Get Adobe Flash player

สามวาระที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ตอนที่ 3 (ต่อ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ว่าแล้วขุนชำนาญก็นำทหารเพียงสามร้อยคน ออกไปต่อสู้กับพระธนบุรี ซึ่งมีพลทหารห้าร้อยคน คราวนี้พงศาวดารเล่าว่าบู๊กันใหญ่

                “ทัพพระธนบุรี ก็ขับไล่พลทหารเข้าจู่โจมตี หักหาญต่อต้านชิงชัยทะลวงไล่ลุยประหาร ทะยานฟันแทงต่อแย้งต่อยุทธ์ โห่อึงอุตม์เอาชัย ขุนชำนาญทหารใหญ่ บุกรุกไล่ไม่ท้อถอย ระวังคอยป้องกัน รุกไล่ตีรันฟันฟาด ทหารพระธนบุรีแตกหนีดาษกันไป พระธนบุรีหาหนีไม่ ขึ้นม้าผูกเครื่องใหม่ ใจหาญรับต้านทาน

                ขุนชำนาญใหญ่ บุกรุกไล่เข้าฟาดฟันพระธนบุรี พระธนบุรีแทงด้วยหอก ผัดผันรบสู้กันเป็นสามารถ ขุนชำนาญถือดาบฟาดสองมือมั่นจู่โจมโถมเข้าจ้วงฟัน ถูกพระธนบุรีนั้นคอขาดบนหลังม้า ตายในที่รบ ขุนชำนาญคนขยันตัดศรีษะมาถวายนายทหารทั้งหลาย ไล่ติดตามเข่นฆ่าพลโยธาวังหลวงไป จับได้บ้าง ตายก็เป็นอันมากในที่รบนั้น สมเด็จพระมหาอุปราชทอดพระเนตรเห็นศรีษะพระธนบุรี มีพระทัยยินดียิ่งนัก ตรัสสั่งให้จัดพลทหารขึ้นเป็นอันมาก จะให้ไปตีพระราชวังหลวง”

                เพราะความเก่งกาจสามารถของขุนชำนาญนี้เอง สมเด็จพระบรมโกศจึงรอดพ้นเคราะห์กรรมเป็นครั้งที่สาม หวุดหวิดต้องหลบหนีเอาตัวรอด ไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

                คราวนี้เจ้าฟ้าอภัยก็เป็นฝ่ายใจเสาะบ้าง พอทรงทราบว่าทัพวังหน้าจะมาโจมตี ก็เลิกความคิดที่จะต่อสู้ป้องกันพระราชวัง ทรงหนีเอาตัวรอดเสียดื้อๆ

                อีกประการหนึ่งที่บาทหลวงฝรั่งเศสท่านเขียนไว้ว่า มีการระดมพลเป็นจำนวนหลายพันหลายหมื่นคนนั้น ก็ไม่ตรงกับที่พงศาวดารเล่าไว้ ไม่ทราบว่าท่านไปเอาตัวเลขเหล่านั้นมาจากไหน คงจะเข้าทำนองฟังเขามาเล่าต่อ เพราะตัวท่านเองก็คงไม่มีส่วนรู้เห็นในสงครามกลางเมืองนี้เท่าไร

                การที่บาทหลวง เลอ แบร์ ท่านบันทึกไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้น เป็นกษัตริย์ที่ดุร้าย ประชาราษฎร์เกลียดชัง ก็ไม่ทราบว่าควรเชื่อเป็นความจริงมากน้อยเท่าไร

                เพราะถ้าเราอ่านพงศาวดารอีกเล่มหนึ่งคือ พงศาวดารฉบับคำให้การชาวกรุงเก่า กลับพบข้อความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งพงศาวดารฉบับนี้เรียกอีกพระนามหนึ่งว่า พระมหาธรรมราชา เป็นกษัตริย์ที่มีพระทัยดี โอบอ้อมอารี และเพราะเหตุนี้จึงได้ขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่มาร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก

                “เจ้าฟ้าอภัยเจ้าฟ้าปรเมศ ก็ปิดความมิให้แพร่งพรายให้ใครรู้ว่าพระราชบิดาเสด็จสวรรคต ให้ตระเตรียมศัสตราวุธ และผู้คนตั้งมั่นอยู่ในพระราชวัง

                ฝ่ายพระมหาอุปราชทรงสังเกตได้ระแคะระคายว่า เจ้าฟ้าอภัยกับเจ้าฟ้าปรเมศเกลียดกันจะเอาราชสมบัติ เห็นว่าจะเกิดเป็นข้าศึกกันเป็นแน่แล้ว จึงเกลี้ยกล่อมพระเจ้ากัมพูชา และคนอื่นๆได้เป็นอันมากตั้งอยู่ ยังมิได้ทำการรบพุ่งประการใด เพราะไม่ทรงทราบว่า พระเชษฐาธิราชสวรรคต ครั้นจะลงมือรบพุ่งในเวลานั้น กลัวจะเป็นคิดขบถต่อพระเชษฐาธิราช

                ฝ่ายเจ้าฟ้าอภัยกับเจ้าฟ้าปรเมศ ก็ให้เอาปืนใหญ่น้อยระดมยิงเอาพระมหาอุปราช พระมหาอุปราชให้สืบว่า พระเชษฐาธิราชมีพระอาการเป็นประการใด ก็ยังไม่ได้ความ จึงให้ตั้งสงบไว้ มิได้ทำการสู้รบโต้ตอบ เป็นแต่ให้ปูนบำเหน็จรางวัลให้ผู้คนที่ถูกเจ็บป่วย เพื่อจะรักษาน้ำใจไว้

                เมื่อข้าราชการทั้งหลายทราบว่า จะเกิดสงครามในเมืองเป็นแน่ ก็พากันไปเข้ากับพระมหาอุปราชเป็นอันมาก เพราะเห็นว่ามีพระทัยโอบอ้อมอารี”

                จากข้อความนี้ เรากลับได้ความรู้สึกที่ตรงกันข้ามกับจากจดหมายบาทหลวง เลอ แบร์ คือได้ทราบว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าท้ายสระสวรรคตแล้ว พระเจ้าบรมโกศสามารถเกลี้ยกล่อมผู้คนมาเป็นฝ่ายพระองค์ได้มาก ได้แม้กระทั่งพระเจ้ากรุงกัมพูชา พระเทศเขมร

                นอกจากนั้นยังทรงสำรวมพระทัยยึดมั่นตั้งนิ่ง มิออกมาสู้รบ ถึงแม้ว่าเจ้าฟ้าอภัยและพรรคพวกจะยกพลมายิงด้วยปืนน้อยใหญ่ เพราะความเป็นน้องที่ดี มีศีลธรรม มีความกตัญญูรู้คุณ ไม่อยากให้พระเชษฐาคิดว่าเป็นกบฏ ต่อเมื่อทรงทราบแน่ว่าพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระสวรรคตแล้ว จึงเริ่มทำการสู้รบตอบ