Get Adobe Flash player

เคราะห์กรรมของนายอินเสน ตอนที่ 1 (จบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว             

                “นายอินเสนเป็นใคร นายอินเสนเป็นไพร่ผู้หนึ่ง แต่มีความรู้หนังสือ สังกัดอยู่ในกรมอาลักษณ์ ในขณะเข้าเวรก็ไปประจำทำงานที่กรมอาลักษณ์ ครั้นออกเวรก็มีอิสระที่จะทำงานเลี้ยงชีวิตไปตามวิถีของสังคมเก่าในครั้งนั้น การที่นายอินเสนจะไปติดต่อกับฝรั่งรับทำงานให้ฝรั่งก็ไม่ผิดปกติประการใด เพราะในรัชกาลที่ 3 ก็มีคนไทยผู้รู้หนังสือไปรับจ้างเป็นครูสอนภาษาไทยให้พวกมิชชั่นนารีอเมริกันอยู่แล้ว และรัฐบาลในครั้งนั้นก็ไม่เคยเอาโทษเอาผิดแต่ประการใด...

                เหตุใดในหลวงจึงทรงกริ้วนายอินเสน... ในหลวงคงทรงรู้จักนายอินเสน เพราะพระองค์ทรงสนพระทัยในกรมอาลักษณ์อยู่มาก เห็นได้จากประกาศรัชกาลที่ 4 ซึ่งคุรุสภานำมาตีพิมพ์จำหน่าย มีมากด้วยกันถึง 5 เล่ม กรมอาลักษณ์มีหน้าที่เป็นพนักงานเรียบเรียงข้อความที่จะประกาศลงเป็นหนังสือ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงตรวจแก้ก่อนประกาศ... นายอินเสนเป็นไพร่สังกัดในกรมอาลักษณ์ ด้วยเหตุนี้กระมังที่ในหลวงคงทรงรู้จักตัวนายอินเสนอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อทรงทราบว่าผู้ที่พระองค์ทรงรู้จักและเคยใช้สอย ไปร่วมมือกับฝรั่งกระทำความผิด ความกริ้วของพระองค์จึงคงพลุขึ้นอย่างฉับพลันทันใด”

                วิธีเฆี่ยนกันในสมัยโบราณนี้ มักนิยมคว่ำเฆี่ยนเป็นส่วนมาก คือผู้ที่ถูกโบยนั้นต้องนอนคว่ำหน้าบนพื้นกระดาน หรือพื้นดิน เหยียดแขนทั้งสองไปข้างหน้า มีเจ้าพนักงานยึดมือด้านหน้าหนึ่งคน ยึดเท้าด้านหลังหนึ่งคน และมีผู้เฆี่ยนด้วยหวายอีกคนหนึ่ง มีการขานรับนับจำนวนกันจนกว่าจะครบตัวเลขที่ได้กำหนดไว้ หวายนั้นฟาดลงที่ไหล่และหลัง ซึ่งจะฉีกหนังและเนื้อเป็นรอยเลือดออกทุกครั้งไป คนที่ถูกเฆี่ยนหลายสิบทีนั้น ผิวหนังจะถูกฉีกขาดจนเหลือแต่ไขมันและกล้ามเนื้อ หากสลบไปก็จะมีการหยุดเฆี่ยนเอาน้ำราดหน้าให้ตื่น เพื่อจะได้รู้สึกและทนทุกข์ทรมานต่อไป

                ผู้หญิงนั้นมักโดนเฆี่ยนอีกแบบหนึ่ง คือ ถูกถอดเสื้อเปลือยอก ผูกข้อมือสองข้างไว้เหนือหัว แล้วเอาเชือกโยงไว้กับยอดเสาไม้ หรือขื่อหลังคา และโบยด้วยหวายบนหลังเช่นเดียวกัน ผู้เขียนไม่ทราบว่าการโบยผู้หญิงแบบนี้เป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้สตรีต้องนอนคว่ำทับถันนมของตัวเอง หรือการบังคับให้เปลือยอกมัดมือโยงกับที่สูงก่อนหวดหลังนั้นมันกระตุ้นความรู้สึกด้านเพศของผู้กระทำโทษมากกว่า

                ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นยิ่งทารุณป่าเถื่อนขึ้นไปอีก เพราะมีการเอาเกลือทาบนหลังให้แผลนั้นเจ็บแสบมากขึ้น หรือเอาหวายชุปปัสสาวะก่อนหวด ซึ่งมีผลสองทาง คือหนึ่งทำให้แผลแสบมากขึ้น และปัสสาวะสกปรกมักมีเชื้อแบคทีเรียปนอยู่ทำให้แผลนั้นอักเสบต่อไปอีกด้วย

                ในรัชกาลของพระเพทราชานั้น บาทหลวงฝรั่งเศสบันทึกไว้ว่า เฆี่ยนแบบนอนหงายก็มี คือให้ผู้รับโทษนอนหงายบนพื้นแล้วเอาหวายหวดบนหน้าท้อง

                สิ่งหนึ่งที่ฝรั่งเขาบันทึกไว้ด้วยความแปลกใจคือ เวลาคนไทยโดนเฆี่ยนนั้นจะไม่มีเสียงร้องโอดครวญโวยวายเลย ผู้ถูกโบยจะเงียบกริบ กัดปากกัดฟันรับกรรมอย่างไม่มีเสียง ทั้งนี้เพราะไทยเราถือกันว่า การร้องส่งเสียงดังเป็นการไม่เรียบร้อย อาจจะมีผลให้นายโกรธและสั่งโบยมากครั้งขึ้นก็ได้