Get Adobe Flash player

เคราะห์กรรมของนายอินเสน ตอนที่ 2 (ต่อ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                ความเดิมตอนที่แล้ว

                มาถึงแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าเสือก็มีเรื่องโบยกันอีก วันหนึ่งพระองค์ทรงสั่งให้พระโอรสสององค์ระดมผู้คนถมดินทำทางสำหรับเสด็จประพาสป่าคล้องช้างที่นครสวรรค์

                ถิ่นที่ต้องถมดินนั้นเป็นบึงใหญ่ ซึ่งพระเจ้าเสือทรงบัญชาให้ถมเสร็จภายในคืนเดียว พระโอรสทั้งสองก็พยายามปฏิบัติตามเต็มที่ ระดมเกณฑ์บ่าวไพร่ชายฉกรรจ์ถึงหนึ่งหมื่นคนบังคับให้ตรากตรำทำงานตลอดคืน โดยไม่อนุญาตให้ผู้ใดได้พักผ่อนหรือหลับนอน

                บางกลุ่มก็ขุดดิน อีกกลุ่มหนึ่งตัดต้นไม้ลากมาโยนใส่น้ำ จนบึงนั้นตื้นขึ้นทุกที ก็เอาดินถมทับแล้วขี่ช้างเหยียบให้แน่น ในที่สุดก็สามารถถมบึงได้สำเร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

                แต่เมื่อขบวนช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระเจ้าเสือเคลื่อนมาถึงกลางบึง ช้างหลวงของพระเจ้าเสือเองเหยียบถูกที่ลื่นขาถลำจมลงในดิน ความจริงไม่ถึงกับช้างล้ม เพียงแต่พลาดจังหวะหน้าถลำแล้วก็ทรงตัวลุกขึ้นมาได้ แต่สมเด็จพระเจ้าเสือประทับอยู่บนคอช้างก็ทรงถลำตามไปด้วย คงจะเกือบตกจากช้าง จึงทรงพิโรธยิ่งนัก ทรงดำรัสว่า

                “อ้ายสองคนนี้ มันเห็นว่ากูแก่ชราแล้ว จึงชวนกันคิดเป็นกบฎ และทำถนนให้เป็นพลุหล่มไว้ หวังจะให้ช้างซึ่งกูขี่นี่เหยียบถลำหล่มล้มลง แล้วมันจะชวนกันฆ่ากูเสีย หมายจะเอาราชสมบัติ”

                ตรัสแล้วหันพระพักตร์เห็นพระโอรสทั้งสองตามมาข้างหลัง ก็คว้าพระแสงของ้าว เหวี่ยงฟาดมาที่พระโอรสองค์โตหวังจะฟันหัวให้ขาดบนคอช้างนั้น เผอิญองค์น้องเห็นเข้า ก็รีบไสช้างเข้ากั้น ยกของ้าวของพระองค์ขึ้นรับช่วยเจ้าพี่รอดชีวิตไปได้ แล้วทั้งสองพี่น้องก็หันช้างวิ่งหนีเจ้าป่าไปทั้งคู่

                สมเด็จพระเจ้าเสือจึงประกาศให้เหล่าตำรวจและขุนนางทั้งหลายติดตามไปจับเจ้าชายทั้งสองมาถวายแก่พระบิดา ได้ตัวมาสมพระทัยแล้วจึงบัญชาให้ขึงหลัก เฆี่ยนหลังด้วยหวายองค์ละ 30 ที

                หลังจากนั้นให้ผูกมัดใส่โซ่ล่ามเครื่องพันธนาการไว้ เช้าเย็นให้เบิกตัวออกมาเฆี่ยนอีกครั้งละ 30 ที รวมเป็นวันละ 60 ทีทุกวัน

                ทรงทารุณโหดร้ายต่อลูกทั้งสององค์นี้เป็นเวลาหลายวัน จนเจ้าชายพี่น้องอ่อนแรงจวนสิ้นชีพ ก็เคราะห์ดีมีมหาดเล็กคนหนึ่งชื่อนายผล มีความสงสาร จึงจัดการให้ตำรวจนั่งเรือเร็วจากนครสวรรค์มาเฝ้าสมเด็จพระอัยกี กรมพระเทพามาตย์ที่กรุงศรีอยุธยา ขอให้ช่วยมากราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินอภัยโทษ

                กรมพระเทพามาตย์นี้คือมเหสีของสมเด็จพระเพทราชา ซึ่งได้เคยเลี้ยงดูสมเด็จพระเจ้าเสือมาตั้งแต่ยังเป็นทารก ได้ทราบข่าวก็ตกพระทัย รีบเสด็จทางเรือ เร่งฝีพายสามวันสามคืนจนถึงค่ายหลวงที่นครสวรรค์ เมื่อเข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าเสือก็ทรงฟ้องว่า

                “อ้ายสองคนนี้ มันคิดการเป็นกบฏ เดิมข้าพเจ้าให้มันเป็นแม่กองถมถนนข้ามบึง มันแสร้างทำเป็นพลุหล่มไว้ให้ช้างซึ่งข้าพเจ้าขี่นั้นเหยียบถลำลง แล้วจะคบคิดกันฆ่าข้าพเจ้าเสีย จะเอาราชสมบัติ”

                กรมพระเทพามาตย์จึงทรงอธิบายว่า พระราชบุตรทั้งสองนี้ก็เป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากมาแต่ก่อน เป็นไปไม่ได้ที่จะคิดประหารพระราชบิดา ตอนแรกสมเด็จพระเจ้าเสือก็ไม่ยอมฟังเหตุผล แต่เมื่อกรมพระเทพามาตย์ทรงวิงวอนขอให้ยกโทษหนักขึ้น ก็ทรงขัดมิได้ เพราะเป็นผู้มีพระคุณชุบเลี้ยงมาแต่ก่อน จึงตรัสแบบงอน ๆ ว่า

                “เจ้าคุณจงเอามันทั้งสองนั้นลงไปเสียด้วยเถิด อย่าให้มันอยู่กับข้าพเจ้าที่นี่เลย ถ้าและจะเอามันไว้ที่นี่ด้วยข้าพเจ้าไซร้ มันจะคิดกบฏฆ่าข้าพเจ้าเสียอีกเป็นมั่นคง”

                เจ้าชายทั้งสองจึงพ้นโทษรอดจากความตาย เพราะบุญบารมีของสมเด็จย่า กรมพระเทพามาตย์จึงนำพระเจ้าหลานเธอทั้งสองใส่เรือล่องกลับมากรุงศรีอยุธยา

                หลังจากนั้นไม่นาน สมเด็จพระเจ้าเสือก็เสด็จกลับจากการคล้องช้างที่นครสวรรค์ ตอนนี้พระอารมณ์คงจะดีขึ้นมากแล้ว เพราะเมื่อพระโอรสทั้งสองเข้ามาเฝ้าก็ไม่แสดงความพิโรธโกรธกริ้วอีกต่อไป ยอมให้เจ้าชายทั้งสองได้รับใช้ใกล้ชิดตามเดิม เลิกระแวงว่าจะเป็นกบฎเช่นเคย

                พระโอรสองค์โตนั้น ต่อมาขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ส่วนองค์น้องได้ครองกรุงสยามต่อมาเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์

อ่านต่อฉบับหน้า