Get Adobe Flash player

สามวาระที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน (ตอนที่ 1 ต่อ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ตอนที่ 1 (ต่อ)

ความเดิมตอนที่แล้ว

                เหตุการณ์ร้ายแรงครั้งแรก ที่เกือบจะบั่นทอนชีวิตของพระองค์ เกิดขึ้นในแผ่นดินของสมเด็จพระราชบิดาพระเจ้าเสือ วันหนึ่งขณะติดตามพระบิดาไปล้อมช้างที่เมืองนครสวรรค์ เป็นฤดูฝน มีฝนตกน้ำท่วมนองไปทั้งป่าขบวนเดินป่าของพระเจ้าเสือต้องหยุดยั้ง เพราะมีบึงใหญ่ขวางอยู่ข้างหน้า

                สมเด็จพระเจ้าเสือจึงทรงบัญชาให้พระโอรสทั้งสอง คือพระเจ้าท้ายสระ และพระบรมโกศนี้ เร่งรัดเกณฑ์ผู้คนถมบึงให้เสร็จภายในคืนเดียว

                เจ้าชายทั้งสองก็รับพระบัญชามาทำด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ บังคับให้บ่าวไพร่ขนดินมาถมบึง เหน็ดเหนื่อยไม่ต้องหลับต้องนอนกันทั้งคืน พอรุ่งเช้าก็ถมเสร็จ มีทางให้ขบวนช้างของพระเจ้าแผ่นดินเดินข้ามบึงได้

                แต่ท่านผู้อ่านต้องเห็นใจ ว่าการถมดินในเวลาค่ำกลางคืน ท้องฟ้ามืดสนิท อย่างดีก็มีแต่แสงดาวแสงพระจันทร์ และแสงสว่างจากคบไฟบรรเทาความมืดอยู่บ้างนั้น เป็นความลำบากยากเย็นเพียงไร ด้วยเหตุนี้เมื่อช้างของสมเด็จพระเจ้าเสือเดินมาถึงตอนหนึ่ง ดินตรงนั้นถมไว้ไม่แน่นเพียงพอช้างก็ถลำจะหกล้ม พระเจ้าเสือประทับอยู่บนเกยหลังช้างก็เกือบจะหลุดตกลงมา พระบิดาทรงพิโรธยิ่งนัก ถึงกับคว้าของ้าวฟันคอพระโอรสองค์โต คือพระเจ้าท้ายสระ แต่เคราะห์ดีที่พระอนุชาโอรสองค์น้องคือพระบรมโกศนี้ เหลือบเห็นพระบิดากำลังจะฟันคอพี่ชายด้วยความโกรธ รีบยกด้านพระแสงขอของพระองค์เองรับไว้ ทำให้พี่ชายรอดตายแล้วสองคนพี่น้องก็ขับช้างหนีเตลิดเปิดเปิงเข้าป่าไป

                พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ว่า

                “ในปีมะเมีย จัตวาศกนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวที่นั่งสุริยามรินทร์ มีพระราชหฤทัยปรารถนาจะใคร่เสด็จไปประพาสล้อมช้างเถื่อนในป่า จึงมีพระราชดำรัสสั่งสมุหนายก ให้เตรียมตรวจช้างม้ารี้พล และนาวาพยุหทั้งปวงให้พร้อมไว้ ครั้นถึงวันอันกำหนด จึงเสด็จลงสู่เรือพระที่นั่งพรั่งพร้อมด้วยเรือพระบรมโอรสาธิราชเจ้า และเรือท้าวพระยาเสนาบดีพิริยโยธา พลากรทวยหาญทั้งหลายแวดล้อมโดยเสด็จพระราชดำเนินเป็นอันมาก จึงให้เคลื่อนย้ายกระบวนนาวาพยุหไปโดยลำดับชลมารค

                ครั้งถึงท่าเรือแขวงเมืองนครสวรรค์จึงเสด็จขึ้นตั้งตำหนักพลับพลาอยุ่ตำบลหูกวาง แล้วทรงพระกรุณาให้ตั้งค่ายปีกกาล้อมฝูงช้างเถื่อน ณ ป่ายางกองทอง และให้ทำค่ายมั่นสำหรับจะกันช้างเถื่อเข้าจับนั้น และให้เหล่าช้างเชือกไปไล่ล้อมกันช้างเถื่อนมาเข้าค่ายมั่น

                ครั้นนั้นเป็นเทศกาลวสันตฤดู ฝนตกน้ำนองท่วมไปทั้งป่า คนทั้งหลายซึ่งทำค่ายนั้นลุยน้ำทำการเร่งรัดกันตั้งค่ายล้อมทั้งกลางวันและกลางคืน จนเท้านั้นเปื่อยทนทุกข์ลำบากเวทนา ป่วยเจ็บทุพพลภาพมาก อดอาหารซูบผอมล้มตายก็มาก”

                พระราชพงศาวดารเล่าต่อไปว่า

                “อนึ่งในที่ระวาง ค่ายหลวงที่ประทับ และค่ายที่ล้อมช้างต่อกันนั้น มีบึงหนึ่งใหญ่หลวงขวางอยู่หว่างกลาง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปทอดพระเนตรให้กันฝูงช้างเถื่อนเข้าจับในค่ายมั่น และทางซึ่งจะเดินลัดตัดตรงไปค่ายล้อมนั้น และทางซึ่งจะเดินลัดตัดตรงไปค่ายล้อมนั้น ต้องผ่าข้ามขึงใหญ่นั้นไปจึงใกล้ และถ้าจะเดินหลีกไปให้พ้นบึงนั้น มีระยะทางอ้อมวงไปไกลนัก จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ให้เป็นแม่กองกะเกณฑ์คนถมถนนหลวง เป็นทางสถลมารคข้ามบึงใหญ่นั้นไป ให้สำเร็จแต่ในเพลากลางคืนวันนี้

                รุ่งสางขึ้นจะเสด็จพระราชดำเนินข้ามช้างพระที่นั่งไป และให้เร่งรัดกระทำการให้ทันตามพระราชกำหนด จึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์รับสั่งแล้ว ก็ออกไปกะเกณฑ์ผู้คนในกองหลวงได้หมื่นเศษ แบ่งปันหน้าที่กัน ทำการถมถนนข้ามบึงใหญ่แต่ในกลางคืน บ้างขุดมูลดิน และตัดไม้น้อยใหญ่ทิ้งถมลงไป แล้วเอาช้างลงเหยียบให้ที่แน่น และเร่งรัดกันถมถนนทุกปราบราบรื่นแล้ว ตลอดถึงฝั่งฟาดข้างโน้นเสร็จแต่ในกลางคืน แล้วเสด็จกลับเข้ามากราบทูลพระกรุณาว่า ทางสถลมารถนั้นแล้วเสด็จดุจพระราชกำหนด”

อ่านต่อฉบับหน้า