Get Adobe Flash player

เมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้โอวาทประชากรไทยในวันสงกรานต์ พ.ศ. 2408 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นมหากษัตริย์ที่เต็มไปด้วยพระปรีชาสามารถปราดเปรื่อง เป็นนักปราชญ์ชั้นสูง รอบรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา

                จึงทรงนิยมที่จะสั่งสอนทั้งเชื้อพระวงศ์ ข้าราชการ ขุนนาง และประชาชนอยู่เนือง ๆ การที่ทรงได้ผนวชเป็นภิกษุอยู่นานถึง 28 ปี ก่อนจะขึ้นครองราชสมบัติ ทำให้ทรงเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย

                และเมื่อมีโอกาสก็ได้ทรงพยายามสั่งสอนหลักพระธรรมเพื่อประชาชนชาวไทยจะได้มีความรู้ ปรารถนาประกอบความดีในชีวิตที่ดำเนินอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์

                ประชาชนชาวไทยในแผ่นดินของสมเด็จพระจอมเกล้านั้นโชคดีกว่าชาวสยามในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะพระมหากษัตริย์ที่ครองกรุงศรีอยุธยานั้น มักจะเก็บพระองค์ไว้ในพระราชวัง ดำเนินพระชีพอยู่ในระดับเทวดา และถือว่าประชาชนพลเมืองนั้นเป็นเพียงทาสและไพร่ ไม่ดีกว่าสัตว์เดรัชฉานเท่าใด จะเป็นประโยชน์ก็สำหรับนำมาใช้งานเท่านั้น

                แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลที่ 4 และที่ 5 องค์พระเจ้าแผ่นดินทรงมีความห่วงใยในลักษณะความเป็นอยู่ของราษฎร ทรงมีพระทัยเมตตา ประสงค์ที่จะให้ชีวิตของราษฎรนี้ดีขึ้นกว่าเดิม

                และทรงลดพระองค์ลงมาใกล้ชนชาวไทยมากขึ้นเมื่อมีโอกาส เช่นในวันสงกรานต์ก็ทรงอุตส่าห์สั่งสอนเกี่ยวกับชีวิตเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อให้ราษฎรทั้งหลายสำรวมตัว ใช้ชีวิตอยู่ในหลักพระธรรม

                ใน พ.ศ. 2408  ถึงวันสงกรานต์คือวันอังคาร เดือน 5 แรม 1 ค่ำ ปีฉลู สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีประกาศเกี่ยวกับความตายให้ประชาชนทั้งหลายได้นึกคิด

                ทรงยกตัวอย่างให้พิจารณาว่ามนุษย์เรานี้มีอยู่ 3 จำพวก

                จำพวกแรกเกิดมาต่ำ ต้องประสบความทุกข์ยากลำบากอยู่เสมอ จึงมีลักษณะมุทะลุ ใช้ชีวิตอย่างรุนแรงไม่กลัวความตาย เพราะเป็นหรือตายนั้นก็คงร้ายเท่ากัน คนเหล่านี้จะนิยมเสพสุรา ทะเลาะเบาะแว้ง และดำเนินชีวิตไปในทางไม่หวั่นกลัวต่ออันตราย

                คนจำพวกที่สอง ได้ทำบุญมามากกว่าในชาติก่อน ๆ จึงอยู่ดีกินดี มีทรัพย์สมบัติ มีชีวิตที่ดี หากแต่ขาดความรู้ทางด้านพุทธศาสนา จึงเป็นพวกที่หวั่นกลัวไม่อยากตาย เพราะไม่อยากเสียสิ่งดีต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชีวิตนี้

                ส่วนคนจำพวกที่สาม จัดว่าประเสริฐสุด เพราะได้ทำบุญมาแต่ชาติก่อน มีชีวิตอยู่ในภาวะที่ดี แต่อาศัยที่ได้ศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับปรัชญาของพระพุทธศาสนา มีความรู้ลึกซึ้งถึงความเกิดแก่เจ็บตาย คนเหล่านี้จึงมีชีวิตอย่างดีในปัจจุบัน และไม่กลัวความตายในอนาคต

                คำสั่งสอนนี้เริ่มต้นว่า

                “เมื่อวันคืนเดือนปีล่วงไปๆ ดังนี้ อายุของมนุษย์ในโลกทั้งปวง ณ กาลบัดนี้ มีประมาณเพียง 80 ปี แลต่ำลงมากว่า 80 ปีนั้น ก็หมดไปสิ้นไป ใกล้ต่อเวลาที่จะถึงแก่ความตายเข้าไปทุกวันทุกคืน ด้วยกันทุกคนทุกคน

                ความตายนั้นไม่เลือกหน้าว่าผู้ใดผู้ใดเป็นคนจน คนมี ผู้ดี แลไพร่ คนคฤหัสถ์ บรรพชิต ไม่มีใครล่วงพ้นจากความตายนั้นได้เลย

                ก็แลสัตว์ทั้งปวงคนทั้งปวง มีชีวิตของตัวเป็นที่รักหมดด้วยกัน กลัวตาย ไม่อยากตาย โดยมากเป็นธรรมดา แต่ว่าหาเสมอกันไม่

                บางคนได้ความทุกข์ความยากมาก เบื่อหน่ายในชีวิตของตัวบ้าง คลั่งไคล้ฟั่นเฟื่องเห็นวิปริตไปต่าง ๆ บ้าง ศรัทธาล้นเหลือฟูมฟายคิดจะทำบุญด้วยชีวิตบ้าง ผูกคอตาย เชือดคอตาย กินยาตาย และเผาตัวเสียก็มี

                หรืออวดกล้าหาญแข็งแรงเกินประมาณไป ขึ้นไม้สูง แลเข้าใกล้ไฟใกล้ดินปืน แลเข้าปล้ำปลุกกับสัตว์ร้าย ว่ายน้ำลึกแล่นเรือเล็ก ฝ่าคลื่นฝ่าลม แลเข้าชกต่อยตีรันฟันแทงแย่งยิงกับผู้อื่น ไม่อาลัยในชีวิต คิดว่าตายไหนตายลง หรือกล้าเสพสุรามากเกินประมาณ หรือกินยากล้าแรงยิ่งนัก ด้วยอยากจะให้โรคหายเร็ว

อ่านต่อฉบับหน้า