Get Adobe Flash player

พระศรีศิลป์ (ต่อ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

            เมื่อพระเจ้าเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทยองค์ใหม่ จึงตั้งให้เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ เป็นออกญากลาโหม แทนคนเก่าที่ถูกฆ่าตายไป แล้วจึงร่วมกันคิดแผนการจะเอาตัวพระศรีศิลป์ ซึ่งขณะนั้นบวชอยู่ในวัด มาฆ่าเสียให้ได้ ทรงออกพระราชดำรัสให้พระศรีศิลป์มาเฝ้าหลายครั้ง แต่พระศรีศิลป์เองก็ทราบดีว่าถ้าออกจากวัดก็จะถึงที่ตาย จึงไม่ยอมเข้าเฝ้า ในที่สุดเจ้าพระยาศรีวรวงศ์จึงส่งแม่ทัพญี่ปุ่นคือ ออกญาเสนาภิมุข ไปแกล้งหลอกพระศรีศิลป์ว่า ตนจะนำทัพญี่ปุ่นมาเข้าข้าง และจะช่วยแย่งชิงราชสมบัติจากพระเจ้าเชษฐาธิราชมาถวาย พระศรีศิลป์ก็เชื่อออกญาเสนาภิมุขสนิท ถึงกับยอมสึกทิ้งผ้าเหลืองออกจากวัด พอเสด็จมาถึงวังทหารญี่ปุ่นที่ตามมาก็กรูเข้าจับตัว มัดเสียแน่นหนา และนำไปถวายต่อพระเจ้าเชษฐาธิราช พระเจ้าแผ่นดินไทยองค์ใหม่ไม่ทรงปรารถนาที่จะฆ่าพระศรีศิลป์ทันที แต่ต้องการให้ค่อย ๆ ตายอย่างช้าๆ จึงส่งตัวไปที่เมืองเพชรบุรี และนำไปขังไว้ในหลุมลึก โดยมีคำสั่งต่อเจ้าพนักงานที่เฝ้าพระศรีศิลป์ว่า ให้ลดจำนวนอาหารที่ถวายทุกวันจนกว่าจะถึงแก่ความตายไปเอง พนักงานนั้นมีหน้าที่จะต้องชะโงกดูในหลุมวันละ 3 ครั้ง เพื่อจะได้ทราบว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

            พระศรีศิลป์ชะตายังไม่ถึงฆาต เพราะมีญาติห่าง ๆ ผู้หนึ่งชื่อออกหลวงมงคล เป็นบุคคลที่เก่งกาจสามารถในด้านการรบ และเป็นผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้อยู่ยงคงกระพันยิงไม่ออกแทงไม่เข้า ออกหลวงมงคลติดตามไปเมืองเพชรบุรี เมื่อทราบว่าพระศรีศิลป์ถูกใส่อยู่ในหลุมแห่งหนึ่ง จึงขุดหลุมใกล้เคียง และขุดอุโมงค์เข้าไปจนใกล้ขนาดได้ยินพระศรีศิลป์กล่าวครวญครางว่า อยากดื่มน้ำก่อนตาย นายวาน วเลียตเล่าว่า เมื่อขุดถึงหลุมของพระศรีศิลป์ ออกหลวงมงคลบีบคอทาสชายของท่านผู้หนึ่งจนตาย เอาเสื้อผ้าของพระศรีศิลป์มาใส่ทาสทิ้งศพไว้ในหลุม แล้วอุ้มพระศรีศิลป์หลบหนีไป

            เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อพนักงานชะโงกดูในหลุม เห็นร่างของชายผู้หนึ่งไม่เคลื่อนไหวแล้ว จึงรายงานต่อพระเจ้าแผ่นดินว่า พระศรีศิลป์สิ้นพระชนม์แล้ว และทำการกลบหลุม โดยไม่ได้ลงไปตรวจด้วยตนเองให้แน่นอน

            ออกหลวงมงคล นำพระศรีศิลป์ไปให้พระสงฆ์เลี้ยงดูรักษาในวัดแห่งหนึ่ง

            ข่าวการรอดชีวิตของพระศรีศิลป์นี้แผ่กระจายออกไปเร็ว ทำให้ขุนนางผู้ใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาหลายท่าน มาร่วมพวกด้วยที่เมืองเพชรบุรี นอกจากนั้นยังมีประชาชนมาขอเป็นทหารแม้กระทั่งพระก็สึกออกจากวัดเป็นจำนวนมาก เพื่อมาช่วยรบแย่งชิงราชสมบัติให้แก่พระศรีศิลป์ ตัวออกหลวงมงคลเอง ก็ได้เดินทางไปสู่เมืองใกล้เคียง เพื่อหาพวกพ้อง จนในที่สุดสามารถก่อตั้งกองทัพที่มีทหารเป็นจำนวน 20,000 คนขึ้นมาได้ พระศรีศิลป์จึงประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินไทย ตั้งมั่นอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี พระเจ้าเชษฐาธิราชได้ข่าวว่าพระศรีศิลป์เตรียมทำศึกต่อกรุงศรีอยุธยา จึงส่งทหารเป็นจำนวนประมาณ 20,000 คน รวมทั้งซามูไรญี่ปุ่นอีก 800 คน มาที่เมืองเพชรบุรี โดยมีออกญากำแหงเป็นแม่ทัพ และออกญาเสนาภิมุขเป็นผู้บังคับบัญชาทหารญี่ปุ่น

            เมื่อทัพของกรุงศรีอยุธยา และทัพเมืองเพชรบุรีประจันหน้ากัน ออกญาเสนาภิมุข จึงส่งผู้แทนมาเจรจากับออกหลวงมงคล บอกว่าตนนั้นมีความปรารถนาจะนำกองทัพญี่ปุ่นมาเข้าข้างด้วย เมื่อรบกันวันรุ่งขึ้น ทหารซามูไรญี่ปุ่น จะแกล้งไม่รบจริง และจะยอมให้จับเป็นเชลยทั้งหมด เพื่อจะได้รับราชการภายใต้พระศรีศิลป์ต่อไป

            เพราะเหตุใด ออกหลวงมงคลจึงเชื่อออกญาเสนาภิมุข ซึ่งเคยเป็นผู้จับพระศรีศิลป์มาครั้งหนึ่งแล้ว เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ แต่ในประวัติศาสตร์เล่าไว้ว่า ออกหลวงมงคลเชื่อออกญาเสนาภิมุขอย่างสนิท เมื่อกองทัพของเพชรบุรีประจันหน้ากับกองทัพกรุงศรีอยุธยา และทัพทหารญี่ปุ่น ฝ่ายทัพเพชรบุรีจึงมิได้รบอย่างจริงจัง ฝ่ายทหารกรุงศรีอยุธยา และซามูไรญี่ปุ่นนั้นกลับรบจริง ตีกองทัพของออกหลวงมงคลแตกพ่าย ออกหลวงมงคลต้องหนี และพระศรีศิลป์เอง พยายามหลบหนีไปทางนครศรีธรรมราช แต่เสด็จยังไม่ทันถึงก็ถูกออกญากำแหงจับเสีย นำขึ้นถวายต่อพระเชษฐาธิราชเป็นครั้งที่สอง

            ออกหลวงมงคลเองนั้น เมื่อกองทัพของท่านแตกสลายก็หนีจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง จนในที่สุดเปลี่ยนความคิดแอบปลอมตัวเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา โดยมีแผนการจะฆ่าออกญากลาโหม แต่ไม่สำเร็จตามความต้องการ เพราะวันที่คอยจะฆ่าออกญากลาโหมอยู่นั้น รออยู่เท่าไรออกญากลาโหมก็ไม่ออกจากวังสักที จึงเปลี่ยนความคิด รับเมียหลวงของท่าน พร้อมทั้งเมียน้อยคนหนึ่ง หลบหนีจากกรุงศรีอยุธยาไปอยู่ใกล้เขตแดนพม่า ใช้ชีวิตแบบพรานฆ่าสัตว์มากินกับเมียสองคน จนกระทั่งวันหนึ่งมีทหารมาพบและจับตัวภรรยาของท่านไป ท่านหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป ยอมให้จับท่านเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาด้วย

อ่านต่อฉบับหน้า