Get Adobe Flash player

เคราะห์กรรมของนายอินเสน ตอนที่ 1 (ต่อ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว             

                “อนึ่ง ให้พระหลวงและล่ามพนักงานกรมท่า จัดโต๊ะเก้าอี้ให้แขกเมืองนั่งที่ศาลาลูกขุนให้พอ ในนำแขกเมืองขึ้นประตูท่าพระ แล้วนำเข้าเฝ้าตามเคย”

                กงสุลฮิลเลียนี้ พอเข้ามาประจำกรุงเทพฯ ก็เริ่มวางท่าขอนั่นต้องการนี่ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็ทรงพยายามแผ่พระเมตตา เพราะทรงปรารถนาจะให้กรุงสยามและมหาประเทศอังกฤษเป็นไมตรีต่อกัน แต่ถึงกระนั้นก็คงจะทำให้กลุ้มพระทัยไม่น้อย เพราะทรงปรารภไว้ในจดหมายถึงคณะทูตไทยที่กรุงลอนดอนว่า

                “เหมือนอย่างกงสุลหิลลิเยอ เมื่อแรกพอเข้ามาก็ทำหน้าบึ้งบั้นปึ่งขึงโส พอมาอยู่ได้สองสามวันก็จะเร่งเอานั่นเอานี่ ครั้นตอบไม่ทันให้ไม่ทันก็ขู่ข่มขี่ว่าจะฟ้องจะร้องจะเอาเรือรบเข้ามาทีเดียว ใช้สายเอกไปทุกประการ ขู่ไทยเว้นก็แต่ละวัน”

                กงสุลฮิลเลียนั้น แผลงฤทธิ์อยู่ที่กรุงเทพฯได้เพียง 4 เดือน พระสยามเทวาธิราชคงจะหมั่นไส้นายฝรั่งจองหองคนนี้เต็มที เลยดลบันดาลให้เป็นโรคบิด คือมีเชื้อแบคทีเรียเข้าลำไส้ ท้องร่วงอุจจาระแตกอยู่หลายวันก็ถึงแต่ความตาย ผู้ที่รับภาระเป็นกงศุลต่อไปชื่อยินเยล ซึ่งก็มีท่าทีดีกว่าเพียงนิดเดียว สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงกล่าวว่า

                “กงสุลยิลเยนนั้น เห็นเป็นสันดาลเจ้าทุกข์เจ้าร้อน ออดแอดไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส ถึงไม่เป็นคนดุร้ายอะไร ก็เป็นทุกข์เป็นร้อนทอดถอนนัก หน้าตาเหนียวเตียว”

                กงสุลฮิลเลียนั้น ก่อนตายได้ของบประมาณรัฐบาลอังกฤษเพื่อซื้อที่ และสร้างสถานกงสุลเป็นเงินถึง 6000 ปอนด์ สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงอนุญาตเรียบร้อย กำหนดที่ข้างแม่น้ำเจ้าพระยาใต้สถานทูตโปรตุเกส เป็นเนื้อที่ใหญ่ถึง 11 ไร่ ซึ่งก็เป็นที่พอใจของนายฮิลเลีย และนายยินเยลยิ่งนัก

                แต่ก่อนที่จะมีการก่อสร้างขึ้น ก็เกิดเรื่องใหญ่ เพราะข้าราชการสถานกงสุลอังกฤษอีกคนหนึ่ง ชื่อนายพัดดิโคมบ์ (Puddicombe) เกิดอยากซื้อที่เพิ่มเติมในพระนคร ตั้งใจจะปลูกบ้านอยู่เอง หรือจะทำเป็นที่ทำงานเพิ่มเติมของสถานกงสุลอังกฤษก็ไม่มีใครทราบดี เผอิญในสมัยนั้นเรามีกฎหมายประจำเมืองอยู่ว่า ชนต่างชาติจะซื้อที่ในรัศมี 200 เส้นจากำแพงเมืองไม่ได้ จะผิดสนธิสัญญา เราไม่อยากให้ฝรั่งอยู่ใกล้เขตพระราชวังนัก เดี๋ยวท่านจะเอาปืนส่องยิงทำร้ายเจ้านายของไทย นายพัดดิโคมบ์นั้นก็ทราบกฎหมายของเราดีแต่เพราะฝรั่งชาวอังกฤษกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีความเป็นผู้ดี ถ้าไม่วางปึ่งแผลงฤทธิ์ หรือหน้าตาเหนียวเตียวบอกบุญไม่รับ ก็กลับกลอกกะล่อนปลิ้นปล้อน นายพัดดิโคมบ์นี้ซื้อที่แล้วใส่ชื่อบ่าวคนหนึ่ง ให้อ้ายฟุ้งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หลังจากนั้นก็จ้างข้าราชการไทยคนหนึ่งชื่อนายอินเสน ให้ทำสัญญาเช่าระหว่างนายฟุ้งกับนายพัดดิโคมบ์เป็นเวลานานถึง 99 ปี ให้ผู้เช่ามีสิทธิ์ยึดโฉนดไว้จนกว่าจะหมดสัญญา แต่อุบายฝรั่งอันนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อนายพัดดิโคมบ์และอ้ายบ่าวฟุ้งเอาสัญญานี้มาแสดงต่อเจ้าพนักงานไทยเพื่อให้รู้เห็นเป็นพยาน ฝ่ายไทยเราก็ไม่ยอมรับรองให้ เพราะเห็นชัดว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ข้าราชการไทยจึงนำเรื่องขึ้นกราบทูลต่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยตรง เมื่อทรงได้รับฟังก็พิโรธอย่างมาก ไม่มีบันทึกไว้ว่าอ้ายฟุ้งถูกลงโทษอย่างไร แต่นายอินเสนนั้นทรงสั่งให้เอาตัวไปเฆี่ยน 99 ที ให้เท่ากับสัญญา 99 ปีที่ได้บังอาจร่างให้กับฝรั่ง

                นายอินเสนนั้นเป็นคนมีความรู้ สังกัดอยู่ในกรมอาลักษณ์คงเปรียบเทียบเท่าทนายความในสมัยนี้ ไพร่สมัยต้นรัตนโกสินทร์นั้นมีสภาพชีวิตดีกว่าครั้งกรุงศรีอยุธยา คือต้องทำงานให้หลวงเพียงปีละสามเดือน อีกเก้าเดือนจึงมีสิทธิ์หางานพิเศษเลี้ยงชีพ และครอบครัวได้ นายอินเสนจะไปรับงานจากสถานกงสุลอังกฤษ เพราะเป็นคนที่มีความรู้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ท่านศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช จากคณะวิชามนุษยธรรมและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้บันทึกไว้ว่า

                “นายอินเสนเป็นใคร นายอินเสนเป็นไพร่ผู้หนึ่ง แต่มีความรู้หนังสือ สังกัดอยู่ในกรมอาลักษณ์ ในขณะเข้าเวรก็ไปประจำทำงานที่กรมอาลักษณ์ ครั้นออกเวรก็มีอิสระที่จะทำงานเลี้ยงชีวิตไปตามวิถีของสังคมเก่าในครั้งนั้น การที่นายอินเสนจะไปติดต่อกับฝรั่งรับทำงานให้ฝรั่งก็ไม่ผิดปกติประการใด เพราะในรัชกาลที่ 3 ก็มีคนไทยผู้รู้หนังสือไปรับจ้างเป็นครูสอนภาษาไทยให้พวกมิชชั่นนารีอเมริกันอยู่แล้ว และรัฐบาลในครั้งนั้นก็ไม่เคยเอาโทษเอาผิดแต่ประการใด...

                เหตุใดในหลวงจึงทรงกริ้วนายอินเสน... ในหลวงคงทรงรู้จักนายอินเสน เพราะพระองค์ทรงสนพระทัยในกรมอาลักษณ์อยู่มาก เห็นได้จากประกาศรัชกาลที่ 4 ซึ่งคุรุสภานำมาตีพิมพ์จำหน่าย มีมากด้วยกันถึง 5 เล่ม กรมอาลักษณ์มีหน้าที่เป็นพนักงานเรียบเรียงข้อความที่จะประกาศลงเป็นหนังสือ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงตรวจแก้ก่อนประกาศ... นายอินเสนเป็นไพร่สังกัดในกรมอาลักษณ์ ด้วยเหตุนี้กระมังที่ในหลวงคงทรงรู้จักตัวนายอินเสนอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อทรงทราบว่าผู้ที่พระองค์ทรงรู้จักและเคยใช้สอย ไปร่วมมือกับฝรั่งกระทำความผิด ความกริ้วของพระองค์จึงคงพลุขึ้นอย่างฉับพลันทันใด”