Get Adobe Flash player

เคราะห์กรรมของนายอินเสน (ตอนจบ) 1 โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                มาถึงแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็มีการเฆี่ยนกันอีกมากมาย โดยเฉพาะตอนที่ทรงเสียพระสติ

                เจ้าจอม เช่น หม่อมฉิมและหม่อมอุบล ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับมหาดเล็กฝรั่งชาวโปรตุเกส ก็ถูกเฆี่ยนและฆ่าอย่างทารุณโหดร้ายน่าสยดสยอง

                หม่อมฉิมเป็นบุตรีของเจ้าฟ้าตีด พระเจ้าหลานเธอของสมเด็จพระเพทราชา ส่วนหม่อมอุบลเป็นพระธิดาของกรมหมื่นเทพพิพิธ โอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์

                เมื่อทัพพม่ามาตีกรุงศรีอยุธยาแตกเป็นครั้งที่ 2 เจ้าหญิงทั้งสองนี้ก็ตกระกำลำบาก ต้องพลัดพรากจากวังระเหเร่ร่อนจนสมเด็จพระเจ้ากรุงธนฯ ไปพบและเอามาเป็นมเหสีทั้งคู่

                ประวัติศาสตร์เล่าไว้ว่า

                ทรงโปรดเจ้าหญิงสององค์นี้ขนาดให้นอนเคียงข้างซ้ายขวาเวลาบรรทม อยู่มาวันหนึ่งมีคนมาฟ้องพระองค์ว่า นายมหาดเล็กฝรั่งชาวโปรตุเกสสองคน ชื่อเป็นภาษาไทยว่า ชิดภูบาล และชาญภูเบศร์ ได้รับคำสั่งให้เข้ามาคอยจับหนูที่มากัดม่านในพระราชวัง

                หม่อมประทุม เจ้าจอมคนหนึ่งกราบทูลฟ้องต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนฯว่า

                ระหว่างที่คอยไล่จับหนู่อยู่ทุกวันนั้น หนุ่มฝรั่งทั้งสองก็ฆ่าเวลาโดยสมสู่ร่วมเพศกับหม่อมฉิมและหม่อมอุบล แค่นั้นยังไม่พอ ยังเล่นชู้กับคนรำสาวสวยอีกถึงสี่คน

                แปลว่าชาวโปรตุเกสสองคนนี้มีความสามารถอย่างยิ่ง เก่งพอที่จะทำความพอใจให้แก่สาวสวยสยามได้ถึงหกคน

                เรื่องการเล่นชู้นี้ จะเป็นความจริงหรือเป็นการกล่าวหาเพราะความอิจฉาริษยาของหม่อมประทุม ก็ไม่มีใครทราบแน่นอน

                แต่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนฯ ก็ทรงเชื่อทันที ถึงแม้หม่อมอุบลจะกราบทูลว่าไม่เป็นความจริง ก็ไม่ทรงยอมรับฟัง พอถูกซักถามหนักขึ้น หม่อมฉิมคงจะน้อยใจ จึงพูดประชดขึ้นมากับหม่อมอุบลว่า

                “ยังจะอยู่เป็นมเหสีคี่ซ้อนหรือ มาตายตามเจ้าพ่อเถิด”

                แล้วทั้งสองก็กราบทูลว่าทุกอย่างเป็นความจริง ทั้งคู่ขอตายตามพระบิดาที่ถูกฆ่าไปนานแล้ว

                สมเด็จพระเจ้ากรุงธนฯ นั้น มิได้ยอมปล่อยให้เจ้าหญิงสององค์นี้ตายง่าย ๆ ทรงบัญชาให้เฆี่ยนด้วยหวายจนเนื้อบนหลังขาดเป็นแผลเหวอะหวะ แล้วยังเอาน้ำเกลือรดบนแผลเพิ่มความเจ็บแสบให้แสนสาหัส

                ระหว่างที่ยังไม่ตายและมีสติอยู่นั้น ก็ทรงให้เฉือนมือและเท้าออกทั้งสองข้าง และในที่สุดก็ผ่าอก ซึ่งเป็นการผ่าแบบช้า ๆ ผ่าไปเอาเกลือทาไป ให้โอดครวญกรีดร้องโหยหวนไปด้วยความทุกข์ทรมาน

                การผ่าอกในสมัยโบราณนั้น ใช้ดาบกรีดเนื้อระหว่างเต้านมทั้งสองข้าง ตั้งแต่คอหอยลงไปจนถึงลิ้นปี่ เฉือนไปเอาเกลือทาปนเลือด จนถึงกระดูกจึงเฉาะซี่โครงด้วยขวาน

                แหวกอกออกให้เห็นปอดและหัวใจเต้นอยู่ข้างใน

                จนในที่สุดพระมเหสีทั้งสองพระองค์ไม่สามารถทนความเจ็บปวดต่อไปได้ จึงสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ หม่อมอุบลนั้นเพิ่งตั้งครรภ์ได้เพียงสองเดือน

                กุลสตรีอีกท่านหนึ่งที่โดนเฆี่ยนในสมัยนั้น เป็นเจ้าจอมของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนฯเช่นกัน ตั้งครรภ์คลอดบุตรออกมา ข้าราชการมากราบทูล

                พระเจ้ากรุงธนฯ ทรงแสดงความสงสัยว่าทำไมจึงตั้งครรภ์คลอดลูกออกมาได้ ในเมื่อเคยถูกส่งตัวเข้ามารับใช้ร่วมเพศกับพระองค์เพียงครั้งเดียว

                จึงรับสั่งให้พนักงานไปไต่ถามความจริง สตรีชาววังผู้นั้นเป็นแม่ลูกอ่อน ต้องอยู่ในสภาพอ่อนเพลียเพราะเพิ่งคลอดลูก เมื่อถูกไต่สวนเข้าก็คงน้อยใจ พูดประชดว่า

                “ท้องกับเจ๊ก”

                เมื่อข้าราชการกลับไปกราบทูลฟ้องว่า เธอได้พูดเช่นนี้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนฯ ซึ่งมีเชื้อสายสืบทอดมาจากบรรพบุรุษจีนโดยตรง ก็ทรงพิโรธสุดขีด บัญชาให้จับแม่ลูกอ่อนนั้นมาเฆี่ยนไม่หยุด จนขาดใจตายคาหวายนั้นเอง

                ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น ดูจะมีการเฆี่ยนกันมากกว่ายุคอื่น แม้แต่พระภิกษุก็ถูกรับสั่งให้โบยเพราะทรงคิดฟั่นเฟือนไปว่าพระองค์เป็นพระโสดาบัน พระภิกษุควรกราบไหว้  (อ่านต่อฉบับหน้า)