Get Adobe Flash player

สามวาระที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ตอนที่ 1 (จบ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ตอนที่ 1 (จบ)

ความเดิมตอนที่แล้ว

                รุ่งสางขึ้นจะเสด็จพระราชดำเนินข้ามช้างพระที่นั่งไป และให้เร่งรัดกระทำการให้ทันตามพระราชกำหนด จึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์รับสั่งแล้ว ก็ออกไปกะเกณฑ์ผู้คนในกองหลวงได้หมื่นเศษ แบ่งปันหน้าที่กัน ทำการถมถนนข้ามบึงใหญ่แต่ในกลางคืน บ้างขุดมูลดิน และตัดไม้น้อยใหญ่ทิ้งถมลงไป แล้วเอาช้างลงเหยียบให้ที่แน่น และเร่งรัดกันถมถนนทุกปราบราบรื่นแล้ว ตลอดถึงฝั่งฟาดข้างโน้นเสร็จแต่ในกลางคืน แล้วเสด็จกลับเข้ามากราบทูลพระกรุณาว่า ทางสถลมารถนั้นแล้วเสด็จดุจพระราชกำหนด”

                รวมความแล้ว พระโอรสทั้งสองคือพระเจ้าท้ายสระ และพระบรมโกศนี้ก็เก่งจริง ระดมผู้คนถึงหมื่นกว่าคนให้ไปขุดดินตัดต้นไม้ไปทิ้งถมในบึงตลอดคืน เอาช้างย่ำเหยียบให้ดินแน่นจนสำเร็จเสร็จสิ้นก่อนรุ่งเช้า

                พงศาวดารเล่าต่อไปว่า

                “ครั้นเพลาปัจจุสมัย จึงพระบาทสมเด็จพระบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จขึ้นเกย ทรงช้างต้นพลายสังหารคชสีห์เป็นพระคชาธาร พรั่งพร้อมด้วยช้างพระที่นั่งพระราชบุตร และช้างท้าวพระยาเสนามาตย์ราชพยุหโยธาพลากรเดินเท้าทั้งหลายแวดล้อมโดยเสด็จพระราชดำเนินเป็นอันมาก จึงเสด็จยาตราพระคชาธารไปโดยวิถีสถลมารคข้ามบึงนั้น

                ครั้นไปถึงกลางบึง และที่นั้นเป็นหล่มลึกนัก ถมทุบปราบไม่สู้แน่น และเท้าหน้าช้างต้นนั้นเหยียบถลำจมลงไปแล้วกลับขึ้นได้จึงค่อยจ้องจดยกย่างต่อไป สมเด็จพระเจ้าอยู่กัวก็ทรงพระพิโรธแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์นั้นยิ่ง ดำรัสว่า อ้ายสองคนนี้ มันเห็นว่ากูแก่ชราแล้ว จึงชวนกันคิดเป็นกบฏ และทำถนนให้เป็นพลุหล่มไว้ หวังจะให้ช้างซึ่งกูขี่นี้ เหยียบถลำหล่มล้มลง แล้วมันจะชวนกันฆ่ากูเสียหมายจะเอาราชสมบัติ

                และพระองค์ตรัสเท่าดังนั้นแล้ว ก็ขับพระคชาธารไปตามแถวถนนข้ามพ้นบึงขึ้นถึงฝั่ง จึงแปรพระพักตร์เหลือบพระเนตรมาช้างเบื้องพระปฤษฎางค์ ทอดพระเนตรเห็นช้างพระที่นั่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ตามเสด็จติดท้ายช้างพระคชาธารมาก็ยิ่งทรงพระพิโรธมาก จึงเยื้องพระองค์ทรงแสงของ้าว เงื้อจะฟันเอาพระเศียรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมพระราชวังบวร

                จึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระบัณฑูรน้อย ก็เอาด้ามพระแสงขอซึ่งทรงอยู่นั้น ยกขึ้นกัน รับพระแสงของ้าวไว้ได้ด้วยฉับไว มิได้ต้องพระเชษฐาธิราชเจ้า ด้วยพระองค์ทรงชำนิชำนาญในการกระบี่กระบองมวยปล้ำว่องไวสันทัดอยู่แล้ว จึงเอาช้างทางเข้ากั้นช้างพระเชษฐาธิราชเจ้า และพากันขับช้างพระที่นั่งแล่นหนีไป

                สมเด็จพระบราราชบิตุรงค์ก็ยิ่งทรงพระพิโรธเป็นกำลัง และจะใสพระคชาธารไล่ติดตามช้างสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ไป ในทันใดนั้น ฝ่ายควาญซึ่งอยู่ท้ายช้างพระที่นั่งนั้น เห็นว่าช้างสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองจะหนีไปมิทัน จึงเอาขอท้ายช้างเกี่ยวท้ายช้างพระที่นั่งเข้าไว้ ให้ค่อยรอช้าลง

                และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ความกลัวพระราชอาญาเป็นกำลัง ก็เร่งรีบขับช้างพระที่นั่งแล่นหนีบุกป่าไป พระคชาธารจะไล่ติดตามไปมิทัน จึงมีพระราชโองการตรัสร้องประกาศไปแก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันติดตามจับเอาตัวอ้ายกบฏทั้งสองมาให้เราจงได้”

                คราวนี้เจ้าชายทั้งสองก็ตกอยู่ในสภาวะที่ลำบากยากยิ่ง รู้สึกเคราะห์ร้ายยิ่งนัก ที่ได้ตรากตรำบัญชาการถมบึงมาแล้วตลอดคืน ไม่ได้หลับได้นอนเพราะรุ่งเช้าก็ต้องขับช้างเดินขบวนตามเสด็จพระบิดาต่อ ดินนั้นก็พยายามทุบและให้ช้างเหยียบไว้อย่างดีที่สุดแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง น้ำก็คงจะซึมเข้าไประหว่างก้อนดินที่โยนลงมาถม ทำให้ส่วนกลางบึงไม่แข็งแน่นเท่าที่ควร

                ส่วนการที่พระบิดาทรงกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั้น ก็เป็นเรื่องไร้เหตุผล ถ้าพระองค์ทั้งสองมีความปรารถนาที่จะประหัตประหารพระราชบิดา แย่งชิงบัลลังก์จริง มีวิธีอื่นที่ง่ายกว่านั้นมากมาย เช่น แอบวางยาพิษ หรือให้คนแอบส่องยิงด้วยปืนหรือธนูเวลาเสด็จไปไหนก็ได้

                การหลบหนีขี่ช้างเตลิดเปิดเปิงเข้าป่าลึกไปนั้น ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วคราว รอให้พระบิดาคลายความพิโรธลงไปบ้าง เพราะทั้งสองเกิดมาเป็นเจ้าชาย ชินแต่กับชีวิตที่สุขสบายในพระราชวัง คงไม่มีความรู้ความสามารถที่จะดำรงชีวิตในป่าได้นานเท่าไรหรอก

                ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็นการยาก ที่ตำรวจหลวงจะขี่ม้าควบติดตามหาไปหามาในป่าดงไม่นาน ก็พบทั้งพระเจ้าท้ายสระ และพระเจ้าบรมโกศ และนำพระองค์กลับมาถวายแก่พระเจ้าเสือได้โดยง่าย

                แต่น่าเสียดาย ที่เมื่อเจ้าชายทั้งสองถูกนำตัวกลับมานั้น พระบิดายังไม่หายพิโรธ จึงถูกลงโทษอย่างแสนทารุณ คือถูกจำขัง และมีการเบิกตัวมาเฆี่ยนหลังด้วยหวายทุกวัน ขอเชิญท่านอ่านพงศาวดารเล่าต่อไป

                “ส่วนตำรวจและข้าราชการทั้งหลายก็ติดตามไปพบสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ แล้วก็นำเอามาถวาย ฯ ค่ายหลวงจึงมีพระราชดำรัสสั่ง ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์นั้นได้ยกหนึ่ง 30 ทีแล้ว ให้พันธนาการเข้าไว้ด้วยสังขลิกพันธ์ แล้วดำรัสสั่งว่าให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนรับเสด็จ เพลาเช้ายกหนึ่ง เย็นยกหนึ่ง เป็นนิจทุก ๆ วันไปอย่าได้ขาด กว่าจะเสด็จพระราชดำเนินกลับลงไปพระนคร”

จบตอนหนึ่ง