอน (ต่อ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

 “อนึ่งการทูตครั้งนี้ข้าวิตกนัก ถ้าเปนแต่อย่างนี้แล้ว ข้าจะรู้งารรู้การที่นี้ยากนัก ด้วยหนังสือที่บอกมาไม่ได้ออกชื่อข้าวางเวรกรม่าไม่ได้สั่งให้กราบทูล เขาจะบอกก็ได้ เขาไม่บอกก็ไม่ได้ เขาจะเล่าให้ฟังสักเพียงไร ก็จะได้รู้แต่เพียงนั้น จะเขียนหนังสือว่ากระไรออกมาบ้างตามเหตุ ก็จำความในหนังสือที่สั่งเข้าไปไม่ได้ ด้วยต้นหนังสือไม่ได้อยู่ที่ตัว อนึ่งหนังสือวางเวรนั้น เขาก็อ่านที่กลางท้องโรงกลางสนามจันทร์ ถ้าข่าวที่ทูตไปดีก็เปนเกียรติยศ ถ้าไปไม่ดีจะอึงอื้อๆฤาชาปรากฎอัปยศอายเขา ครั้งจะเรียกเอามาอ่านเองก็ไม่เปนมงคล ด้วยเปนชื่อเขาอื่นไม่มีชื่อข้า เดนอ่านเขาแล้วเหมือนกินข้าวเดน ก็แต่หนังสือมากับเรือ มาถึงกรงนี้แล้ว ควรจะรู้ข่าวในวันมาถึงก็ได้ รู้ข่าวช้าไป 3 วันบ้าง 7 วันบ้าง เพราะผู้ที่รับหนังสือเขาปิดความเสีย เพราะในหนังสือนั้นมีเรื่องความถึงการเย่าการเรือนของพวกทูต ฤาของผู้ที่รับหนังสืออยู่สักประทัดฤาสองประทัด ก็พาเอาเรื่องที่จะเปนกระทู้แก่ราชการสูญไปเสียด้วยก็ดี ช้าอยู่ก็ดี ให้ตัวอย่างความเปรียบเหมือนหนึ่ง่า ถ้าทูตจะมีหนังสือมาถึงเสนาบดี ฤาเจียสัว เจ้าภาษีนายอากรคนใดคนหนึ่ง บอกข่าวราชการ ฤาเหตุการณ์สุขทุกข์ดีร้าย ในหนทางฤาเมืองที่ทูตไป ที่เปนการที่ข้าควรจะได้ฟังนั้นแล้ว ครั้นปลายหนังสือจะมีว่า ได้ฝากแหวนฝรั่งฝังพลอย เปนแหวนถ้วยแก้วดีมีราคาฝากเข้ามาเพื่อจะให้ใส่ใช้สอย ฤาให้ลูกสาวน้อยตามปรารถนาฤาจะให้ท่านผู้หญิงผู้ภรรยา ถ้าหากมีเข้ามาด้วยดังนี้สองสามคำห้อยท้ายหนังสืออยู่ ข้างผู้รับหนังสือนั้น กลัวข้าจะรู้จะฤษยา ฤาจะขอเอาแหวนนั้นมาดูก็ดี ถ้าจะให้แก่ลูกสาว กลัวข้าจะรู้มีลูกสาวก็ดี ถ้าให้แก่เมีย กลัวข้าจะเล่าออกชื่อเมียก็ดี ถ้าผู้รับหนังสือนั้นหัวล้าน กลัวข้าจะล้อว่าหัวล้านใส่แหวนก็ดี ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ก็จะปิดหนังสือนั้นเสียทีเดียวไม่บอกเลย”

หลังจากนั้นก็ยังทรงกล่าวเป็นทำนองประชดต่อไปอีก ล้อว่าพวกทูตมีเมียน้อยมากมายหลายคน ต้องคอยแต่จะขอให้เพื่อนฝูงในเมืองไทยคอยดูแลแม่คนนั้นแม่คนนี้ ในเมื่อพระองค์เองทรงคอยเป็นธุระดูแลทุกข์สุขของครอบครัวทูตทั้งหลายอยู่แล้ว และทรงพยายามส่งข่าวให้ทราบอยู่เสมอ

“ฤาถ้าราชการนั้นเปนสำคัญ ก็จะให้เสมียนคัดช้าอยู่ 2 วัน 3 วัน แลเลือกคัดแต่ข้อความที่ควรจะกราบทูลพระกรุณา ฤาเอาไปเที่ยวปฤกษาข้างโน้นข้างนี้ โอ้เอ้อยู่หลายวันหลายคืน ฤาอย่างหนึ่ง ข้างปลายหนังสือ ทูตจะสั่งฝากลูกสาวฤาน้องสาวแลเมีย แก่ผู้รับหนังสือ ให้เอาใจใส่ระไวระวัง แม่ปรึก แม่ตลับ แม่ประดับ แม่ถมยา แม่พริ้ง แม่พริ้ม แม่นิ่ม แม่นวล แม่ชุ่ม แม่ช้อย แม่พลอย แม่ละม้าย แม่สายสร้อย แม่สังวาล แม่ลม่อม แม่เสงี่ยม แม่แหวว แม่วัน แม่พัน แม่เพื่อน แม่เยื้อน แม่แย้ม แม่หรุ่น แม่ยี่สุ่น แม่กุหลาบ แม่วาด แม่เขียน แม่เอี่ยม แม่อิ่ม แม่หงิม แลอี่น ๆ มาแล้ว ฤาจะฝากของเปนทองเปนแหวนมาให้พวกนั้นก็ดี ทูตก็คงกำชับมาในท้ายหนังสือว่า อย่าให้ในหลวงทรงทราบ”

ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่าชื่อแม่นางต่าง ๆ ที่ทรงกล่าวนี้คล้องกันคล้ายเป็นกลอน ทรงตรัสแบบประชดน้อยพระทัยที่คณะทูตมัวแต่ห่วงคำนึงถึงหญิงสาวชาววังมากกว่าองค์พระเจ้าแผ่นดิน พระราชหัตถเลขาฉบับนี้จบลงด้วยการรับสั่งอย่างงอน ๆ ว่า ในฉบับนี้จะไม่ทรงบอกเรื่องทุกข์สุขของครอบครัวคณะทูตแล้ว อยากรู้ก็ให้ไปสืบหาความกันเอง

“วิไสยหนังสือฝากกระบวนราชการ ก็ให้ตรงมาโดยราชการ ให้ทันราชการจึงจะชอบ ก็มาเปนเหตุเพราะหนังสือฝากเล็กน้อย ลับๆลี้ๆกะจู๋กะจี๋ ก็พาให้กระบวรราชการเสียไป การเช่นนี้เคยเห็นมามาก ถึงไม่ได้รู้ก็คเนถูก เมื่อเปนดังนี้แล้วเหนทูตจะไม่พ้นครหา ว่าทูตเมาทเล เหมือนตาฟักไปลังกาให้จัดแจงการยักเสียใหม่มาให้ดี ก็จะได้ฟังข่าวทูตต่อไป ถ้าจะยืนตำราเก่าอยู่แล้ว ข้าก็ขี้เกียจจะสืบข่าวพวกทูต จะคอยพบเมื่อทูตมาถึงเมืองทีเดียว การสุขทุกข์ในบ้านในเรือนของทูตลางคนที่คุ้นเคยกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ให้คนไปสืบสาวเยี่ยมเยียนเอาใจใส่อยู่ จะมีเหตุเภทไภยประการใด เขาจะบอกจริงฤาไม่บอกจริง ก็ไม่รู้เลย ข้าพเจ้าบอกไปจริงๆจะเชื่อฤาไม่เชื่อก็ไม่รู้เลย ด้วยข้าพเจ้าเปนหูช้างหูม้าหูอยู่นาตาอยู่ไร่ ความเรื่องนี้ ข้าพเจ้าก็ได้อธิบายมาในหนังสือฝากถึงนายพิจารณ์ฉบับหนึ่งนั้นแล้ว ใครยังไม่ได้อ่าน ก็ให้ขอเขาอ่านดูเทอญฯ

การที่จะบอกสุขทุกข์ในครอบครัวบ้านเรือนบุตรภรรยาของพวกทูต ที่นี้ไม่บอกไปแล้ว ให้สืบหนังสือเล็กๆน้อยๆเอาเทอญฯ”