Get Adobe Flash player

สามวาระที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน (ตอนที่ 2 ต่อ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

 

ตอนที่ 2 (ต่อ)

ความเดิมตอนที่แล้ว

                พระราชพงศาวดารเล่าว่า กรมพระเทพามาตย์ต้องทรงวิงวอนของพระราชทานโทษเป็นหลายครั้งหลายคราว จนในที่สุด สมเด็จพระเจ้าเสือทรงขัดพระราชมารดาเลี้ยงไม่ได้ เพราะเป็นผู้มีพระคุณล้นเกล้าพระองค์มาแต่ยังเยาว์ จึงตรัสแบบน้อยพระทัยเสียไม่ได้ว่า

                “เจ้าคุณจงเอามันทั้งสองนั้นลงไปเสียด้วยเถิด อย่าให้มันอยู่กับข้าพเจ้าที่นี่เลย ถ้าและจะเอามันไว้ที่นี่ด้วยข้าพเจ้าไซร้มันจะคิดการกบฎฆ่าข้าพเจ้าเสียอีกเป็นมั่นคง”

                รวมความแล้ว กรมพระเทพามาตย์ ก็ทรงช่วยชีวิตพระหลานชายทั้งสองได้สำเร็จ นำมาประทับกับพระองค์ที่กรุงศรีอยุธยา ต่อจากนั้นไม่นานสมเด็จพระเจ้าเสือก็เสด็จกลับสู่พระนคร และพงศาวดารจดไว้ว่า

                “ส่วนสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จด้วยช้างพระที่นั่ง และช้างดั้งช้างกัน ไปทอดพระเนตรให้กันช้างเถื่อนเข้าค่ายมั่น และจับช้างเถื่อนได้ครั้งนั้นมากประมาณร้อยเศษ แล้วเสด็จกลับยังพระนครศรีอยุธยา

                ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทตามเคยมาแต่ก่อน สมเด็จพระราชบิดาก็สิ้นความพิโรธ ทรงพระกรุณาดำรัสสั่งกิจราชการงานพระนคร ดีเป็นปรกติไปเหมือนแต่ก่อนนั้น”

                นี่เป็นครั้งแรก ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ รอดพ้นความตายเมื่อยังทรงพระเยาว์เป็นเจ้านายวัยรุ่น เกือบต้องถูกเฆี่ยนตาย เพราะได้พยายามช่วยชีวิตพระเชษฐา

                เคราะห์ดีที่พระองค์ทรงมีพระกายาแข็งแรง ทรงเป็นนักรบชำนาญกระบี่กระบอง และมวยปล้ำ จึงสามารถทนฤทธิ์หวายหลายร้อยครั้งได้ โดยเฆี่ยนวันละ 60 ที อย่างน้อยเจ็ดวัน ก็รวมเป็น 420 หวายแล้ว และยังถูกโบยหลังอีกกี่วัน ก่อนนายผลจะถวายคำแนะนำให้ไปขอความช่วยเหลือจากกรมพระเทพามาตย์ เราก็ไม่ทราบดี คนธรรมดานั้น หากถูกเฆี่ยนด้วยหวายติดต่อกันประมาณ 100 ถึง 200 ครั้ง ก็มักจะสิ้นใจ

                การคุมขังและเบิกตัวมาเฆี่ยนด้วยหวายนี้ ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ในบางประเทศ ในประเทศที่เราคิดว่าจะพ้นจากความป่าเถื่อนแล้ว เช่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ก็ยังมีการเฆี่ยนนักโทษในที่คุมขังด้วยหวายอยู่

                ส่วนในประเทศอิหร่าน ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากสภาวะศิวิไลซ์ในสมัยพระเจ้าชาห์ปกครอง ถอยหลังกลับสู่ความป่าเถื่อนของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ภายใต้การปกครองของพระ การลงโทษด้วยวิธีตัดมือตัดเท้า ตัดคอ หรือปาด้วยก้อนหินจนตาย กลับมาเป็นของธรรมดา ใครขโมยของก็โดนตัดมือ ขโมยอีกก็ถูกตัดเท้า ผิดมากก็ตัดคอ ผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่ามีชู้ จะถูกนำตัวไปนั่งในที่ชุมชน และชาวบ้านก็จะได้รับอนุญาตให้ปาด้วยก้อนหินโต ๆ จนหัวแตก กระดูกหักปวดร้าวทนทุกข์ทรมานจนถึงแก่ความตายในที่นั้น ส่วนอ้ายชายชู้มักได้รับโทษเบากว่า หรือไม่ก็ไม่ถูกลงโทษเลย ส่วนการเฆี่ยนในคุกนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดามาก

                ผู้เขียนเคยได้ฟังคนเล่าว่า ในสมัยพระเจ้าชาห์ปกครองอยู่นั้น มีผู้หญิงไทยไปตั้งซ่องโสเภณีที่ประเทศอิหร่าน เอาสาวไทยไปขายตัว เมื่อพระเจ้าชาห์สิ้นอำนาจ พระโคไมนี่ขึ้นครองกรุงอิหร่านแทน แม่เล้าสาวไทยนี้ก็โดนจับเข้าคุกขัง และทุกวันศุกร์จะถูกเบิกตัวออกมาเฆี่ยนหลังด้วยหวายเป็นการลงโทษแบบเดียวกับที่ไทยเราทำเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ไม่ทราบว่าเวลานี้เธอเป็นตายร้ายดีอย่างไร

                นัยหนึ่งผู้เขียนก็คิดว่าอยากประกอบมิจฉาชีพชั่ว ต้องโทษบ้างก็ดีแล้ว แต่อีกนัยหนึ่งก็รู้สึกใจหาย สงสารที่การลงโทษ ช่างป่าเถื่อนสิ้นดี

                ครั้งที่สอง ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบต้องสิ้นพระชนม์เกิดขึ้นหลังจากพระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จสวรรคตแล้ว ผู้สืบราชสมบัติต่อก็คือสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พระเชษฐาที่พระองค์ได้เคยช่วยชีวิตไว้ และตัวพระเจ้าบรมโกศเองนั้น ก็ดำรงตำแหน่งเป็นพระมหาอุปราชอยู่ในวังหน้า

                ทั้งสองพี่น้องก็ทรงรักใคร่กันดี ช่วยกันปกครองและว่าราชการเมือง เหตุการณ์สงบราบรื่นมาจนถึงปีหนึ่ง พงศาวดารกล่าวว่าเป็นปีเถาะ ศักราช 1085  หลังจากที่พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระได้ครองราชสมบัติมานานถึง 18 ปีแล้ว

(อ่านต่อฉบับหน้า)