Get Adobe Flash player

งานเลิกทาส ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช

Font Size:

ชนชาวไทยที่ดำเนินชีวิตอยู่ในกรุงสยามสมัยโบราณนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ระดับสูงสุดคือ องค์พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ขั้นกลางของระบบสังคม คือ เกล่าเจ้าขุนมูลนาย บุคคลที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นขุน หลวง พระ พระยา และเจ้าพระยา พลเมืองส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะต่ำสุด ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 จำพวก คือ ไพร่ และทาส

                ไร่นี้ตามพระอัยการศักดินามีอยู่ 4 ชนิด คือ

1.ไพร่หัวงาน หมายถึงพลเมืองที่มีความสามารถเป็นผู้ควบคุมทางด้านก่อสร้างหรือเพาะปลูกพืชพันธุ์ ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้างานได้ ไพร่หัวงานนี้มีศักดินาได้ถึง 25 ไร่ ซึ่งหมายความว่า ถ้าเก็บหอมรอมริบจนมีเงินทอง จะมีสิทธิซื้อที่นาเป็นของตนเองได้ไม่เกิน 25 ไร่

2.ไพร่มีครัว หมายถึงพลเมืองที่มีครอบครัวเป็นภาระ แต่ไม่มีความสามารถอันใดเป็นพิเศษ มีศักดินา 20 ไร่

3.ไพร่ราบ หมายถึงพลเมืองที่เป็นคนงานธรรมดาและไม่มีครอบครัว ศักดินา 15 ไร่

4.ไพร่เลว หมายถึงคนรับใช้ของผู้อื่น ซึ่งมีฐานะใกล้กับทาส แต่ยังมิได้เป็นทาสจริง ศักดินา 10 ไร่

                ไพร่ดังกล่าวนี้ มีหน้าที่ต้องรับใช้เจ้านายทุกคน เมื่ออายุครบ 18 ปี ผู้ชายต้องขึ้นทะเบียนสังกัดมูลนาย และเมื่ออายุครบ 20 ปี จะต้องทำทะเบียนอีกฉบับหนึ่ง ยื่นให้แก่สัสดี ทะเบียนอันนี้เขียนด้วยกระดาษมีชื่อผู้คนติดต่อกันยืดยาว จึงเรียกกันว่าทะเบียนหางว่าวจะมีการสักเลขบนเนื้อหนัง แล้วนำเข้าประจำกรมต่าง ๆ เปลี่ยนชื่อเป็น “ไพร่หลวง” เป็นหน้าที่ของกรมเจ้าสังกัดที่จะพิจารณาเรียกตัวมาประจำราชการ ปีละ 6 เดือน คือเข้าเวร 1 เดือน ออกเวร 1 เดือน ในระยะที่ออกเวรนั้น ก็ต้องไปทำมาหากินปลูกข้าวปลูกผักเลี้ยงตัวเอง ส่วนเมื่อเข้าเวรเจ้านายจะเรียกตัวไปใช้ทำอะไรก็ได้ ไม่มีการให้เงินทองค่าแรง หรือแม้แต่อาหารการกินก็ต้องหามาเองโดยให้ญาติพี่น้องนำมาส่งทุกวัน

                เมื่อพ้นราชการถึงเวลาออกเดือน ก็สามารถกลับบ้านไปทำมาหากินได้ เจ้านายจะให้หนังสือเก็บไว้ติดตัว เรียกว่าตราภูมิคุ้มห้าม ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญ ช่วยให้เดินทางได้สะดวก ใครจะมาเกณฑ์ไปใช้ในระยะเดือนออกนี้ไม่ได้

                มีคำกลอนโบราณกล่าวไว้ว่า

                “เมื่อไม่ถือตราภูมิไว้คุ้มห้าม คนก็ลามเรรวนมากวนได้”

                เพราะฉะนั้นผู้ใดถือตราภูมิอยู่ จะมีอิสระเป็นเวลา 1 เดือน เจ้านายจะมาเรียกตัวไปใช้ไม่ได้ ยกเว้นแต่เวลาพระเจ้าแผ่นดินต้องการเกณฑ์ไปล่าช้าง ซึ่งไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้

                พวกที่ประจำการเป็นไพร่หลวงนั้น มักถูกสักเลขตามที่กล่าวไว้แล้ว และพวกนี้เรียกกันง่าย ๆ ว่า “เลิก” ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญทุกรัชกาลไป ก็มีการสักเลขกันใหม่ ไพร่บางคนอาจถูกสักถึง 6 ครั้งในชีวิต จนเลขเหล่านี้กลายเป็นเครื่องแสดงความมีค่าสูงต่ำของคน

                ในพระอัยการพรหมศักดิ์ ได้กำหนดราคาค่าตัวของผู้ที่มีลายสักอยู่กับตัวนั้น ถ้าผู้ใดมีลายสักอยู่บนตัวน้อย แล้วเผอิญถูกฆ่าตาย คนฆ่าจะถูกปรับเป็นเงินเพียงเล็กน้อย ฆาตกรผู้ใดเซ่อซ่าไปฆ่าคนที่มีเลขสักอยู่บนตัวมาก เมื่อถูกจับก็จะโดนปรับมากขึ้นตามความสำคัญของผู้ตายดังนี้

-           คนตายสักเลขที่เดียว คนฆ่าโดนปรับ 16 ตำลึง (64 บาท)

-           คนตายสักคอหรือแขนข้างเดียว คนฆ่าถูกปรับ 18 ตำลึง (72 บาท)

-           คนตายสักคอและแขนทั้งสองข้าง คนฆ่าถูกปรับ 1 ชั่ง 4 ตำลึง (96 บาท)

-           คนตายสักคอและแขนทั้งสองข้างรวมทั้งขาอีก 1 ข้าง คนฆ่าถูกปรับ 1 ชั่ง 5 ตำลึง (100 บาท)

-           คนตายสักคอและแขนทั้งสองข้างรวมทั้งสักขาทั้งสองข้าง ค่าปรับคนฆ่า 1 ชั่ง 6 ตำลึง (104 บาท)

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ค่าของชีวิตไพร่นั้นต่ำเต็มที ผู้ใดฆ่าไพร่ตาย ก็ไม่ต้องโทษประหารหรือแม้แต่ติดคุกตะราง มีเงินจ่ายค่าปรับก็พอแล้ว ระบบนี้จึงทำให้คนรวยสามารถฆ่าคนจนได้สบาย

                ประชาชนทนเป็นไร่มาตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา มีชีวิตของตนเองเพียงปีละ 6 เดือน อีก 6 เดือนต้องไปรับใช้เจ้านายโดยมิได้อะไรตอบแทน มาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พวกไพร่เริ่มต้นหนีเข้าป่าดงกันมาก เลือกเป็นโจรหรือพรานป่า แทนที่จะต้องยินยอมให้ระบบกดหัวเป็นขี้ข้าอยู่ตลอดชีวิต ทำให้เหล่าเจ้าขุนมูลนายต่าง ๆ ในประเทศต้องยากลำบาก เพราะไม่มีคนใช้สอยเป็นแรงงานเพียงพอ ถึงสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีประกาศออกมาว่า

                “ให้เจ้าเมืองกรมการสั่งแขวงนายบ้านนายอำเภอประกาศป่าวร้อง บรรดาข้าหนีเจ้าบ่าวหนีนาย ไพร่หลวงสมกำลัง ทาสเชลย ทาสสินไทย ที่ซุกซ่อนอยู่ ณ ป่าดงจงทั่ว ได้เข้ามาหานายมูลนายเดิมโดยดี จะพระราชทานโทษทัณฑ์ไว้ครั้งหนึ่ง... ถ้ามิเข้ามาสวมิภักดิ์โดยดี มีอยู่ ณ แขวงเมืองใด ก็ให้กรมการเมืองนั้นจัดกองทัพออกตีเอาตัวบุตรภรรยามาใส่ตะรางเสียให้สิ้นเชิง”

                ส่วนชนชาวไทยที่อยู่ในระดับต่ำสุดของสังคมนั้น คือทาสมนุษย์ประเภทนี้พอแบ่งออกได้เป็นหลายจำพวก คัมภีร์พระธรรมศาสตร์กำหนดลักษณะของทาสไว้ 7 ประการคือ

1.ทางสินไถ่ หมายความว่า ทาสที่ซื้อมา

2.ลูกทาสในเรือนเบี้ย หมายถึงเด็กที่พ่อแม่เป็นทาสจึงต้องเกิดมาเป็นทาสตามไปด้วย

3.ทาสที่ได้มาโดยการรับมรดก

4.ทาสที่ผู้อื่นให้

5.ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ คือทาสที่ได้มาหลังจากที่ช่วยให้พ้นคุกตะราง หรือการทำโทษทรมานต่าง ๆ

6.ทาสที่ช่วยไว้เมื่อเกิดทุพภิกขภัย เช่นเมื่อเกิดข้าวยากหมากแพง มีน้ำท่วม หรือไฟไหม้ ประชาชนเคราะห์ร้ายที่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้านาย ก็อาจต้องรับใช้บุญคุณด้วยการเป็นทาสของผู้มีพระคุณแก่ตน

7.ทาสเชลย ได้มาจากการรบ

                ในสมัยโบราณเราจะไปกล่าวหาว่าเจ้านายทารุณกดขี่คนชาติเดียวกันเป็นข้าทาสนั้นก็ไม่ถูกแท้ เพราะตามความจริงแล้วคนส่วนมากถูกลดระดับลงเป็นทาสจากการซื้อขาย เช่น พ่อแม่เอาลูกในไส้ของตนเองไปขายเป็นทาส เพื่อได้เงินมาใช้สอย หรือเล่นการพนัน สามีจะเอาภรรยาไปขายเป็นทาสก็ได้ แต่ภรรยานั้นไม่มีสิทธิเอาสามีหรือพ่อแม่ไปขายเป็นทาส ส่วนญาติผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูกหลาน มีสิทธิเอาหลานไปขายเป็นทาสให้แก่ผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน

                การขายนั้นมี 2 ชนิด คือขายฝาก หรือขายขาด ถ้าขายฝากก็อาจไถ่คืนให้พ้นจากการเป็นทาสได้ แต่ถ้าขายขาด ผู้ถูกขายจะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต ในกรณีที่ขายฝากนั้น ผู้ขายต้องใช้ค่าปรับ แต่เมื่อขายขาดและทาสหนีไป ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบ

                การนำเงินมาไถ่คืน มิใช่ทำห้เสมอไป โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เอาลูกไปขาย เมื่อถึงเทศกาลไถนาเกี่ยวข้าว จะหาเงินไปไถ่ลูกคืนมากฏหมายมักไม่ยอม อ้างว่า

                “ท่านว่า ทำน้ำจะเอาปลา ทำนาจะเอาข้าว ท่านมิให้รับเงินเลย และเมื่อใดพ้นเทศกาลแล้ว ให้รับเงินตามมากและน้อย ถ้ามันผู้ทาสผู้ขายนั้น จะไปร้องฟ้องว่ากล่าวจะวางเงินในกลางสุภาตระลาการในเมืองเทศกาลทำนาอยุ่นั้น ท่านมิให้สุภาตระลาการศาลกรมใด ๆ รับฟ้องมันว่ากล่าวเลย”

                ส่วนลูกทาสในเรือนเบี้ย คือเด็กผู้หญิงผู้ชายซึ่งพ่อแม่เป็นทาสอยู่แล้วนั้น เมื่อเกิดมาก็ต้องเป็นทาสต่อไป กฎหมายอธิบายเหตุผลไว้ว่า

                “อุปมาดังแม่โคอันปล่อย และเกิดลูกเท่าใด ๆ ได้สิทธิ์แก่นายโคตัวเมียนั้น” กฎหมายนี้แสดงการเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าทาสนั้น ถือเป็นสัตว์มิใช่คน

                ทาสหญิงที่สวยงาม อาจถูกนายสมสู่ด้วย เมื่อตั้งครรภ์มีลูกเด็กที่เกิดก็ยังถือว่าเป็นทาสอยู่ แต่มีราคาค่าตัวสำหรับไถ่คืนเป็นอิสระได้ ต่ำกว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยธรรมดา เด็กชนิดนี้ถือว่าเป็นทาสตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ กฎหมายบทหนึ่งกล่าวว่า

                “ชายเป็นไท หญิงเป็นทาส สมรักกันมีท้องลูก ถ้าชายมิได้รักษาท้อง ออกลูกตายไซร้ ให้คิดค่าตัวแก่ชายจงเต็ม”

                นายนั้นมีอำนาจเหนือทาสทุกประการสามารถสั่งเฆี่ยนขังจำโซ่ตรวน และทารุณทรมานด้วยวิธีใดก็ได้ ยกเว้นทาสที่มีค่าไถ่ต่ำกว่าล้านสองแสนเบี้ย (ราว 180 บาท) จะใส่โซ่ตรวนไม่ได้อย่างไรก็ดี กฎหมายสมัยโบราณยังกรุณาห้ามมิให้นายทำโทษทาสจนถึงตายได้

                ทาสนั้นมีสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้านาย เช่นกล่าวหาว่าเป็นกบฎ ปล้น หรือโกงหลวงโกงราษฎร์อื่น ถ้าสอบสวนแล้วเป็นความจริง ทาสนั้นจะได้รับการปลดปล่อย แต่ถ้าไม่เป็นความจริง ก็จะต้องโทษหนักขึ้น กฎหมายกล่าวไว้ว่า

                “ถ้าทาสกล่าวโทษเจ้าเงินว่ากบฎ ปล้น ลัก หรือฉ้อราษฎร์บังหลวง หากสอบสวนไม่เป็นความจริงดังกล่าวโทษ ท่านให้เอาทาสผู้นั้นขึ้นขาหย่าง เอาเฉลาประหน้าประจาน ให้เฆี่ยนหลังแล้วตัดปากเสีย แต่ถ้าสอบสวนได้ความจริง ท่านให้ปล่อยมันเป็นไทพ้นจากทาส”

                สิ่งที่แปลกที่สุดในระบบทาสสมัยโบราณ คือเจ้านายมีสิทธิบังคับให้ทาสไปรับโทษทัณฑ์แทนตัวเองได้ว หรือแทนลูกเมียญาติพี่น้องของตนได้ เช่น ถ้าเจ้านายถูกสั่งจำคุกเฆี่ยนโบย ตัดปากลากลิ้น หรือทรมานด้วยวิธีใด ๆ กฎหมายอนุญาตให้ส่งทาสไปรับเคราะห์แทนตัวได้ โดยกล่าวไว้ว่า

                “ถ้าเจ้าเบี้ยมีคดีประการใด ๆ มันเอาทาสไปต่างตัว และมันต้องตีจำโซ่ตรวนขื่นคา ทวนด้วยลวดหนัง จำตากแดดตากฝนแช่น้ำทาระกำต่างตัวก็ดี ต่างบุตรภริยาญาติพี่น้องพร้อมพันธุ์ตนก็ดี”

                ทาสขายฝาก เมื่อถูกทำโทษแทนเจ้านาย จะได้รับการลดค่าตัวหรือปลดปล่อย เช่น ถ้าต้องถูกจำจองเข้าคุกแทนนาย จะได้ลดค่าตัวกึ่งหนึ่ง ถ้าถูกทวนด้วยลวดหนัง ให้พ้นจากทาสเป็นไทได้ แต่สำหรับทาสขายขาดนั้น กฎหมายกล่าวว่า

                “ท่านว่าโทษแก่เจ้าเบี้ยนายเงินมิได้เพราะว่าขาดข้าเป็นสิทธิแล้ว” แปลว่าทาสขายขาด ถึงแม้จะไปรับโทษแทนเจ้านายอย่างสาหัสมาแล้ว ถ้าไม่ถึงแก่ความตายก็ยังต้องกลับมาเป็นทาสต่อไป

                        แม้แต่พระสงฆ์ที่เราเคารพบูชา ก็ยังมีข้าทาสได้ในสมัยโบราณ เพียงแต่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ข้าพระ"