Get Adobe Flash player

เคราะห์กรรมของนายอินเสน (ตอนจบ) 6 โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

            แม้ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ก็มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ที่มีดินระเบิดไฟไหม้คลังดินกระสุนในพระบรมมหาราชวัง

            และหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดขนทรัพย์สมบัติส่วนตัวหลบหนีลงเรือสำเภาไปเมืองเขมร จึงเป็นที่สงสัยและกล่าวหาว่าหม่อมเจ้าหญิงฉวีวาดนี้ เป็นตัวการคนหนึ่งในการเผาตึกดินระเบิดนี้

            เมื่อตำรวจพระราชวังไม่สามารถติดตามจับตัวหม่อเจ้าหญิงฉวีวาดกลับมาจากเมืองเขมรได้

            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงบัญชาให้ตำรวจวังจับมารดาของเธอมาลงโทษแทน หม่อมราชวงศ์ดวงใจผู้เป็นมารดาขณะนั้นเป็นคนแก่มีอายุแล้ว ต้องถูกลงพระราชอาญาเฆี่ยนหลัง 30 ที ทั้งที่ตนเองมิได้มีความผิดอะไรเลย และยังถูกริบทรัพย์สมบัติ ให้ตกระกำลำบากยากจนข้นแค้นอยู่อีกเป็นเวลาหลายปี

            ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เรื่องเฆี่ยนนี้ก็ลดน้อยลงไปอีก

            แต่มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเล่นละคร แล้วมีบทบาที่จะต้องถูกตีพระเศียร ขุนนางที่ต้องเป็นคนตีพระเศียรตามบทนั้น ก็หวั่นกลัวมือไม้สั่น ไม่กล้าตีพระเศียรของพระองค์

            ถึงพระองค์จะทรงอนุญาตแล้วหลายครั้ง ก็ยังหมอบกราบนิ่งไม่กล้าแสดงตามบทอยู่ดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงพิโรธ เลยรับสั่งให้เฆี่ยนหลังผู้นั้นเสียประมาณยกหนึ่ง หรือ 30 ที ขุนนางผู้นั้นเมื่อโดนเฆี่ยนจนเจ็บตัวแล้วเลยกล้าตีพระเศียรในหลวงตามบทละคร

            ยังมีผู้ใหญ่อื่น ๆ เล่าให้ผู้เขียนฟังอีกว่า ถึงแม้ในพระราชวังจะเลิกการเฆี่ยนโบยไปแล้ว การลงโทษแบบป่าเถื่อนล้าสมัยนี้ก็มิได้หมดสิ้นไปง่าย ๆ ในวังเจ้าอื่น ๆ และบ้านขุนนางผู้มีอำนาจทั้งหลายนั้น ก็ยังมีการเฆี่ยนกันต่อมาอีกหลายปี

            ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าว่า ท่านถูกส่งตัวเข้าวังให้อยู่รับใช้เจ้าหญิงองค์หนึ่ง แต่อยู่ไม่ไหว เพราะอะไรนิดอะไรหน่อยก็จับคว่ำเฆี่ยนกันทุกวี่ทุกวัน

            ในวังเจ้าหญิงนั้นไม่มีผู้ชาย แม้แต่คนเฆี่ยนก็เป็นผู้หญิงซึ่งท่านเข้าใจว่าคงจะเป็นพวกเลสเบี้ยนที่เป็นซาดิสม์ หาโอกาสเฆี่ยนหลังเด็กสาว ๆ ที่รับใช้อยู่ในวังเสมอ

            ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งเล่าว่า มีเจ้าพระยาคนหนึ่ง ท่านมีเมีย และบ่าวไพร่รับใช้มากมาย และเวลาท่านไม่พอใจอะไร ก็สั่งเฆี่ยนหลังคนเป็นว่าเล่น ไม่ยกเว้นแม้แต่ลูกเมีย

            จนในที่สุดท่านเองกลายเป็นซาดิสม์ ได้รับความสุขจากความทุกข์ของผู้อื่น สั่งเฆี่ยนโบยหลังคนเพื่อตนจะได้ยินเสียงร้อยโอดครวญโหยหวนของผู้รับโทษ

            ยิ่งเป็นเสียงกรีดร้องของผู้หญิงท่านยิ่งชอบ ลงท้ายเป็นโรคจิตนี้หนักขึ้นทุกที กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถ้าไม่ได้ยินเสียงคนโดนเฆี่ยน

            คนในบ้านจึงต้องคิดอุบาย ตัดต้นกล้วยมาเฆี่ยด้วยหวายทุกวัน แล้วให้เด็กสาวคนใดคนหนึ่งแกล้วร้องส่งเสียงเจ็บปวดดังโหยหวน ให้ท่านนั่งหรือนอนฟังอีกห้องหนึ่ง ทำอย่างนี้ทุกวัน ท่านจึงประทังชีวิตอยู่ได้

            เรื่องเฆี่ยนโบยหลัง ประเพณีเก่าของกรุงสยามจึงจบลงเพียงเท่านี้