Get Adobe Flash player

สามวาระที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน (ตอนที่ 3) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เหตุการณ์ครั้งที่สาม ที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น เกิดขึ้นเมื่อสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ซึ่งเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.2276 หลังจากทรงเป็นแผลเน่าที่เพดานพระโอษฐ์มาเป็นเวลานานถึงหนึ่งปี ตามที่ผู้เขียนได้เล่าไว้เมื่อเริ่มต้นเรื่องนี้แล้ว

                ตามขนบประเพณีของบ้านเมืองไทยเรา เมื่อพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งเสด็จสวรรคต ราชสมบัติจะต้องตกไปเป็นของพระอนุชา ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวร

                ในกรณีที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ สวรรคตนี้ ผู้สืบราชสมบัติต่อก็ต้องเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ แต่ปัญหามีอยู่ว่า สมเด็จพระเจ้าท้ายสระนั้น ทรงมีโอรสชายหลายองค์ และทรงเป็นห่วงว่า หากยกราชสมบัติให้แก่พระอนุชาตามขนบประเพณีบ้านเมือง พระเจ้าบรมโกศจะทรงฆ่าพระโอรสของพระองค์ทั้งหลาย เป็นการล้างศัตรู มิให้ผู้ใดก่อกบฏได้ในอนาคต

                ด้วยเหตุนี้ ก่อนสิ้นพระชนม์จึงทรงบ่งว่า ปรารถนาให้พระโอรสองค์หนึ่ง คือเจ้าฟ้าอภัย สืบราชสมบัติต่อไป การกระทำเช่นนี้มีผลให้พระอนุชาทั้งน้อยพระทัยและพิโรธยิ่งนัก

                พระราชพงศาวดารบันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

                “ทรงพระประชวรหนักลง จึงพระราชทานราชสมบัตินั้นแก่เจ้าฟ้าอภัย พระมหาอุปราชไม่เต็มพระทัย ไม่ยอมอนุญาตให้ราชสมบัติแก่เจ้าฟ้าอภัย ถ้าให้ราชสมบัติแก่เจ้าฟ้านเรนทรจึงจะยอมให้ เจ้าฟ้านเรนทร ซึ่งเป็นกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เป็นภิกษุภาวะ เมื่อมิได้รับซึ่งราชสมบัติ จึงมิได้ลาผนวชออก

                ฝ่ายเจ้าฟ้าอภัย พระบิดาให้อนุญาตแล้ว จึงรับราชสมบัติ ปรารถนาจะทำสงครามกันกับด้วยพระมหาอุปราช จึงสั่งข้าราชวังหลวงจัดแจงผู้คนกะเกณฑ์กระทำการตั้งค่ายคู ดูตรวจตราค่ายรายเรียงลงไปตามคลองแต่ประตูข้าวเปลือกจนถึงประตูจีน จึงให้ขุนศรีคงยศไปตั้งค่ายริมสะพานช้าง ครองประตูข้าวเปลือกฟากข้างตะวันตก ให้รักษาค่ายอยู่ที่นั่น

                ในกาลนั้น พระมหาอุปราชทรงทราบเหตุทั้งปวงนั้น ให้ข้าราชการตั้งค่ายฟากตะวันออก ให้รักษาค่ายในที่นั้น ฝ่ายพระราชบุตรพระมหาอุปราชเสด็จตรวจค่าย มาตรงค่ายขุนศรีคงยศ ตรัสถามค่ายนี้ของใคร เขากราบทูลว่า ค่ายนี้ของขุนศรีคงยศ ทรงพระพิโรธ จึงสั่งให้ขุนรามเกณฑ์หัดขึ้นบนเรือนชาวบ้านริมคลอง ส่องปืนตามช่องหน้าต่าง ยิงขุนศรีคงยศตาย

                กลับมาทูลแถลงพระบิดา พระบิดาตรัสว่า ด่วนยิงเขาก่อนใย จึงกราบทูลว่า จะเอาฤกษ์เอาชัยไว้ก่อน”

                พอสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เสด็จสวรรคต สงครามกลางเมืองก็เกิดขึ้นจริง ต่างฝ่ายต่างพยายามหาพรรคพวก เร่งระดมผู้คนมาช่วยรบ ในประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ความจริงมีผู้คนมาขอเข้าข้างเจ้าฟ้าอภัย มากกว่า ทั้งที่เป็นขุนนาง ข้าราชการ และชาวบ้าน ชาวไร่

                ส่วนสมเด็จพระบรมโกศนั้น กล่าวว่าไม่มีคนรักใคร่เท่าใดนัก

                จดหมายบาทหลวงฝรั่งเศส มองซิเออร์ เลอ แบร์ กล่าวว่า

                “สมเด็จพระอนุชา ซึ่งในเมืองนี้เรียกกันว่า พระมหาอุปราช และพระราชโอรสของพระเจ้าแผ่นดินที่สวรรคต ได้มีเวลาเตรียมการที่จะชิงราชสมบัติกัน ฝ่ายพระมหาอุปราช ซึ่งตามวุฒิจะปกครองบ้านเมืองได้ดีกว่า แต่พวกราษฎรพลเมืองเกลียด เพราะทรงดุร้ายนัก เรียกคนมาระดมเกือบไม่ได้สี่พันคน

                ส่วนข้างพระโอรสที่คิดจะชิงราชสมบัตินั้น ได้ไปยึดพระราชวังไว้แล้ว ทั้งขุนนาง ข้าราชการผู้ใหญ่ ตลอดจนเจ้าพระยาพระคลัง ก็เข้าด้วยพระราชโอรส ซึ่งได้รวมคนไว้ถึงสองหมื่นหรือสามหมื่นคน”