Get Adobe Flash player

พระศรีศิลป์ (จบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ความเดิมตอนที่แล้ว

            ออกหลวงมงคลเองนั้น เมื่อกองทัพของท่านแตกสลายก็หนีจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง จนในที่สุดเปลี่ยนความคิดแอบปลอมตัวเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา โดยมีแผนการจะฆ่าออกญากลาโหม แต่ไม่สำเร็จตามความต้องการ เพราะวันที่คอยจะฆ่าออกญากลาโหมอยู่นั้น รออยู่เท่าไรออกญากลาโหมก็ไม่ออกจากวังสักที จึงเปลี่ยนความคิด รับเมียหลวงของท่าน พร้อมทั้งเมียน้อยคนหนึ่ง หลบหนีจากกรุงศรีอยุธยาไปอยู่ใกล้เขตแดนพม่า ใช้ชีวิตแบบพรานฆ่าสัตว์มากินกับเมียสองคน จนกระทั่งวันหนึ่งมีทหารมาพบและจับตัวภรรยาของท่านไป ท่านหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป ยอมให้จับท่านเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาด้วย

            ในประวัติศาสตร์เล่าไว้ว่า พระเจ้าเชษฐาธิราชทรงต้องการได้คนเก่งผู้นี้ไว้เป็นแม่ทัพ จึงให้ออกญากลาโหมเจตจาชวนออกหลวงมงคลเข้าข้าง แต่ออกหลวงมงคลต้องการจะถูกประหารท่าเดียว ถึงวันประหาร นายวาน วเลียตเล่าไว้ว่า ท่านผู้นี้แสดงฤทธิ์เดชหลายอย่าง เช่น สามารถจะทำให้ตรวนที่พันไว้ขาดได้ และเมื่อเพชฌฆาตฟันคอ ดาบของเพชฌฆาตกลับบิดเบี้ยวบิ่นไป แล้วท่านยังแผลงฤทธิ์บีบคอเพชฌฆาตตายไปคนหนึ่ง หลังจากแสดงฤทธิ์เดชต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านจึงขอน้ำขันหนึ่ง ภาวนามนต์แล้วดื่มน้ำนั้นเสีย เอานิ้วของท่านจุ่มน้ำ ขีดตรงซี่โครงด้านซ้าย และบอกให้เอาดาบแทงท่านที่นั่น เมื่อเพชฌฆาตทำตามคำสั่งดาบก็ทะลุเนื้อหนังวิ่งเข้าสู่หัวใจ ออกหลวงมงคลจึงสิ้นชีวิต

            พระศรีศิลป์เองนั้น เมื่อต้องเผชิญกับพระเจ้าเชษฐาธิราชเป็นครั้งที่สอง ก็ทราบดีว่า คราวนี้ตนจะถึงที่ตายเป็นแน่จึงมิได้พยายามขอชีวิตไว้ แต่ได้สั่งสอนในฐานะเคยเป็นพระมาก่อน ให้พระเจ้าเชษฐาธิราชเป็นกษัตริย์ที่ดีต่อไพร่พลเมือง และได้เตือนให้ระวังออกญากลาโหม กล่าวว่าวันหนึ่งท่านผู้นี้จะกำจัดตัวพระเชษฐาธิราชเอง หลังจากนั้นพระศรีศิลป์จึงถูกนำตัวไปปลงพระชนม์ที่วัดพระเมรุโคกพญา

            นายวาน วเลียตเล่าไว้ว่า พระศรีศิลป์ต้องเอนพระกายลงบนผ้าผืนสีแดง และถูกเพชฌฆาตเอาไม้แหลมเสียบเข้าไปในท้อง เมื่อสิ้นชีพแล้วร่างนั้นถูกพันด้วยผ้าแดง และโยนลงหลุมลึกปล่อยให้เน่าอยู่ในนั้น แต่นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่คิดว่า วิธีปลงพระชนม์นี้ นายวาน วเลียต ได้เพียงแต่ฟังเขามาเล่าต่อ เพราะการฆ่าเจ้าชายในสมัยนั้น มีหลักบ่งไว้แล้วว่าควรจะเป็นอย่างไร นักประวัติศาสตร์ชื่อ Francis H. Giles เขียนไว้ใน The Siam Society Journal ว่า ความจริงแล้ว กฎมณเฑียรของกรุงศรีอยุธยาสมัยนั้นกล่าวไว้ว่า เจ้าชายใดถูกประหาร จะเป็นหน้าที่ของเพชฌฆาต 2 คน คนหนึ่งเรียกว่า หลวงฟันหลัง อีกผู้หนึ่งเรียกว่า นายแวงหลัง กฎมณเฑียรบาลนี้ กล่าวไว้ว่า “นายแวงนั่งทับตัก ขุนดาบ ขุนใหญ่ไปนั่งดู หมื่นทลวงฟันกราบ 3 คาบ ตีด้วยท่อนจันทน์ แล้วเอาลงหลุม นายแวงทลวงฟันผู้ใดเอาผ้าทรงแลแหวนทอง โทษถึงตาย และเมื่อตีนั้น เสื่อขลิบเบาะรอง” นาย Francis H. Giles เล่าต่อว่า เจ้าชายที่จะถูกประหารนั้น นั่งขัดสมาธิ ส่วนนายแวงหลังนั้น นั่งอยู่บนตักของเจ้าชายหันหน้าเข้าหากัน ใช้แขนกอดรัดเจ้าชายผู้นั้นไว้แน่น ในขณะเดียวกัน เพชฌฆาตที่เรียกว่าทลวงฟันหลัง มีหน้าที่เอาไม้จันทน์ตีเจ้าชายตรงหลังคอ ทำให้คอหักถึงแก่ความตาย นายแวงหลังนั้น มีหน้าที่จับตัวเจ้าชายให้อยู่นิ่งไม่เอนล้มไปข้างใดข้างหนึ่ง กอดเอาไว้ให้หน้าซบอยู่ที่อกจนกระทั่งสิ้นใจตาย ส่วนขุนดาบ และขุนใหญ่ที่กล่าวถึงนั้น มีหน้าที่เป็นเพียงคู่พยาน ตัวหมื่นทลวงฟันหลังจะต้องกราบ 3 ครั้ง ก่อนเอาไม้จันทน์ตีคอ นอกจากนั้น ถ้านายแวงหลังหรือหมื่นทลวงฟันหลังขโมยเสื้อผ้า หรือเครื่องประดับของเจ้าชาย ทั้งสองก็จะถูกประหารตามไปด้วย ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น วัดโคกพญา เป็นที่สำหรับปลงพระชนม์บุคคลที่เป็นเชื้อสายพระเจ้าแผ่นดิน เป็นที่เข้าใจว่าพระศรีศิลป์ ถูกปลงพระชนม์ด้วยวิธีนี้เอง

            ชีวิตของพระศรีศิลป์จึงเป็นเพียงชีวิตอันหนึ่ง ที่ผ่านไปในโลกนี้ชั่วขณะ จะหาความหมายที่สมเหตุสมผลนั้นยาก การทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ไม่เป็นความจริงเสมอไป พระศรีศิลป์เป็นบุคคลที่ดีมีอุดมคติ ในขณะที่พระเชษฐาคือพระเจ้าทรงธรรมครองราชสมบัติอยู่ ก็มิได้พยายามแก่งแย่ง แต่กลับปลีกตัวเข้าเป็นพระภิกษุในวัด ทำบุญถือศีลศึกษาหลักพระธรรมครั้นถึงเวลาที่ตนจะได้ขึ้นครองเมืองตามประเพณี กลับถูกกลั่นแกล้งไม่ให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ถูกหลอกให้สึกจากความปกป้องของพระพุทธศาสนา และโดนจับใส่หลุมให้ถึงแก่ความตายด้วยความหิวโหย ชะตาไม่ขาดมีคนดีมาช่วย ยกกองทัพใหญ่ต่อสู้กับกรุงศรีอยุธยา กลับพ่ายแพ้อีก ในที่สุดก็ถูกปลิดชีวิตทิ้งเพราะไม่เก่งกาจสามารถพอจะต่อสู้กับฝ่ายศัตรูได้

            สมเด็จพระเชษฐาธิราชนั้น ครองแผ่นดินอยู่ได้เพียง 1 ปี 7 เดือน ในเดือน 7 ปีมะเมีย พ.ศ. 2171 คำตักเตือนของพระศรีศิลป์ก็กลายเป็นความจริง เจ้าพระยากลาโหม คุมกำลังเข้าปล้นพระราชวัง จับพระเชษฐาธิราชปลงพระชนม์เสีย และยกพระอาทิตยวงศ์ อนุชาของพระเชษฐาธิราช ซึ่งขณะนั้นมีพระชันษาได้เพียง 10 ขวบ ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน โดยเจ้าพระยากลาโหมเป็นผู้สำเร็จราชการ

            สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ เสวยราชย์ ได้เพียงเดือนเศษ ข้าราชการทั้งหลายพากันไปร้องต่อเจ้าพระยากลาโหม ขอให้ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินเอง เจ้าพระยากลาโหมจึงปลดสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ออกจากราชสมบัติ และทำพิธีราชาภิเษกยกตนเองเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ในปีมะเมีย พ.ศ. 2173 มีพระราชนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

จบตอน