Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวน้อยพระทัยกับคณะทูตไทยที่กรุงลอนดอน (จบ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

น่าสงสารองค์พระจอมเกล้าฯ ที่นอกจากจะมิค่อยได้รับรายงานจากคณะทูตโดยตรงแล้ว ยังต้องทนดูคนอื่นเขาได้จดหมายอยู่เสมอ แม้แต่เหล่าเจ้าจอมพระชายา ก็อุตส่าห์มีเจ๊กจีนนำจดหมายจากคณะทูตมาให้ โดยไม่ผ่านทางพระองค์ผู้เป็นสวามีก่อน จึงทรงต้องต่อว่ามาว่าทำเช่นนี้ไม่ถูก ในฉบับที่ 21 ทรงเขียนถึงเจ้าหมื่นสรรเพธภักดี อุปทูตโดยตรง เรียกท่านผู้นี้ว่า พ่อเพ็ง เพราะทรงเคยใช้เป็นต้นเรือนคนสนิทอยู่ก่อน มีใจความว่า

“ด้วยพ่อเพงเปนคนเดิมต้นเรือนของข้า ข้าควรพูดกับเจ้าของตัวตรง ๆ ไม่ควรจะอ้อมค้อมไปหาคนห่าง ๆ ให้ข้าได้ความลำบากแลเปนคนนอกเศษนอกเลย อ่านหนังสือเดนคนอื่นอ่านไม่ชอบใจเลย... ด้วยตั้งแต่ทูตไป หนังสือของทูตฝากมาข้าไม่ได้ไว้ดูสักฉบับหนึ่งเลย อ้อนวอนมาหนักหนาแล้ว พ่อเพงจะได้สงสารเอนดูเถิด ด้วยการอื่น ๆ ข้าไม่ติเตียนอะไรเลย เสียใจนักแต่ที่ไม่ได้หนังสือมาฝากตรงตัวเท่านั้น ทูตไปทั้งทีนานถึง 4 เดือนเศษมาแล้ว รู้สิ่งใดคิดการอะไรที่ควรได้จะได้ว่าเตือนสติให้ปัญญามา ก็มัวแต่ต้องเขียนว่าเรื่องนี้เรื่องเดียวจนสิ้นเรี่ยวแรงแลเวลาไปเสีย ไม่ได้เขียนแลว่าเรื่องอื่นเลย”

ในฉบับที่ 23 ทรงบ่นต่ออีกว่า ถ้าจะไม่ทำจดหมายกราบทูลโดยตรงดังที่ทรงบอกมาแล้วหลายครั้ง อย่างน้อยก็ควรจ่าหน้าซองถึงพระชายาหรือเจ้าจอมองค์ใดองค์หนึ่งก็ยังดี แทนที่จะส่งให้ท่านขุนนางต่าง ๆ แต่ถ้าจะส่งถึงพระชายาหรือเจ้าจอมก็ต้องระวังให้ดี เพราะถ้าส่งถึงเมียที่โกรธกันไปแล้ว เขาก็จะแกล้งไม่นำจดหมายมาถวายต่อพระองค์

“ในกรุงนี้ ขุนนางฤามหาดเล็กตำรวจที่เรียกว่าเปนข้าราชการของเจ้าแผ่นดิน เขาตั้งบ้านเรือนอยู่ไกล ๆ เข้ามาเปนเวลาลางวันก็ไม่มา ก็หนังสือของทูตบอกมาถึงเขา ให้บอกแก่ข้าพเจ้า เขาอ่านทีเดียวแล้วเขาก็เอาไปเสีย ไม่ได้ฉบับไว้ ถึงทีจะเขียนหนังสือตอบไปก็จำไม่ได้ ฤาลืมไปจะอ่านอีก ก็ไม่มีฉบับอยู่ที่ตัว ครั้นจะให้ไปตามเอามา ก็ช้าไปลำบากไป ถ้าอย่างไรท่านจะเขียนฝากให้ถึงตัวข้าพเจ้าไม่ได้แล้ว จะฝากให้ถึงเมียข้าพเจ้าบ้างเปนไร ดีกว่าฝากถึงขุนนาง ด้วยเมียข้าพเจ้าอยู่ในวังหมด ไม่ได้อยู่บ้านต่างหาก ถึงกระนั้นจะฝากถึงเมียที่โกรธกันอยู่ ก็จะไม่ได้อ่าน ต่อให้ถึงเมียที่ชอบกันอยู่ เมื่ออยากจะอ่านเมื่อไร จะได้เรียกเอามาอ่านเมื่อนั้น เมียคนไรดีอยู่ เมียคนไรโกรธกัน สรรเพธภักดีทราบอยู่หมดแล้ว”

ผู้เขียนพยายามสืบอ่านในพระราชหัตถเลขาถึงคณะทูตไปอังกฤษนี้ จนถึงฉบับที่ 31 จึงพบข้อความที่แสดงให้เห็นว่าในที่สุด หลังจากเวลาผ่านไปแสนนานจึงมีคนในคณะทูตทำจดหมายกราบทูตต่อพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง ทำไมท่านเหล่านี้จึงเรียนช้านัก ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจ จะเป็นเพราะสติปัญญาไม่ว่องไว หรือเป็นเพราะไม่เกรงกลัวหรือเกรงใจต่อพระเจ้าแผ่นดินเราก็ไม่ทราบแน่ เพราะคนสมัยนี้ไม่อาจเข้าใจลึกซึ้งถึงอำนาจการเมืองต่าง ๆ ในพระราชสำนักได้ ดูแบบผิวเผิน เราก็นึกว่าพระเจ้าแผ่นดินจะต้องเป็นบุคคลที่มีอำนาจสูงสุด ทุกคนต้องหวั่นเกรงพระบารมี แต่ความจริงแล้วอาจจะมีขุนนางผู้ใด หรือเชื้อพระวงศ์อื่นๆ อีกหลายท่าน ที่แข่งอำนาจวาสนาอยู่ด้วย การจะดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของชาติอยู่ได้ ก็ต้องแล้วแต่บุญ และกรรมที่ได้สะสมสร้างมาในชาตินี้ และชาติก่อน ๆ ในพระราชหัตถเลขาฉบับที่ 31 นี้ ตอนหนึ่งมีใจความว่า

“ครั้งนี้มีความยินดีนักหนากว่าทุกครั้ง ที่ราชทูตอุปทูตเขียนหนังสือให้ถึงตรงตัวข้าพเจ้านั้น ชอบนักหนาแล้ว ด้วยได้ฉบับเก็บไว้อ่านเอง แลอ่านให้คนอื่นฟังต่อๆไป ทั้งข้างในข้าหน้า ตั้งแต่ทูตไปก็ถึง 7 เดือนแล้ว ท่านทั้งหลายทั้งปวงท่านได้หนังสือข่าวของพวกทูตไว้อ่านให้คนโน้นคนนี้ฟังอึงไป แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไว้สักฉบับหนึ่ง... แลครั้งนี้ได้หนังสือที่ใส่ถุงเหลือง 3 ฉบับนั้น มีความเปนอันน่าฟัง เปนที่ยินดีได้ไว้กับตัว เที่ยวอ่านให้คนโน้นฟังคนนี้ฟัง เปนเกียรติยศหนักหนา”

ในที่สุดหลังจากทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงคณะทูตไทยที่อังกฤษเป็นจำนวนถึง 31 ฉบับ จึงได้รับจดหมายจากราชทูต และอุปทูต กราบทูลเรื่องราวต่าง ๆ มาถึงพระองค์โดยตรง ซึ่งทำให้ทรงมีความยินดีพอพระทัยเป็นหนักหนา ถึงกับทรงเอาจดหมายเหล่านั้นไปอ่านให้คนนั้นคนนี้ฟัง เมื่อคณะทูตรู้ตัวปฏิบัติตนตามแบบที่ถูกต้องสมควร ก็ทรงให้อภัยไม่ถือโทษ เพราะทรงมีพระเมตตาจิตเหนือมนุษย์อื่น ๆ ทั้งปวง