Get Adobe Flash player

สามวาระที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน (ตอนที่ 2) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ตอนที่ 2

                เจ้านายทั้งสองมิได้เพียงถูกเฆี่ยนหลังทุกวัน แต่โดนโบยด้วยหวายถึงวันละสองครั้ง รวมแล้วเป็นจำนวนถึง 60 หวายต่อวัน ยังดีที่พระบิดาทรงพระกรุณาให้มี Intermission ตอนกลางวัน เฆี่ยนแต่เพียงเวลาเช้าและเย็นเท่านั้น

                การถูกเฆี่ยนวันละสองยกนี้ หากพิจารณาตามหลักแพทย์แล้ว ก็คงทำให้ถึงแก่ความตายได้ภายในเวลาไม่กี่วันเพราะบาดแผลเก่าไม่มีเวลาที่จะรักษา เนื้อก็แตกแยกเพราะบาดแผลใหม่ ไม่นานเชื้อโรคก็จะเข้าฝังตัว ก่ออาการอักเสบให้เป็นหนองเฟอะ ต่อจากนั้นเชื้อแบคทีเรียก็จะลามเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เลือดอักเสบตามที่ฝรั่งเรียกว่า Septicemia ซึ่งจะนำไปสู่การช็อค และความตายในที่สุด

                เพราะเหตุใดบุคคลที่เป็นบิดา จะมีจิตใจเหี้ยมโหดต่อลูกในไส้ของตน มีโมหะหลงผิด คิดฟุ้งซ่านพาลว่าลูกกบฎเช่นนี้ ก็ยากที่จะพิจารณา

                ยังเคราะห์ดีอยู่ที่เจ้านายทั้งสองนี้มีนายข้าหลวงดีอยู่คนหนึ่ง เรียกว่าอ้ายผล มีความห่วงใยเจ้านาย เข้าไปเฝ้าเยี่ยมดูแลถึงในคุก คิดแผนการว่า หากปล่อยให้เหตุการณ์เป็นไปโดยไม่แก้ไขทั้งพระเจ้าท้ายสระ และพระเจ้าบรมโกศก็ต้องสิ้นพระชนม์แน่ จะไปขอพระราชทานอภัยต่อพระเจ้าเสือเอง ตนก็คงหัวขาดเหลือแต่บ่าสองข้าง

                มีบุคคลผู้เดียวในพระราชอาณาจักรที่จะพูดให้สติแก่พระเจ้าอยู่หัวได้ คือกรมพระเทพามาตย์ ซึ่งเป็นสมเด็จพระอัยกี หรือพระย่าของเจ้าชายทั้งสอง ทรงได้ชุบเลี้ยงอุปการะพระเจ้าเสือมาแต่ยังเยาว์ นึกได้แล้ว นายผลก็รีบส่งตำรวจเร็วลงเรือมาที่วังของกรมพระเทพามาตย์ในกรุงศรีอยุธยาทันที

                พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกไว้ว่า เมื่อนายผลข้าหลวง เข้าไปเฝ้าเจ้านายของเขาในเรือนโทษ เจ้านายองค์หนึ่งตรัสว่า

                “อ้ายผล บัดนี้สมเด็จพระราชบิดาทรงพระพิโรธ ดำรัสสั่งให้ลงพระราชอาญาแก่กูทั้งสอง ทุกเพลาเช้าเย็นเป็นนิจทุกวัน ๆ กว่าจะเสด็จกลับลงไป ณ กรุงเทพมหานคร และกูทั้งสองจะทนพระราชอาญาได้หรือจะมิตายเสียหรือ เอ็งจะคิดประการใด”

                นายผลคิดไปคิดมา จึงกราบทูลว่า

                “ขอพระราชทาน จงรับสั่งให้ตำรวจเอาเรือเร็วลงไปทูลเชิญสมเด็จพระอัยกี กรมพระเทพามาตย์ ซึ่งเสด็จอยู่ ณ พระตำหนังริมวัดดุสิตนั้น ขึ้นมาช่วยกราบทูลขอโทษ เห็นว่าจะทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้เป็นมั่นคง

                ด้วยเหตุว่ากรมพระเทพามาตย์นี้ มีคุณูปการเป็นอันมาก ได้อุปถัมภ์บำรุงเลี้ยงรักษาสมเด็จพระราชบิดามาแต่ทรงพระเยาว์นั้น จะว่าไรก็ว่ากันได้ เห็นจะขัดกันมิได้ และซึ่งจะอุบายคิดอ่านไปอย่างอื่นนั้น เห็นว่าจะมิพ้นโทษ”

                เมื่อเจ้านายทั้งสองได้ทรงฟังคำแนะนำของนายผล ก็มีความยินดีนักรีบสั่งให้หลวงเกษตรรักษา นั่งเรือเร็วไปเฝ้ากรมพระเทพามาตย์ทันที โดยมีข้อความไปกราบทูลว่า

                “เราทั้งสองพี่น้อง ขอถวายบังคมมาแทบฝ่าพระบาทสมเด็จพระอัยกีเจ้า ขอจงทรงพระกรุณาเสด็จขึ้นมาช่วยทูลขอพระราชทานโทษข้าพเจ้าทั้งสองโดยเร็วเถิด ข้าพเจ้าทั้งสองจึงจะรอดพ้นจากความตาย และซึ่งบุคคลผู้ใดจะมาเป็นที่พึ่งที่พำนักช่วยชีวิตข้าพเจ้าทั้งสองในครานี้ เห็นไม่มีตัวแล้ว”

                หลวงเกษตรรักษา เร่งเรือเร็วจากนครสวรรค์ กว่าจะถึงกรุงศรีอยุธยาก็ยังต้องใช้เวลานานถึงสามวันสามคืนทำให้เจ้านายแต่ละองค์โดนเฆี่ยนหลังไปอีกองค์ละ 180 ที

                สมเด็จพระอัยกี กรมหลวงเทพามาตย์นี้ ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นมเหสีของสมเด็จพระเพทราชา พงศาวดารเล่าไว้ว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงได้เจ้าหญิงเชียงใหม่มาองค์หนึ่ง ตอนที่ส่งเจ้าพระยาโกษาธิบดีไปตีเมืองเชียงใหม่จนเมื่อเจ้าหญิงตั้งครรภ์แล้ว ก็ยกให้อยู่ในความดูแลของสมเด็จพระเพทราชาเพราะได้ทรงประกาศไว้ว่า พระมเหสีใหญ่องค์เดียวมีสิทธิ์ตั้งพระครรภ์ได้ เจ้าจอมและพระสนมทั้งหลายหากตั้งครรภมีท้องก็ต้องรีดลูกออก

อ่านต่อฉบับหน้า