Get Adobe Flash player

เรื่องสนุกในแผ่นดินพระนารายณ์ โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ มนุษย์นี้มีหลายลักษณะ บางคนชอบคิดแต่ไม่พูด บางคนชอบพูดแต่ไม่ทำ คนที่ทำจริงนั้นมีน้อย พระไตรภูวนาทิตยวงศ์นี้ ตกอยู่ในลักษณะที่สอง คือเป็นบุคคลที่ดีแต่พูด คุยโม้ โอ้อวด แต่ไม่กล้าทำจริง พระองค์เป็นเจ้าฟ้าชั้นสูงในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีศักดิ์เป็นอนุชาหรือน้องของพระนารายณ์

               แต่ถึงแม้จะได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากพระเชษฐาก็ขาดความจงรักภักดี มีแต่ความคิดร้าย วางแผนการแย่งราชสมบัติอยู่เสมอ เป็นคนที่ดีแต่ปาก ชอบดื่มเหล้าเมายา พอมึนเมาเข้าก็ชีพจรลงปาก พูดจากักขฬะคุยโม้ โอ้อวด ว่าข้านี้จะแย่งราชบัลลังก์จากเจ้าพี่เมื่อไรก็ได้ ทว่าแท้แล้วก็ไม่มีความเป็นคนจริง ถึงแม้จะได้โอกาสทำร้ายสมเด็จพระนารายณ์หลายครั้งก็ไม่กล้าลงมือ เพราะความขี้ขลาดทำให้ลังเล ลงท้ายก็ต้องถึงแก่ความตาย เพราะอุปนิสัยลักษณะของตนเอง

               เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงยกทัพซึ่งประกอบด้วยทหารไทย แขก และญี่ปุ่น เข้าโจมตีพระราชวังต่อสู้กับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ใน พ.ศ. 2199 นั้น พระไตรภูมวนาทิตยวงศ์ ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระองค์เอง ก็ไม่ได้พยายามช่วยเหลือเท่าไรเป็นที่ลือกันด้วยซ้ำ ว่าแท้จริงแล้ว พระองค์ทรงไปเข้ากับฝ่ายพระศรีสุธรรมราชาเจ้าครองกรุงสยามเสียอีก ครั้งสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาพ่ายแพ้ ถูกทหารสมเด็จพระนารายณ์จับไปปลงพระชนม์ และสมเด็จพระนารายณ์แย่งชิงราชสมบัติจากพระเจ้าอาได้สำเร็จ พระองค์ก็มิได้ถือโทษโกรธเคืองพระอนุชายังทรงให้เกียรติแต่งตั้งให้ไปประจำวังหลัง ถ้าไตรภูวนาทิตยวงศ์พำนักอยู่ที่วังเงียบ ๆ ถวายความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ ก็คงจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างสะดวกสบาย แต่พระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะพอพระทัยอยู่แค่นั้น เริ่มสะสมสมัครพรรคพวก เย็นลงก็เสพเหล้าเมายาร่วมกัน คุยโม้โอ้อวดว่า วังของพระเจ้าแผ่นดินนั้น ใช้ทหารเพียงร้อยคนก็ตีแตกได้ เมื่อปฏิบัติตนเช่นนี้มาหลายวันเข้า จึงมีคนมาฟ้องต่อองค์พระนารายณ์

               พระราชพงศาวดารเล่าไว้ว่า ความจริงก็น่าเห็นใจพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เหมือนกัน เพราะเมื่อแรกไปประทับอยู่ที่วังหลังนั้น มีบ่าวข้าไทผู้หนึ่ง ชื่อนายอำแดงแก่น มากราบทูลยุยงว่า พวกข้าหลวงของสมเด็จพระนารายณ์นั้น พูดกันทั่วไปว่าพระองค์ทรยศต่อพระเชษฐา ไปเข้าข้างเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน แล้วเหตุใดจึงพระพักตร์ด้านมาได้ดีในรัชกาลนี้เล่า บุคคลเช่นนี้จะไว้ใจได้นานสักเท่าไร แรก ๆ พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ไม่ทรงฟังนายอำแดงแก่นเท่าไร แต่ถูกเป่าหูมาก ๆ เข้า ก็ทรงวิตกเหมือนกัน ว่าวันหนึ่งจะโดนจับตัวไปทำโทษ จึงซ่องสุมสมัครพรรคพวกไว้นอกกรุงศรีอยุธยา ที่จริงก็เพื่อป้องกันพระองค์เอง เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงได้ข่าว ก็บัญชาให้ข้าหลวงสนิทผู้หนึ่งไปสืบดู ว่าเป็นความจริงหรือไม่ เมื่อท่านข้าหลวงนั้นกลับมากราบทูลว่า มีทั้งผู้คน อาวุธ และแผนกำหนดจะยกทัพตีพระราชวัง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงกรุณาไม่ถือโทษ รับสั่งให้มหาดเล็กนำเงินหลวงเป็นจำนวนถึงร้อยชั่งหรือแปดหมื่นบาท ไปให้พระไตรภูวนาทิตยวงศ์คงจะทรงหวังว่าพระอนุชาคงจะซาบซึ้งในพระกรุณา และเลิกคิดร้าย แต่พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ เป็นมนุษย์ที่ไม่รู้สึกบุญคุณผู้ใดง่าย จึงทรงรับเงินร้อยชั่งนี้ไว้ แล้วก็คิดการร้ายต่อไป

               หลังจากนั้นไม่นาน พระไตรภูวนาทิตยวงศ์เสด็จมาเฝ้าพระนารายณ์ มหาดเล็กในวังไม่ไว้พระทัย จึงแกล้งทำประจบมานวดขาของพระองค์ บีบไปบีบมาก็เจอมีดเหน็บอยู่ ซึ่งเป็นการผิดกฎประเพณีอย่างมาก เพราะไม่มีใครมีสิทธิ์พกอาวุธเวลาเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

               “อนึ่งพระยาจักรีและพระยาคลัง กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า มีผู้มาบอกว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดร้ายเป็นมั่นแม่น จึงมีพระราชโองการตรัสว่า เยียฉันใดจะแจ้งว่าคิดร้ายนั้นเป็นมั่นแม่น จึงสั่งแก่พระยาวิชิตภักดีว่า เมื่อครั้งพระองค์ยังเยาว์อยู่นั่นไซร้ พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ขึ้นมาเฝ้า ย่อมเอามีดเหน็บผูกขาขึ้นมา และบัดนี้ยังทำดุจนั้นหรือหาไม่ จึงพระยาวิชิตภักดีก็แสร้งอุบายนวดพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ แต่พระบาทขึ้นมา ถึงต้นพระเพลา พบคาดเครื่องและมีดเหน็บจึงพระยาวิชิตภักดีก็ร้องขึ้น พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ตกใจ”

               ถ้าเป็นคนอื่นคาดมีดมาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ก็คงจะหัวขาดไปแล้วแต่เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ได้ข่าว ก็ยังทรงให้อภัยพระอนุชาอยู่ดี มิได้ถือโทษแต่อย่างใด

               ต่อมาก็มีคนมากราบทูลสมเด็จพระนารายณ์อีก ว่าพระอนุชา มีแผนการจะประทุษร้าย เมื่อพระองค์เสด็จในพิธีตรีรำพาวาย ในพระราชพิธีนี้ สมเด็จพระนารายณ์จะต้องเสด็จดำเนินในเวลากลางคืน ตามช่องทางที่แคบ จึงเป็นอันตรายแก่พระองค์ได้ง่าย พระนารายณ์ทรงรับฟังแล้ว ก็ตรัสว่า

               “องค์พระไตรภูวนาทิตยวงศ์เป็นอนุชาธิราชแห่งเรา เราก็ไว้พระทัยเป็นที่สนิทเสน่หานัก และซึ่งองค์พระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดมิตรโทษแก่เราดังนี้เมื่อวันการพิธีตรีรำพาวายนั้นเราจะไปส่งพระเจ้าถึงเทวสถาน และถ้าองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์จะทำร้ายแก่เรา ก็ให้ทำเถิด เราจะเอาบุญญาธิการแห่งเราเป็นที่พึ่ง”

               แล้วสมเด็จพระนารายณ์ก็ไม่ยอมเปลี่ยนแผนการถึงวันนั้นก็ทรงช้างนำหน้าพระอนุชาขึ้นคอช้างตามเสด็จมาข้าหลัง ระหว่างทางนั้นข้าหลวงมหาดเล็กของพระนารายณ์ ก็ไปเจอคนที่ถือปืนซุ่มดักอยู่ที่สะพานหลายคน เป็นปืนนกสัก เหมาะสำหรับแอบยิงเมื่อไต่ถามก็ได้ทราบว่า เป็นข้าวังหลัง เมื่อข้าหลวงไปกราบทูลสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์ก็ไม่ทรงตรัสว่าอะไร ปฏิบัติพระราชพิธีเฉยอยู่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการทั้งหลายแล้ว ก็เสด็จกลับเข้าพระราชวังตามเดิม

               เรื่องราวเงียบไปได้ไม่กี่เดือน ก็มีคนมาทูลฟ้องอีกว่าคราวนี้พระไตรภูวนาทิตยวงศ์เอาจริงแน่ กำหนดกับทหารวังหลังอย่างแน่นอนว่า ถึงเดือนยี่ แรม 3 ค่ำจะทำการแย่งชิงพระราชบัลลังก์ เหล่าเสนาบดีทั้งหลายก็พยายามกราบทูลว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องจับพระอนุชามาสำเร็จโทษเสีย ปล่อยไว้เช่นนี้ วันหนึ่งอาจจะสายเกินไปที่จะแก้ไขสถานการ สมเด็จพระนารายณ์ก็ยังไม่ทรงยอมสั่งจับพระอนุชาอยู่ดี กลับตรัสว่าดีแล้ว ถึงเดือนยี่แรม 3 ค่ำ พระองค์จะทรงม้าเสด็จพระราชดำเนินไปกลางนครศรีอยุธยาพร้อมกับพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ถ้าพระอนุชาคิดจะทำร้ายจริง ก็จะมียุทธการต่อสู้กันตัวต่อตัวแล้วผู้ใดมีบุญวาสนามากกว่า ก็จะได้ชัยชนะ

               ถึงวันอังคาร ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปี วอก อัฐศก สมเด็จพระนารายณ์ ก็ทรงม้าออกกลางเมืองจริง ๆ มีพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ขึ้นม้าตามเสด็จ แต่ก็มีคนอื่นติดตามอีกมาก คือพระอินทราชาทรงม้าตัวหนึ่ง และสมเด็จพระรามราชาธิราชก็ทรงม้าด้วยอีกตัวหนึ่งทั้งสององค์หลังนี้ ก็เป็นน้อยพระนารายณ์เกมือนกัน นอกจากนั้น ยังมีเสนาบดีติดตามมาอีกมากมายต่างเดนม้าไปมากลางทุ่งแถวหน้าพระราชวังหลวงเป็นเวลานาน พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็มิกล้าทำอันตรายต่อพระองค์แต่อย่างใด หลังจากขี่ม้ากันจนเมื่อยแล้ว ทุกคนต่างก็กลับมาพักผ่อนในวัง รวมความว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี

               เมื่อกลับมาที่พระราชวังด้วยกันทั้งหมด สมเด็จพระนารายณ์ก็เสด็จขึ้นแท่นบรรทม เพราะคงเหนื่อยทั้งพระกายและพระทัยเต็มที แต่เหล่ามหาดเล็กทั้งหลายยังไม่สบายใจ จึงผลัดเวรกันเฝ้าพระองค์อย่างใกล้ชิด มีพระยาพิชิตภักดี พระสุรินทรภักดี และขุนเหล็กผลัดกันหลับและตื่นเฝ้าอยู่ ครั้งแรกพระสุรินทรภักดีอยู่เวร เหลือบมองในที่มืดเวลากลางคืนก็เห็นพระไตรภูวนาทิตยวงศ์กับพระอินทรราชาธิราช ย่องมาใกล้ที่บรรทมของพระนารายณ์ พอทั้งสองเห็นพระสุรินทรภักดีเข้า ก็ถอยออกไป ถึงคราวขุนเหล็กเฝ้าเวร ปรากฎว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ส่งพระองค์ทอง ซึ่งเป็นจ้าวนายวังหลัง มาเอาพระแสงหอกต้นของพระนารายณ์ไป คราวนี้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงแน่พระทัยว่า พระอนุชาเตรียมการใหญ่อย่างแน่นอน การขโมยพระแสงหอกต้นของพระเจ้าแผ่นดินนี้ เพราะต้องการเอาไปเป็นฤกษ์ที่ดีสำหรับตน คนที่อยากได้พระแสงหอกต้นนั้น จะต้องเป็นผู้ปรารถนาราชบัลลังก์

               พระนารายณ์จึงให้พระยาพิชัยสงคราม คุมไพร่พลรักษาประตูพระราชวัง ให้พระศรีมหาราชารักษาวังด้านซ้าย พระธนบุรีรักษาประตูฉนวน แล้วจึงรับสั่งให้พระยาวิชิตภักดีนำทหารไปจับพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ให้พระสุรินทรภักดีจับพระอินทราชา พระราชพงศาวดารเล่าต่อไปว่า

               “พระราชโองการตรัสว่าเอาเถิด พระยาจักรีและข้าหลวงผู้ได้พนักงาน ก็กุมพระองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์นั้น พระสุรินทรภักดีและข้าหลวงซึ่งได้พนักงานกุมพระองค์อินทรราชานั้นก็ช่วยกันกุมพระอินทราชา ฝ่ายพระองค์ทองผู้เป็นพระอนุชา ก็เข้าช่วงชิงพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ และทุบตีข้าหลวงผู้กุม พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ข้าหลวงก็กุมเอาพระองค์ทองนั้นด้วย แล้วก็เอาพระไตรภูวนาทิตยวงศ์และพระองค์ทองนั้สำเร็จโทษในที่นั้น”

               หลังจากนั้น ก็มีการจับกุมสมัครพรรคพวกวังหลังอีกมากมายหลายคน เมื่อสอบสวนจึงได้ความจริงว่า  พระไตรภูวนาทิตยวงศ์นี้ คิดการร้ายเป็นมั่นเหมา แต่ที่ลังเลยับยั้งไม่กล้าลงมือทำจริงจนแล้วจนรอด เพราะเคยไปเสี่ยงเทียนสามเล่มเป็นเทียนพระพุทธเจ้าเล่มหนึ่ง เล่มที่สองเป็นเทียนสมเด็จพระนารายณ์ และเล่มที่สามถือเป็นเทียนของพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เอง ผลปรากฎว่า เทียนพระไตรภูวนาทิตยวงศ์นั้นดับก่อน จึงเป็นลางร้าย แสดงให้เห็นว่า พระองค์นั้นมีบุญวาสนาน้อยกว่าสมเด็จพระนารายณ์ เป็นเหตุให้พระไตรภูวนาทิตยวงศ์นี้ได้แต่พูดและตั้งท่า แต่ไม่กล้าลงมือแย่งราชสมบัติจริง ๆ สักที

               ถึงกระนั้น ก็ยังได้ตระเตียรมทหารไว้ไม่น้อย เพราะสืบความได้ว่า วังหลังจะส่งพระศรีภูริปรีชา คุมทหารร้อยคนมาเผาสะพานช้างที่ประตูพระราชวัง พระยาพัทลุงจะคุมพลร้อยห้าสิบมาทางน้ำ เข้าด้านประตูดิน ขุนศรีเทพบาลจะนำทหารร้อยยี่สิบตีทางประตูหลัง และพระไตรภูวนาทิตยวงศ์นั้น จะคุมทัพใหญ่ มีทหารถึงสี่พันคน เข้าโจมตีพระราชวังด้านหน้า เมื่อสืบสวนได้ความดังนี้ พวกนายทัพของพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จึงถูกประหารชีวิตกันเป็นแถว