Get Adobe Flash player

เมื่อพระเจ้าเสือต่อยปาก (3) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

                เจ้าพระยาวิชเยนทร์โดนต่อยจนฟันหลุดแล้ว ท่านก็ยังไม่คิดสู้ แต่รีบเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ ทั้ง ๆ ที่เลือดยังไหลออกจากปาก เป็นการขอความสงสารและเห็นใจจากพระเจ้าแผ่นดิน

                “ส่วนเจ้าพระยาวิชเยนทร์เมื่อหลวงสรศักดิ์ชกเอาล้มลงอยู่ ครั้นได้สติแล้วก็ลุกขึ้น และบ้วนฟันออกเสีย แล้วก็เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีโลหิตไหลออกมากจากปาก พลางกราบทูลว่า

                พระราชอาญาเป็นล้นเกล้าฯ บัดนี้หลวงสรศักดิ์ชกเอาปากข้าพระพุทธเจ้าจนฟันหักสองซี่ ข้าพระพุทธเจ้าสิ้นสมปฤดีสลบลงอยู่ปิ่นประหนึ่งถึงแก่ชีวิต ข้าพระพุทธเจ้าได้ความเจ็บอายแก่ข้าราชการทั้งหลายเป็นอันมาก”

                สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงรับฟังแล้ว ก็พิโรธหลวงสรศักดิ์เป็นอันมาก ตรัสให้ตำรวจวังออกไปตามจับตัวมาให้ได้ แต่หลวงสรศักดิ์ไปซ่อนอยู่ที่ไหนไม่มีใครทราบ

                ครั้นต่อมามีคนกราบทูลว่า เหตุนี้เกิดขึ้น เพราะเจ้าพระยาวิชเยนทร์ทำผิด ไปสึกพระภิกษุในพุทธศาสนามาใช้งานเช่นกรรมกร ถือว่าตนเองเป็นคริสเตียน เป็นขุนนางคนโปรดของพระเจ้าแผ่นดิน แล้วให้อำนาจกลั่นแกล้งพระในศาสนาพุทธ จึงตรัสว่า

                “อ้ายเดื่อมันเห็นว่า โทษท่านทำผิดจึงได้ชกให้ได้ทุกขเวทนา และเราจะมีโขนโรงใหญ่ทำขวัญให้แก่ท่าน”

                แต่ถึงแม้สมเด็จพระนารายณ์จะเสนอทำขวัญให้เจ้าพระยาวิชเยนทร์โดยจัดโขนละครมาแสดงให้ดู ท่านก็ยังยืนยันว่า ต้องการให้ทำโทษหลวงสรศักดิ์อยู่ดี พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ตำรวจวังพยายามหาตัวนายเดื่อให้จงได้

                หลวงสรศักดิ์นั้น ความจริงหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ประทับของเจ้าแม่วังดุสิต ซึ่งเป็นกุลสตรีมีอำนาจมากในยุคนั้น เพราะเป็นทั้งพระนมของพระนารายณ์ คือเป็นผู้ที่ให้สมเด็จพระนารายณ์ดูดนมจากเต้ามาตั้งแต่ยังเป็นทารก และยังเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาเหล็ก อัครมหาเสนาบดีเก่าคนหนึ่ง หลวงสรศักดิ์แน่ใจว่า ท่านผู้นี้เป็นบุคคลที่พระนารายณ์จะต้องเกรงใจที่สุด จึงเข้าไปกราบแล้วฟ้องว่า

                “อันเจ้าพระยาวิชเยนทร์กระทำให้ร้อนในพระพุทธศาสนาเหมือนดังนั้น และได้กราบทูลพระกรุณาเกล้า ก็มิได้เอาโทษ ข้าพระพุทธเจ้ามีความโทมนัสถึงพระพุทธศาสนา อันเจ้าพระยาวิชเยนทร์จะกระทำพระพุทธศาสนาให้พินาศเสื่อมสูญไปดังนั้นจึงชกเอาปากเจ้าพระยาสมุหนายก และแล้วก็หนีลงมา

                และบัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธ จะลงพระราชอาญาแก่ข้าพระพุทธเจ้า ขอทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อัญเชิญเสด็จขึ้นไปขอพระราชทานโทษข้าพระพุทธเจ้าครั้งนี้เถิด”

                เป็นที่น่าสังเกตว่า เวลาหลวงสรศักดิ์พูดกับเจ้าแม่วัดดุสิตนี้ ต้องใช้ราชาศัพท์เหมือนทูลต่อพระราชวงศ์ชั้นสูงสุด แสดงให้เห็นว่า เจ้าแม่วัดดุสิตนี้ เป็นเจ้านายที่มีอำนาจวาสนาสูงแค่ไหน

                เจ้าแม่ผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้น ก็เห็นด้วยว่า ความผิดอยู่ที่เจ้าพระยาวิชเยนทร์ที่กระทำการข่มเหงลบหลู่ดูหมิ่นพุทธศาสนา

(อ่านต่อฉบับหน้า)