Get Adobe Flash player

เคราะห์กรรมของนายอินเสน ตอนที่ 1 (ต่อ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว             

อย่างไรก็ตามเมื่อกงสุลฮิลเลียเข้ามาถึงเมืองไทย เราก็ให้การต้อนรับอย่างดีสมเกียรติสมฐานะ มีหมายรับสั่งเรื่องจัดการรับรองมิศหินเล กงสุลอังกฤษที่จะมาอยู่ประจำกรุงเทพฯ ให้จัดการรับให้พร้อมทุกหน้าที่ มีใจความว่า

                “ด้วยพระยาพิพัฒนโกษา รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า กงสุลอังกฤษซึ่งจะเข้ามาตั้งอยู่ ณ กรุงเทพฯ ตามหนังสือสัญญานั้น บัดนี้มิศหินแล กงสุลอังกฤษมากับเรือกลไฟชื่อ ออกแดรม เข้ามาถึงนอกสันดอนที่ทอด ณ วันเดือน 7 ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง อัฐศก ได้รับมิศหินเลขึ้นมาอาศัยอยู่ที่ตึกรับทูต ณ กรุงเทพฯ แต่ ณ วันเดือน 7 ขึ้น 7 ค่ำแล้ว กำหนดมิศหินเลกงสุลจะได้เข้าเฝ้าทูลละอองฯ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ณ วันเดือน 7 ขึ้น 10 ค่ำ ปีมะโรง อัฐศก เพลาบ่ายโมงหนึ่ง เสด็จออกครั้งนี้เหมือนอย่างเมื่อครั้งตอนดารีดโฆ กงสุลพุทเกศเข้าเฝ้าทูลละอองฯ ครั้งก่อนนั้น ให้มหาดไทยกลาโหมหมายบอกข้าทูลละออฯ ผู้ใหญ่ผู้น้อย ฝ่ายทหารพลเรือน นุ่งสมปักตามธรรมเนียมใส่เสื้ออย่างน้อยต่างสีเข้าเฝ้าจงทุกคน เสด็จขึ้นแล้วแขกเมืองยังไม่ลุกจากที่เฝ้า อย่าให้ลุกเดินไปเดินมาเป็นอันขาด”

                คำประกาศนี้ฟังดูก็น่ารักดี เพราะมีการเตือนไว้ทั้งด้านการแต่งตัวและกิริยามารยาท ข้าราชการไทยในสมัยโบราณนั้นมิได้นิยมใส่เสื้อกันทุกคนไป วังให้อากาศร้อนอบอ้าวก็อาจจะไม่ใส่เสื้อเสียเลย เมื่อนางแอนนา เลียวโนเวนส์เดินทางมารับเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในพระราชวัง เธอบันทึกไว้ว่า รู้สึกตกใจนักเมื่อพบกับเจ้าพระยากลาโหมครั้งแรก เพราะท่านนุ่งจูงกระเบนแต่ไม่ใส่เสื้อเลย เพราะฉะนั้น เนื่องจากฝรั่งเขาดูถูกคนไม่ใส่เสื้อว่าป่าเถื่อน ทางไทยเราจึงต้องมีการกำชับกันให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ทหาร และพลเรือน ต่างใส่เสื้อต่างสีโดยทั่วหน้า และขอให้ระมัดระวังเรื่องมารยาทเวลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ ก็แน่ใจว่าทุกคนจะหมอบกราบอยู่อย่างเรียบร้อย แต่พอพระองค์เสด็จออกไปจากท้องพระโรงแล้วก็ขออย่าให้จุ้นจ้านวุ่นวายลุกขึ้นเดินไปมาคุยกันเสียงลั่นไป ขอให้รอให้แขกฝรั่งเขากลับเสียก่อน ให้ปฏิบัติตนตามแบบเดียวกับตอนที่กงสุลพุทเกศเข้าเฝ้า คำว่า กงสุลพุทเกศนี้ ท่านผู้อ่านคงทายได้ว่าหมายถึงกงสุลจากประเทศโปรตุเกสนั่นเอง

                ในคำประกาศนี้ ได้มีการสั่งงานให้ขุนรักษาราชฤดีนำพระเก้าอี้ทองมาตั้งสำหรับสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ประทับ ให้นำพรมใหญ่ไปปูที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้จัดเสื่อลวดไว้สำหรับแขกเมือง คำว่าเสื่อลวดนี้ ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไรแน่ ว่าตามคำก็นึกถึงเสื่อที่สานด้วยลวด ซึ่งไม่น่าจะนั่งได้สบายเลย นอกจากจะแข็งก้นแล้ว ถูกแดดก็คงร้อนจัดแต่ต้องไม่ได้

                นอกจากนั้นแล้วเรายังจัดตั้งขบวนทหารแต่งเครื่องแบบอย่างฝรั่งให้เขาดู เขาจะได้เห็นว่าเรานี้ศิวิไลซ์

                “อนึ่ง ให้กรมแสงในซ้ายจัดกำนัลนุ่งสมปักตามธรรมเนียมใส่เสื้ออย่างน้อย เชิญพระแสงทวน 40 คน เข้าไปเชิญในพระที่นั่งตามเคยให้พร้อม ให้กรมแสงปืนต้นจัดกำนัลนุ่งสมปักตามธรรมเนียม ใส่เสื้ออย่างน้อยเชิญพระแสงปืน 40 คน เข้าไปเชิญในพระที่นั่งตามเคย ให้เกณฑ์หัดแสงในจัดพันทะนายนุ่งกางเกงคาดเกี้ยวลายถือปืนรางแดง ล้อมวงที่พระที่นั่งตามเคย 100 คน ให้จมื่นก่งศิลป์สรจัดทหารเกณฑ์หัดอย่างยุโรปนุ่งห่มตามเคย ยืนตามที่ 100 คน”

                นอกจากนั้นเราก็จัดเครื่องบริโภครับแขก มีบุหรี่ หมากพลู น้ำร้อน กาแฟ ผู้รับผิดชอบเรื่องบุหรี่หมากพลูคือขุนทินบรรณาการและขุนธารกำนัล คงทำงานร่วมกันเพราะชื่อคล้องกัน ส่วนกาแฟน้ำร้อนนั้นเป็นหน้าที่ของมหาดเล็ก ผู้เขียนมีความสงสัยอยู่ว่า แขกเมืองชาวอังกฤษนั้น เวลาเข้าเฝ้าจะต้องยืนหรือเราจะมีเก้าอี้ให้เขานั่งแบบฝรั่ง เพราะในสมัยพระนารายณ์มหาราชนั้น เราก็ตระหนักดีว่าจะบังคับให้ฝรั่งเขานั่งกับพื้น หมอบกราบแบบไทยเรานั้น เป้นการไม่สมควร เราจึงจัดให้ทูตฝรั่งเศส คือเชอวาเลีย เดอ โชมอง นั้นลุกขึ้นยืนเวลาถวายราชสาส์นต่อองค์พระนารายณ์ และมีเก้าอี้ในนั่งต่อหน้าพระพักตร์ เวลาทรงสนทนาด้วย ในการกงสุลอังกฤษเข้าเฝ้าสมเด็จพระจอมเกล้าฯนี้ เราก็จัดโต๊ะเก้าอี้ให้ฝรั่งนั่งเหมือนกัน

                “อนึ่ง ให้พระหลวงและล่ามพนักงานกรมท่า จัดโต๊ะเก้าอี้ให้แขกเมืองนั่งที่ศาลาลูกขุนให้พอ ในนำแขกเมืองขึ้นประตูท่าพระ แล้วนำเข้าเฝ้าตามเคย”

อ่านต่อฉบับหน้า