Get Adobe Flash player

เคราะห์กรรมของนายอินเสน (ตอนจบ) 4 โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                ความเดิมตอนที่แล้ว

                หมออิปาซีของแก้นั้นก็สู้บิดไม่ได้ แต่ประหลาดใจอยู่แต่ด้วยไข้ลมจับประจุบัน เช่น สมเด็จองค์น้อยอย่างไรมิรู้อยู่ เห็นจะเปนไข้มาเปนคราว ๆ ตามฤดูมิใช่ลม

                เมื่อวัน 3 ฯ 4 ค่ำ เวลาเย็น นายนุ่มที่เปนขุนอักษรพิมพการเจ้ากรมโรงพิมพ์ ลมจับตาย แต่คนนี้ป่วยมาแต่เดือน 3 ข้างขึ้น เปนลมอย่างจะเปนอัมพาต ชักลากมา

                ครั้นวัน 2 ฯ 4 ค่ำ พระยาพินิศอัคคี จางวางกรมพลพันในพระบวรราชวัง 1 หลวงศรีคงยศ เจ้ากรมคลังป่าจาก 1 ทหารรักษาอยู่ที่ประตูรัตนพิศาล 1 แต่ก่อนไม่ได้ป่วยไข้อะไรเลย เปนลมจับประจุบันตายลงในเวลาเย็นในโมง ใกล้ ๆ กันทั้งสามคน

                ครั้นข้าพเจ้าได้ฟังหนังสือบอกมาว่า เจ้าหญิงในเมืองอังกฤษตายลงด้วยอย่างนั้น ก็คิดประหลาดนัก ขอท่านจงฟังดูว่าหมอที่เมืองอังกฤษ ไข้อย่างนี้เขาแก้กันอย่างไร แก้ไว้ได้บ้างฤาไม่ จะได้เอาวิทยา”

                โรคบิดนี้ สมัยนี้เรียกว่า Dysentery เกิดขึ้นเพราะเชื้อแบคทีเรียชนิด Salmonella หรือ Shigelle เข้าไปในลำไส้ก่ออาการอักเสบจนท้องเสียท้องร่วง มีเลือดและหนองปนกับอุจจาระที่ถ่ายออกมา และในบางกรณีก็มีไข้ขึ้นสูงหรือชักเป็นแบบลมบ้าหมูได้

                ในสมัยโบราณไม่มียาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรค คนเป็นโรคบิดแล้ว ไม่หายก็ตาย คำว่าบิดนี้ผู้เขียนเข้าใจว่า คนไข้คงจะปวดมวนที่ท้องอย่างหนัก จะรู้สึกดังลำไส้ถูกบิด

                ยาหอลอเวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงมีไว้รักษาคนไทยนั้น ผู้เขียนไม่ทราบเลยว่าเป็นยาชนิดใด ฟังชื่อดูไม่เหมือนยาไทยหรือยาจีน ไม่ทราบว่าเป็นยาแขกหรือเปล่า

                แต่ฟังตามพระองค์เล่า ก็ต้องรับว่ามีประสิทธิภาพจริงฝรั่งไม่ยอมรับจากพระองค์มาลองรับประทาน เลยต้องตายเพราะความโง่เขลาไปหลายคน

                โบราณท่านว่าไว้ว่า ความโง่กับความจองหองอวดดีนี้ใกล้เคียงกัน เขาคิดว่าเรานี้ป่าเถื่อน หยูกยาสมุนไพรล้าสมัย แท้จริงแล้วยาของเขาก็ไม่มีประสิทธิภาพแต่อย่างใด มิหนำซ้ำวิธีรักษาของเขานั้นแหละป่าเถื่อน

                เช่นเอาปลิงมาเกาะหน้าท้องคนไข้เพื่อให้ปลิงมันดูดเลือดออก นายฟอเรสท์ที่น่าสงสารเสียเลือดในอุจจาระอยู่แล้ว โดนปลิง 5-6 ตัวสูบดูดเลือดออกไปอีก ก็จะต้องหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะโลหิตจาง โอกาสที่จะหายรอดพ้นความตายยิ่งลดน้อยลง

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าฯ ของเราทรงมีความเฉลียวฉลาดมากกว่าฝรั่งเหล่านี้ ทรงเห็นยาอะไรดีก็ยอมรับมาใช้ โดยไม่คิดดูถูกดูหมิ่น

                ส่วนเรื่องอะไรที่ไม่ทรงเข้าใจ เช่นเรื่องไข้ลมจับตาย ก็ทรงมีรับสั่งให้คณะทูตไทยที่กรุงลอนดอนสืบหาสาเหตุนำกลับมาเป็นวิชาความรู้

                คงจะเป็นเพราะทรงไม่สบายพระทัยที่ได้ทำให้นายอินเสนพนักงานไทยในสถานกงสุลอังกฤษต้องสิ้นเสียชีวิต และคงจะทรงสงสารข้าราชอังกฤษทั้งหลายที่ต้องเคราะห์ร้ายเจ็บไข้ได้ป่วย

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงพระราชทานเงินก้อนใหญ่เป็นจำนวนถึง 4,400 บาท หรือ 55 ชั่ง ให้เป็นค่าซื้อที่ 11 ไร่ สำหรับก่อสร้างสถานกงสุลนั้น

                อังกฤษเขามีเงินของเขาเองอีกถึง 6,000 ปอนด์ เขาจึงสามารถสร้างสถานที่ทำงานและพักอาศัยได้ใหญ่โตสมเกียรติของประเทศมหาอำนาจ

                นอกจากนั้น ยังทรงมีประกาศเป็นพิเศษอนุญาตให้คนไทยมีสิทธิ์ทำงานในการก่อสร้างนี้ ประกาศฉบับนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพราะหลังจากนายอินเสนโดนทำโทษถึงตาย คนไทยทั้งหลายก็คงจะขยาดหดหัวกลัวกัน ไม่มีใครกล้าสมัครทำงานให้ฝรั่งเพราะเดี๋ยวไม่รู้ตัวทำอะไรผิดให้เป็นที่พิโรธโกรธเคืองของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็จะหัวขาดหรือถูกโบยหลังจนตายตามแบบนายอินเสน

                ประกาศฉบับนี้ พิมพ์ออกมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2400 มีใจความว่า

                “มีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสิงหนาท ได้ประกาศแก่ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย และลูกค้าไทยจีนทั้งปวงให้ทราบทั่วกันว่า

อ่านต่อฉบับหน้า

 

                บัดนี้กงสุงอังกฤษจะสร้างตึกขึ้นในที่ซึ่งโปรดพระราชทานให้ได้บ้านกงสุลโปรตุเกศนั้นจึงได้คิดจะให้ลูกจ้างรับเหมา ทำการก่อตึกตามตัวอย่างที่กงสุลอังกฤษคิดไว้แล้วนั้น ให้แล้วโดยเร็ว

                เมื่อผู้ใดจะขายไม้ ขายอิฐ ขายปูน และของอื่น ๆ แก่กงสุล หรือผู้ใดจะรับจ้างรับเหมาทำการของกงสุล ก็ให้ไปหากงสุลว่ากล่าวราคาค่าจ้างให้ตกลงกัน แล้วจงขาย และรับจ้างทำการตามชอบใจเถิด

                ในหลวงไม่ทรงพระราชดำริติเตียนอันใดดอก จะทรงยินดีด้วยผู้ขายของ และรับจ้าง ซึ่งเป็นคนในพระราชอาณาจักรจะได้เงินตราค่าจ้างเป็นผลประโยชน์ของตัวเลี้ยงชีวิต จะไม่มีความผิดอันใด เพราะที่ขายของรับจ้างต่อกงสุลนั้นเลย

                ประกาศ ณ วันศุกร์ เดือนห้า แรมแปดค่ำ ปีมะเส็ง นักษัตรนพศก”

                ผู้เขียนอ่านศึกษาเรื่องมรณกรรมของนายอินเสนนี้แล้ว ก็รู้สึกค่อนข้างจะแปลกใจ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงทำโทษนายอินเสนอย่างรุนแรงจนถึงแก่ความตาย

                พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นั้น ทรงมีพระทัยเมตตากรุณาเป็นหลัก ได้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุในร่มพระพุทธศาสนาเป็นเวลานานถึง 28 ปี ก่อนจะขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทย

                และหลังจากทรงลาผนวชมาเป็นพระกษัตริย์แล้ว ก็มักจะมีแต่พระจิตที่เมตตา ช่วยเหลือทั้งคนไทยและคนต่างชาติในกรุงสยามอยู่เสมอ

                เข้าใจว่าคงจะไม่ทรงนึกฝันว่านายอินเสนจะถึงแก่ความตาย อาจจะเพียงปรารถนาปราบนิสัยนายอินเสนให้เข็ดหลาบต่อไปจะได้ไม่กะล่อนช่วยฝรั่งโกงไทยอีก

                เมื่อไม่สามารถกระทำร้ายต่อฝรั่งได้ จึงรวมความพิโรธลงมาสู่คนไทย นายอินเสนซวยถึงที่ จึงเคราะห์ร้ายชะตาขาด หากฝรั่งสำรวมกิเลสขอเช่าที่ดินเพียง 25 หรือ 50 ปี นายอนิเสนคงทนหวายได้

                แต่นี่ท่านขอเช่าเสียเกือบร้อยปี นายอินเสนเลยต้องตาย

                เอกสารอังกฤษมิได้ระบุไว้ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงอุปการะเลี้ยงดูลูกเมียนายอินเสนบ้างหรือเปล่า

                ตามธรรมดาในสมัยโบราณ หากผู้นำของครอบครัวทำผิด และถูกพระราชอาญาลงโทษ ลูกเมียทั้งหลายก็จะตกระกำลำบาก ถูกยึดที่ดินทรัพย์สมบัติมาเป็นของหลวง ญาติพี่น้องต่างก้หวั่นกลัวภัยไม่กล้าอุปการะช่วยเหลือ จึงมักต้องรับกรรมกลายเป็นขอทานกระยาจกกันสิ้น

                ส่วนเรื่องเฆี่ยนโบหลังนั้น ก็มีต่อมาอีกหลายรัชกาล เพียงแต่ดูจะน้อยลงทุกที เพราะประเทศของเราค่อย ๆ ศิวิไลซ์ขึ้น หากมัวแต่เฆี่ยนโบยกันมาก ก็ขายหน้าคนต่างชาติเขา

                แม้ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ก็มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ที่มีดินระเบิดไฟไหม้คลังดินกระสุนในพระบรมมหาราชวัง

                และหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดขนทรัพย์สมบัติส่วนตัวหลบหนีลงเรือสำเภาไปเมืองเขมร จึงเป็นที่สงสัยและกล่าวหาว่าหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดนี้ เป็นตัวการคนหนึ่งในการเผาตึกดินระเบิดนี้

                เมื่อตำรวจพระราชวังไม่สามารถติดตามจับตัวหม่อเจ้าหญิงฉวีวาดกลับมาจากเมืองเขมรได้

                พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงบัญชาให้ตำรวจวังจับมารดาของเธอมาลงโทษแทน หม่อมราชวงศ์ดวงใจผู้เป็นมารดาขณะนั้นเป็นคนแก่มีอายุแล้ว ต้องถูกลงพระราชอาญาเฆี่ยนหลัง 30 ที ทั้งที่ตนเองมิได้มีความผิดอะไรเลย และยังถูกริบทรัพย์สมบัติ ให้ตกระกำลำบากยากจนข้นแค้นอยู่อีกเป็นเวลาหลายปี

                ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เรื่องเฆี่ยนนี้ก็ลดน้อยลงไปอีก

                แต่มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเล่นละคร แล้วมีบทบาที่จะต้องถูกตีพระเศียร ขุนนางที่ต้องเป็นคนตีพระเศียรตามบทนั้น ก็หวั่นกลัวมือไม้สั่น ไม่กล้าตีพระเศียรของพระองค์

                ถึงพระองค์จะทรงอนุญาตแล้วหลายครั้ง ก็ยังหมอบกราบนิ่งไม่กล้าแสดงตามบทอยู่ดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพิโรธ เลยรับสั่งให้เฆี่ยนหลังผู้นั้นเสียประมาณยกหนึ่ง หรือ 30 ที ขุนนางผู้นั้นเมื่อโดนเฆี่ยนจนเจ็บตัวแล้วเลยกล้าตีพระเศียรในหลวงตามบทละคร

                ยังมีผู้ใหญ่อื่น ๆ เล่าให้ผู้เขียนฟังอีกว่า ถึงแม้ในพระราชวังจะเลิกการเฆี่ยนโบยไปแล้ว การลงโทษแบบป่าเถื่อนล้าสมัยนี้ก็มิได้หมดสิ้นไปง่าย ๆ ในวังเจ้าอื่น ๆ และบ้านขุนนางผู้มีอำนาจทั้งหลายนั้น ก็ยังมีการเฆี่ยนกันต่อมาอีกหลายปี

                ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าว่า ท่านถูกส่งตัวเข้าวังให้อยู่รับใช้เจ้าหญิงองค์หนึ่ง แต่อยู่ไม่ไหว เพราะอะไรนิดอะไรหน่อยก็จับคว่ำเฆี่ยนกันทุกวี่ทุกวัน

                ในวังเจ้าหญิงนั้นไม่มีผู้ชาย แม้แต่คนเฆี่ยนก็เป็นผู้หญิงซึ่งท่านเข้าใจว่าคงจะเป็นพวกเลสเบี้ยนที่เป็นซาดิสม์ หาโอกาสเฆี่ยนหลังเด็กสาว ๆ ที่รับใช้อยู่ในวังเสมอ

                ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งเล่าว่า มีเจ้าพระยาคนหนึ่ง ท่านมีเมีย และบ่าวไพร่รับใช้มากมาย และเวลาท่านไม่พอใจอะไร ก็สั่งเฆี่ยนหลังคนเป็นว่าเล่น ไม่ยกเว้นแม้แต่ลูกเมีย

                จนในที่สุดท่านเองกลายเป็นซาดิสม์ ได้รับความสุขจากความทุกข์ของผู้อื่น สั่งเฆี่ยนโบยหลังคนเพื่อตนจะได้ยินเสียงร้อยโอดครวญโหยหวนของผู้รับโทษ

                ยิ่งเป็นเสียงกรีดร้องของผู้หญิงท่านยิ่งชอบ ลงท้ายเป็นโรคจิตนี้หนักขึ้นทุกที กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถ้าไม่ได้ยินเสียงคนโดนเฆี่ยน

                คนในบ้านจึงต้องคิดอุบาย ตัดต้นกล้วยมาเฆี่ยด้วยหวายทุกวัน แล้วให้เด็กสาวคนใดคนหนึ่งแกล้วร้องส่งเสียงเจ็บปวดดังโหยหวน ให้ท่านนั่งหรือนอนฟังอีกห้องหนึ่ง ทำอย่างนี้ทุกวัน ท่านจึงประทังชีวิตอยู่ได้

                เรื่องเฆี่ยนโบยหลัง ประเพณีเก่าของกรุงสยามจึงจบลงเพียงเท่านี้