Get Adobe Flash player

พระศรีศิลป์

Font Size:

ในประวัติศาสตร์ มักจะเล่ากันแต่เรื่องของคนที่เก่งกาจ สามารถเป็นนักรบนักปกครองเช่น แม่ทัพ หรือพระเจ้าแผ่นดิน ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเล่าถึงชีวิตของเจ้าชายไทยผู้หนึ่ง ซึ่งไม่มีความเก่งอะไรเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นคนรักสงบ ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ร่มพุทธศาสนา แต่ถูกโชคชะตาและเหตุการณ์บังคับให้ชีวิตประสบความโลดโผน จนในที่สุดต้องถึงแก่ความตาย ในฐานะของผู้พ่ายแพ้

            ในประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ มีพระโอรส 5 องค์ เกิดจากพระมเหสีใหญ่ 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าสุทัศน์ และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ นอกจากนั้นมีพระโอรสเกิดด้วยพระสนมอีก 3 องค์ คือ พระอินทราชา พระศรีศิลป์ และพระองค์ทอง พระอินทราชานี้ได้เป็นกษัตริย์มีพระนามว่า พระเจ้าทรงธรรมขึ้นเสวยราช ในพ.ศ. 2136 ครั้นถึง พ.ศ. 2171  เหล่าข้าราชการในวังเริ่มสังเกตกันว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 38 ปี เริ่มมีโทสะร้าย พิโรธง่าย จนแทบจะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ต่อจากนั้นไม่นานก็ทรงประชวรหนัง ถวายการรักษากันเท่าใดพระอาการก็ไม่ดีขึ้น เมื่อพระเจ้าทรงธรรมรู้พระองค์ว่าจะสิ้นสวรรคตแน่ แทนที่จะทรงยกราชสมบัติให้แก่น้องชาย คือ พระศรีศิลป์ ตามขนบธรรมเนียประเพณีของไทย กลับเปลี่ยนพระทัยอยากจะให้พระโอรสของพระองค์เอง คือ พระเชษฐาธิราช ซึ่งขณะนั้นมีพระชนม์เพียง 14 พรรษา ได้ครองราชอาณาจักรต่อไปจึงตรัสเรียกเจ้าพระยาศรีวรวงศ์เข้าเฝ้าทรงฝากฝังให้ช่วยทำนุบำรุงให้พระราชโอรสได้ขึ้นครองราชสมบัติ และอย่าปล่อยให้พระศรีศิลป์ พระอนุชาซึ่งขณะนั้นทรงผนวชอยู่ในวัดสึกออกมาชิงราชสมบัติได้

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป เราเรียนรู้ได้จากบันทึกของ นาย วาน วเลียต ชาวฮอลันดา ซึ่งพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2190 ท่านผู้นี้เล่าไว้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงธรรมจวนจะเสด็จสวรรคต เจ้าพระยาศรีวรวงศ์นำทหาร 4,000 คน เข้ามาในเขตวัง และซ่องซุมทหารอีก 10,000 คนไว้ข้างนอกเพื่อรักษาความปลอดภัย นอกจากนั้นยังได้ชวน แม่ทัพซามูไรญี่ปุ่น คือ ออกญาเสนาภิมุข ให้นำทหารซามูไรญี่ปุ่นอีก 600 คน เข้ามาช่วยยึดวังไว้ด้วย พอพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหมด ก็ถูกเรียกตัวเข้ามาในวังเพื่อรับฟังข่าวว่าพระเชษฐาธิราชจะขึ้นครองเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนพระศรีศิลป์ นายวาน วเลียต เล่าว่า มีขุนนางผู้ใหญ่ 5 ท่าน ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำผิดขนบธรรมเนียมโบราณ คือ ออกญากลาโหม ออกพระท้ายน้ำ ออกหลวงธรรมไตรดลก ออกพระศรีเสาวรัตน์ และออกพระจุฬา  เจ้าพระยาศรีวรวงศ์จึงสั่งจับขุนนางผู้ใหญ่ทั้ง 5 ทันที ออกญากลาโหม ออกพระท้ายน้ำ และออกหลวงธรรมไตรโลกนั้น ถูกตัดเป็นท่อน ๆ ที่ประตูวังท่าช้าง หลังจากนั้นศีรษะและส่วนต่าง ๆ ของร่างกายท่านเหล่านี้ ถูกเอาไม้เสียบไปปักตามเขตต่าง ๆ ของกรุงศรีอยุธยา เพื่อผู้คนจะได้รู้สึกเกรงขามอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ส่วนออกพระศรีเสาวรัตน์ และออกพระจุฬานั้น โชคดีกว่าเล็กน้อย เพราะขณะที่ถูกจับมัดขึงเตรียมฆ่า เผอิญแม่ทัพทหารซามูไรญี่ปุ่น ออกญาเสนาภิมุขมาพบเข้า ท่านผู้นี้มีความสงสารขุนนางไทยไม่เห็นด้วยกับการที่เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ออกคำสั่งฆ่าขุนนางผู้ใหญ่ที่มีความคิดต้องตามขนบประเพณีโบราณ ออกญาเสนาภิมุขจึงเอาตัวของท่านบังขุนนางนักโทษทั้งสองนี้ไว้ ทำให้เพชฌรฆาตไม่กล้าลงดาบ และจึงส่งทหารญี่ปุ่นภายใต้บังคับบัญชาของตนวิ่งไปขอชีวิตขุนนางทั้งสองนี้ต่อเจ้าพระยาศรีวรวงศ์ ออกพระศรีเสาวรัตน์ และออกพระจุฬา จึงเพียงถูกนำเข้าที่คุมขัง

            เมื่อพระเจ้าเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยองค์ใหม่ จึงตั้งให้เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ เป็นออกญากลาโหม แทนคนเก่าที่ถูกฆ่าตายไป แล้วจึงร่วมกันคิดแผนการจะเอาตัวพระศรีศิลป์ ซึ่งขณะนั้นบวชอยู่ในวัด มาฆ่าเสียให้ได้ ทรงออกพระราชดำรัสให้พระศรีศิลป์มาเฝ้าหลายครั้ง แต่พระศรีศิลป์เองก็ทราบดีว่าถ้าออกจากวัดก็จะถึงที่ตาย จึงไม่ยอมเข้าเฝ้า ในที่สุดเจ้าพระยาศรีวรวงศ์จึงส่งแม่ทัพญี่ปุ่นคือ ออกญาเสนาภิมุข ไปแกล้งหลอกพระศรีศิลป์ว่า ตนจะนำทัพญี่ปุ่นมาเข้าข้าง และจะช่วยแย่งชิงราชสมบัติจากพระเจ้าเชษฐาธิราชมาถวาย พระศรีศิลป์ก็เชื่อออกญาเสนาภิมุขสนิท ถึงกับยอมสึกทิ้งผ้าเหลืองออกจากวัด พอเสด็จมาถึงวังทหารญี่ปุ่นที่ตามมาก็กรูเข้าจับตัว มัดเสียแน่นหนา และนำไปถวายต่อพระเจ้าเชษฐาธิราช พระเจ้าแผ่นดินไทยองค์ใหม่ไม่ทรงปรารถนาที่จะฆ่าพระศรีศิลป์ทันที แต่ต้องการให้ค่อย ๆ ตายอย่างช้าๆ จึงส่งตัวไปที่เมืองเพชรบุรี และนำไปขังไว้ในหลุมลึก โดยมีคำสั่งต่อเจ้าพนักงานที่เฝ้าพระศรีศิลป์ว่า ให้ลดจำนวนอาหารที่ถวายทุกวันจนกว่าจะถึงแก่ความตายไปเอง พนักงานนั้นมีหน้าที่จะต้องชะโงกดูในหลุมวันละ 3 ครั้ง เพื่อจะได้ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

อ่านต่อสัปดาห์หน้า