Get Adobe Flash player

สามวาระที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ทั้งสองพระองค์พี่น้องเสด็จไปจับช้างป่าที่นครนายก ระหว่างเดินช้างตอนกลางคืนเดือนหงาย อยู่ๆก็มีเมฆลอยมาบังพระจันทร์ ความสว่างก็หายวูบมืดไปถนัด ช้างของพระเจ้าบรมโกศซึ่งกำลังเดินตามช้างของสมเด็จพระเจ้าท้ายสระนั้น เดินเร็วไปและมองไม่เห็น ก็โถมเข้าชนท้ายและแทงช้างพระที่นั่งของพระเจ้าแผ่นดินอย่างแรง ขนาดควาญช้างที่เกาะท้ายช้างอยู่นั้น กระเด็นตกลงมาสู่ดิน

                ช้างที่ถูกชนก็บาดเจ็บ เตลิดเตลิงวิ่งซวนเซเข้าไปในป่า องค์พระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระถึงกับต้องทรงพยายามบังคับช้างนั้นด้วยพระองค์เอง สามารถนำช้างกลับมาพลับพลาได้

                พระเจ้าบรมโกศพระอนุชา ก็ตกพระทัยเป็นอย่างมาก เพราะทรงตกอยู่ในสภาะคล้ายคลึงกับเมื่อทั้งสองพระองค์ถูกพระบิดากล่าวหาว่าเป็นกบฏหลังจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น คราวนี้ทรงวิตกว่าพระเชษฐาจะคิดว่าพระองค์พยายามประทุษร้าย

                พระราชพงศาวดารเล่าไว้ว่า

                “ในปีเถาะ เบญจศกนั้น พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประพาสโพนช้างป่า หัวเมืองนครนายกฝ่ายตะวันออก ในเพลาราตรีนั้นเดือนหงาย เสด็จไปไล่ช้างเถื่อน พระจันทร์เข้าเมฆ ช้างพระอนุชาธิราชขับแล่นตามไปทันช้างพระที่นั่งทรง ไม่ทันจะรอรั้ง ช้างพระที่นั่งกรมพระราชวังโถมแทงเอาช้างพระที่นั่ง

                ควาญท้ายช้างนั้นกระเด็นตกจากช้างนั้นลง ช้างทรงเจ็บป่วยมาก ก็ซวนเซแล่นไปในป่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจึงทรงขับช้างนั้นกลับมายังพลับพลาชัย พระมหาอุปราชไม่ทรงแกล้งจะให้ช้างแทง แต่หากรอรั้งช้างนั้นมิทันที ตกพระทัยกลัวพระราชอาญา เสด็จตามไปเฝ้าที่พลับพลาชัย”

                จะเป็นเพราะความรักและไว้วางพระทัยที่มีอยู่อย่างแน่นแฟ้นระหว่างสองพี่น้อง หรือเพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระไม่ทรงลืมว่าพระอนุชานี้เคยช่วยชีวิตพระองค์มาก่อน สมเด็จพระเจ้าท้ายสระมิได้ทรงถือโทษแต่อย่างใด ทรงแสดงความเข้าใจและประทานอภัยให้เต็มที่ ทั้งที่อุบัติเหตุคราวนี้ร้ายแรงขนาดที่พระองค์เองตกอยู่ในอันตราย ไม่ทรงสงสัยเลยว่าพระอนุชาอาจจะเป็นกบฏ และมิได้ทรงคิดจะลงพระราชอาญาหรือกำจัดประหารพระเจ้าบรมโกศเสีย

                พงศาวดารกล่าวต่อไปว่า เมื่อเสด็จไปถึงพลับพลา พระอนุชาก็กราบทูลตามความจริงว่า

                “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้แกล้ง แสงพระจันทร์เข้าเมฆมืดมัวเป็นเงาไม้เห็นไม่ถนัด จะรอรั้งช้างไว้มิทัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดอดโทษข้าพระพุทธเจ้าเถิด”

                เราทราบว่า พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงได้รับพระราชทานโทษทุกประการ รอดพ้นจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ รอดพ้นจากความตายเป็นครั้งที่สอง

                “พระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่สงสัย ไม่ทรงพระพิโรธขุ่นเคืองแก่อนุชาธิราชเลย รับสั่งให้หมอรักษาช้างนั้น แล้วเสด็จกลับมาพระนคร”

                พงศาวดารยังเล่าต่อไปอีกว่า ถึงแม้เหตุการณ์นี้จะสงบลงด้วยดีแล้ว สมเด็จพระบรมโกศก็ยังไม่สบายพระทัย ทรงเป็นห่วงอยู่เสมอว่าพระเชษฐาจะแคลงพระทัยคิดว่าพระองค์จะทรงทรยศเป็นกบฏ

                ในปีเถาะ เดือนสี่ ปีเดียวกันกับที่เกิดอุบัติเหตุนั้น ทั้งสองพระองค์เสด็จไปบำเพ็ญกุศลที่พระพุทธบาทด้วยกัน พระอนุชาก็ถือโอกาสนั้นทรงสาบานต่อหน้าพระพุทธบาท และตรัสต่อพระเชษฐาว่า

                “ขอพระราชทานชีวิต เมื่อข้าพระพุทธเจ้าขึ้นช้างตามเสด็จไป และช้างนั้นแทงช้างทรงพระที่นั่งนั้น ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีเจตนาแกล้งจะให้ช้างแทง เป็นความสัตย์ความจริง ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำสัตย์สาบานเฉพาะหน้าพระพุทธบาทถวายแด่ล้นเกล้าล้นกระหม่อมบัดนี้”

                สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ทรงตรัสปลอบพระอนุชาว่า

                “ฉันหามีความแคลงเจ้าฟ้าไม่ เจ้าฟ้าอย่ากระทำสัตย์สาบานเลย เคราะห์ฉันร้ายเอง”