Get Adobe Flash player

งานเลิกทาส ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช (จบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว ประเทศไทยเวลานั้น มีพลเมืองประมาณ 5 ล้านคน แปลว่าเรามีทาสไม่น้อยกว่า 2 ล้าน ทาสเหล่านี้อยู่ในมือของผู้มีอำนาจอิทธิพลหรือผู้มั่งคั่ง เพราะฉะนั้นการเลิกทาส นอกจากจะก่อให้เกิดความลำบากด้วยเศรษฐกิจ เพราะเจ้าเงินต้องเสียแรงงานไปแล้ว ยังอาจทำให้ผู้มีอำนาจอิทธิพลเช่น เจ้าใหญ่นายโตสมัยนั้นมีความโกรธเคืองพระเจ้าแผ่นดินจนไปถวายความจงรักภักดีต่อผู้อื่น เป็นอันตรายต่อพระราชบัลลังก็ได้

                เพราะฉะนั้นคนสมัยนี้ เมื่อพิจารณาดูประวัติศาสตร์จะยิ่งเพิ่มพูนความซาบซึ้งในพระมหากรุณาของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช เพราะงานเลิกทาสของพระองค์ ไม่เป็นเพียงเครื่องแสดงพระทัยอันประเสริฐสุด ยังเป็นการกระทำที่เสี่ยงอันตรายต้องอาศัยพระปรีชาสามารถอันสูงสุดและความแกล้วกล้าในพระทัยจึงประสบความสำเร็จได้

                การเลิกทาสนั้น จึงต้องทำกันหลายขั้นและใช้เวลานานหลายปี เริ่มต้นใน พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชปรารภในที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เรื่องการลดเกษียณอายุค่าตัวลูกทาส พระราชปรารภนี้มีสาระสำคัญว่า

                สิ่งใดเป็นความเจริญแก่ราษฎร ควรทำทีละเล็กละน้อยตามควรแก่เวลา สิ่งที่เป็นธรรมเนียมของบ้านเมืองมาแต่โบราณ เช่น การมีทาส ถึงแม้จะไม่ยุติธรรมและมีพระราชประสงค์จะเลิก ก็ต้องตัดรอนไปทีละน้อยจะจู่โจมโหมหักนั้นไม่ได้ ลูกทาสในเรือนเบี้ยนั้น ต้องเป็นทาสตั้งแต่ออกจากท้องแม่ มีชีวิตไปจนอายุครบ 100 ปี ก็ยังไม่พ้นเป็นอิสระ จึงมีพระราชประสงค์วางพิกัดอัตราใหม่ ว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยที่เป็นชาย ให้มีค่าตัวเพียง 8 ตำลึง (แทนที่จะเป็น 14 ตำลึง) และหญิงให้มีค่าตัวเพียง 7 ตำลึง (แทน 12 ตำลึง) และให้เริ่มลดค่าตัวตั้งแต่ทาสหญิงและชายอายุ 9 ขวบ เพราะถือว่าเมื่ออายุ 9 ขวบแล้ว ก็เริ่มรับใช้เจ้านายได้ และให้กำหนดค่าไถ่ตัวเป็นอิสระดังนี้

-                     ระหว่างอายุ 9, 10, 11 ชาย 7 ตำลึง  หญิง 6 ตำลึง

-                     ระหว่างอายุ 12, 13, 14 ชาย 5 ตำลึง  หญิง 4 ตำลึง 3 บาท

-                     ระหว่างอายุ 15, 16, 17 ชาย 3 ตำลึง 2 บาท หญิง 3 ตำลึง

-                     ระหว่างอายุ 18, 19, 20 ชาย 1 ตำลึง  หญิง 3 บาท

-                     เมื่ออายุครบ 21 ปี ให้ขาดจากทาสทั้งหญิง และชายเป็นอิสระสมบูรณ์

พระราชบัญญัตินี้ ประกาศในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แต่ให้ทรงถือเป็นกฎหมายย้อนหลัง คือทรงขอต่อที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ให้ถือปีมะโรง พ.ศ. 2411 ซึ่งเป็นปีที่พระองค์เถลิงถวัลย์ราชสมบัตินั้นเป็นปีเลิกทาส เพื่อเป็นนิมิตหมายอันดีแก่รัชกาลของพระองค์ เพราะฉะนั้นลูกทาสในเรือนเบี้ยทั้งชายหญิง ซึ่งเกิดใน พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา จะได้รับการคิดค่าตัวตามอัตราใหม่ และต่อจากนี้ไปพ่อแม่คนใดขายลูกลงเป็นทาส จะขายเกิดราคาค่าไถ่ที่กำหนดไว้ไม่ได้ และเมื่อลูกอายุ 21 แล้ว พ่อแม่จะขายลูกเป็นทาสไม่ได้เลย

                พระราชบัญญัติฉบับนี้ เมื่อประกาศออกมาแล้ว ก็ได้รับการคัดค้านและประสบอุปสรรคมากมาย เหล่าเจ้านายและผู้มั่งคั่งทั้งหลายต่างแสดงความไม่พอใจอย่างมาก แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัวมหาราชมิได้ทรงเปลี่ยนพระทัย สองเดือนต่อมาก็ทรงมีประกาศอีก ใจความว่า

                “มีคนสองพวกที่ไม่ทราบชัด ไม่เข้าใจถนัดในพระราชดำริ พวกหนึ่งมีสันดานอันหนาแน่นอยู่ด้วยธรรมเนียมเดิม ซึ่งเป็นการชั่วกดขี่กันและกัน คนมีเงินข่มเหงคนจน คนมีวาสนามากกดขี่คนมีวาสนาน้อย คนเหล่านี้ไม่ชอบใจและพูดกันว่า เจ้านายข้าราชการและผู้มีทรัพย์ทั้งปวงซึ่งไม่เคยทำกิจการงานด้วยแรงตนเอง บัดนี้ต้องมาทนทุกข์ลำบาก เพราะไม่มีทาสใช้สอยเป็นพาหนะ ส่วนพลเมืองที่ขัดสนยากจน ก็หมดโอกาสที่จะเอาลูกหลานไปขาย เพื่อนำทรัพย์สินมาประทังชีวิตได้ตามเดิม

                พวกที่สอง มีความคิดจิตใจก้าวหน้าเกินไป ตำหนิว่าพระองค์ทรงเลิกทาสช้า ควรกระทำให้เร็วกว่านี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชดำริว่า ความคิดของบุคคลทั้งสองพวกนี้ ผิดทั้งคู่ การเลิกทาสนั้นเป็นเรื่องควรเลิก แต่จะทำอย่างหักโหมไม่ได้ ต้องทำไปทีละน้อย ต่อไปเมื่อการศึกษาเจริญขึ้น ประชาชนได้ร่ำเรียนวิชาการมาก เรื่องทาสก็จะหมดไปโดยเร็ว”

                ทรงประกาศพระราชดำริมาดังนี้แสดงให้ทั้งเจ้านายและประชาชนเห็นว่า พระทัยของพระองค์นั้นแน่วแน่ ไม่มีพระราชประสงค์ที่จะผ่อนผันเปลี่ยนแปลง การประท้วงหรือแสดงความไม่พอใจของผู้มีอำนาจต่าง ๆ ก็คลายลง ไม่มีใครกล้าขัดขืนหรือแสดงฤทธิ์เดชอย่างไร

                ต่อจากนั้นมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ทรงประกาศพิธีเลิกทาสในมณฑลต่าง ๆ ทาสเชลยซึ่งควรเป็นทาสอยู่ตลอดชีวิตนั้น ให้มีการกำหนดค่าตัว หากทาสเชลยเหล่านี้สามารถหาเงินมาไถ่ได้ ให้หลุดพ้นเป็นอิสระ หากไม่มีเงินก็ให้หลุดพ้นเป็นอิสระได้เมื่ออายุครบ 60 ปี

                ส่วนทาสสินไถ่ ซึ่งซื้อขายกันมานั้น ถ้ามีเงินมาใช้ก็เป็นอิสระได้ หรือถ้าไม่มีเงินแต่อายุครบ 60 ปี ให้พ้นจากการเป็นทาสได้เช่นเดียวกัน ในมณฑลบูรพานั้น ให้มีการลดค่าตัวทาสทุกคนเดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมดไป

                ถึง พ.ศ. 2448 จึงมีพระราชบัญญัติทาสรัตนโกสินทร์ เลิกการมีลูกทาสในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กใดเกิดจากทาสจะไม่ถือเป็นลูกทาสอีกต่อไป และห้ามการขายผู้ใดเป็นทาสอีกเป็นอันขาด ส่วนผู้ใดเป็นทาสอยู่แล้ว นายเงินจะต้องลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท ทั่วประเทศจนกว่าจะหมด ถึงแม้จะมีการโยกย้ายเปลี่ยนนายก็มิให้เพิ่มค่าตัวของทาสขึ้นได้ 3 ปีต่อมาใสน พ.ศ. 2451 มีบทบัญญัติวางโทษผู้ซื้อขายทาสให้รับโทษเช่นเดียวกับโจรปล้นทรัพย์ คือจำคุกเป็นเวลาถึง 7 ปี

                เราจะเห็นได้ว่า การเลิกทาสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราชนี้ ทรงเริ่มใน พ.ศ. 2417 และมิได้ทรงเลิกอย่างเด็ดขาดจน 31 ปีต่อมาคือ พ.ศ. 2448  เป็นการกระทำที่ไม่จู่โจมหักโหม ใช้เวลาร่วมสามสิบกว่าปีเพื่อเป็นโอกาสให้เจ้าขุนมูลนายและผู้มั่งคั่งทั้งหลายมีเวลาปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์จึงมีผลให้ประเทศชาติประสบความเจริญ ประชาชนได้รับการปลดปล่อยให้สุขสบายโดยไม่ต้องมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น นับเป็นพระมหากรุณาล้นเกล้าที่ไม่มีผู้ใดในประวัติศาสตร์สามารถทำได้เท่าเทียม

                หลวงวิจิตรวาทการได้เขียนไว้ในประวัติศาสตร์สากลเล่มที่ 5 เกี่ยวกับระบบทาสในสมัยโบราณ และงานเลิกทาสซึ่งเป็นพระมหากรุณาของสมเด็จพระปิยมหาราช มีใจความว่า

                “การเลิกทาสเป็นงานปฏิวัติอันสำคัญนัก ประวัติศาสตร์ต้องยอมรับว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่ชาติไทยเคยมีมา การเลิกทาสเป็นงานซึ่งเรียกได้ว่า “พลิกแผ่นดิน”

                ระบอบที่เอาคนชาติเดียวกันลงเป็นทาส ซึ่งเป็นระบอบอยุธยา และใช้ต่อมาจนถึงต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รวมเวลากว่า 500 ปีนั้น ไม่แต่จะทำความทุกข์ยากให้แก่ประชาชนพลเมืองตลอดมาเท่านั้น ยังทำให้ลักษณะนิสัยของพลเมืองเสื่อมโทรมลงไปเป็นอันมาก ลักษณะพึ่งตัวเองอย่างที่พระมหากษัตริย์วงศ์พระร่วงผู้ครองกรุงสุโขทัย ได้ทรงจารึกไว้ในศิลา เป็นคำสั่งสอนประชาชนนั้น ได้หมดไป

                ลักษณะพากเพียรพยายามก่อร่างสร้างคน อันเป็นลักษณะสำคัญของไทยในสมัยกรุงสุโขทัย อย่างที่พ่อขุนรามคำแหงทรงเขียนไว้ว่า ด้วยรู้ ด้วยหลวก ด้วยกล้า ด้วยหาญ ด้วยแคะ ด้วยแรง นั้นได้หมดไปด้วย

                ระบอบที่เอาคนลงเป็นทาสหรือทำงานเข้าเดือนให้ผลประโยชน์แก่นายนี้ ได้สร้างนิสัยเกียจคร้านอ่อนแอให้แก่เรา เพราะทางและไพร่เคยต้องทำงานโดยถูกบังคับ ทำแล้วก็ไม่เป็นผลอะไรแก่ตัว ผลที่ได้จากแรงงานอันเหนื่อยยากของตัว ต้องตกเป็นของนายทั้งนั้น ไม่รู้ว่าจะอุตสาหะทำไปทำไม หลบได้เป็นหลบ เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง การทำงานเป็นขอน่าอายน่าขายหน้า เพราะแสดงว่าเป็นไพร่เป็นทาสจึงต้องทำงาน การนอนกินหรือมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องทำอะไร เป็นของมีเกียรติ การอวดได้ว่า

                “ไม่ทำอะไรฉันก็มีกิน”

                เป็นการแสดงเกียรติศักดิ์อย่างสูง คนที่จะเอาตัวรอดก็คือประจบให้นายรัก ย่อมผ่อนหนักเป็นเบา และบางทีก็เลื่อนฐานสูงขึ้นไป ลัทธิแสวงหาที่พึ่งได้เกิดขึ้นและฝั่งแน่นอยู่ในนิสัยของพวกเรา ใครที่พยุงฐานะของตัวขึ้นได้ก็เชื่อกันว่าเพราะมีที่พึ่งดี มิใช่เพราะการก่อร่างสร้างตนเอง ลักษณะอ่อนแอเช่นว่านี้เป็นผลเนื่องมาจากระบอบที่เอาคนชาติเดียวกันเป็นไพร่เป็นทาสมาตลอดเวลา 500 ปี

                ชาติไทยเราไม่ถนัดในการค้าอุตสาหกรรม ก็เพราะเราต้องเป็นทาสเป็นไพร่ทำงานให้นายมาตลอด 5 ศตวรรษ และงานที่ทำนั้นก็เป็นแต่งานขุดดินฟันหญ้า ทำไร่ทำนา แล้วผลประโยชน์ทั้งหมดก็ตกอยู่แก่นาย ระบอบการปกครองแบบอยุธยาที่ตกทอดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์เป็นระบอบที่บาปกรรมทำความเสื่อมโทรมให้แก่ชาติและนิสัยใจคอของคน ซึ่งจะต้องการเวลาอีกช้านาน กว่าจะสร้างลักษณะอย่างพลเมืองในระบอบสุโขทัยให้กลับดีขึ้นได้ใหม่

                แต่ก็ต้องเริ่มสร้าง แม้จะช้าไปก็ยังดีกว่าไม่ทำ และผู้ที่เริ่มสร้างชาติใหม่ ชีวิตใหม่ สร้างนิสัยของพลเมืองใหม่นี้ คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งเราถวายพระนามสมัญญาว่า “พระปิยมหาราช”