Get Adobe Flash player

สามวาระที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เกือบไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน(ตอนจบ) โดย น.พ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

และเหล่าข้าราชการขุนนางผู้ใหญ่ทั้งหลายนั้น ต่างก็มาเข้าข้างพระองค์เพราะเห็นว่ามีพระทัยโอบอ้อมอารี ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ท่านบาทหลวงฝรั่งเศสก็คงปากจัดไปหน่อย ที่มากล่าวหาว่าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนั้นดุร้าย ประชาชนเกลียดชัง

                ผลของการรบกลางเมืองนี้ ท่านผู้อ่านก็ทราบดี พอสมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงยกทัพมาตีวังหลวง เจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศก็ตัดสินพระทัยไม่สู้ ลงเรือพระที่นั่งหนีออกจากพระราชวังหลวง คงจะเป็นเพราะไม่มีผู้ใดยินดีต่อสู้ตายแทนพระองค์

                ระหว่างที่แล่นเรือพระที่นั่งหนีนั้น แม้คนพายเรือก็ไม่อยากเข้าข้าง กระโดดน้ำหนีเสียระหว่างทาง จนเรือแล่นต่อไปไม่ได้ เพราะไม่มีคนพาย เจ้าฟ้าอภัยกับเจ้าฟ้าปรเมศเลยต้องซมซานขึ้นบกไปหลบซ่อนอยู่ในป่า มีมหาดเล็กติดตามเพียงคนเดียวชื่อ “นายด้วง”

                คิดดูแล้วก็น่าเวทนา ที่แต่ก่อนเป็นถึงลูกพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจวาสนาใหญ่โต พอชะตาตกเข้า ภายในพริบตาเดียวต้องมาหลบซ่อนอยู่ในป่า มีผู้ติดตามเพียงคนเดียว ลงท้ายก็ถูกจับมาประหารชีวิตทั้งคู่

                พระราชพงศาวดาร ฉบับพระหัตถเลขา เล่าตอนนี้ไว้ว่า

                “ฝ่ายพระราชบุตรทั้งสองพระองค์คือเจ้าฟ้าอภัย และเจ้าฟ้าปรเมศ เห็นพลทหารปราชัยเป็นหลายครั้ง ก็สะดุ้งตกพระทัยกลัว ให้เอาพระราชทรัพย์ต่างๆเป็นอันมากลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกัน ก็หนีไปในราตรีกาลโดยทางป่าโมก ฝีพายทั้งหลายนั้นไม่เต็มใจจะไปด้วย โดดน้ำหนีเสียกลางทาง ครั้นถึงบ้านเลนจึงเสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่ง หนีไปทางบก จวนรุ่งขึ้นเข้าเร้นอยู่ในป่าอ้อป่าพงแขมอันรกใกล้บ้านเอกราช นายด้วงมหาดเล็กคนเดียวตามเจ้าไป ได้เที่ยวไปขอข้าวชาวบ้านมาเลี้ยงเจ้าทั้งสองพระองค์อยู่หกวันเจ็ดวัน นายด้วงลาเจ้านั้นมาเยี่ยมมารดาที่บ้านหม้อ วันหนึ่งเจ้านั้นให้พระธำมรงค์วงหนึ่งแก่นายด้วง ให้ซื้อข้าวชาวบ้าน ชาวบ้านจึงรู้ว่าพระธำมรงค์ของเจ้า กลัวความนั้นจะไม่ลับ จึงบอกเหตุนั้นแก่ข้าหลวง ข้าหลวงจึงบอกคดีนั้นแก่ขุนชำนาญ”

                ขุนชำนาญนักรบเก่งคนนี้ ก็นำพรรคพวกติดตามทันที สั่งข้าหลวงให้จับตัวนายด้วงไว้ เกณฑ์ชาวบ้านให้ออกรายล้อมไปรอบด้าน มิให้เจ้าชายทั้งสองหลบหนีเข้าป่าลึกต่อไปได้ ขุนชำนาญกับทหารอีกเจ็ดคนถือดาบสองมือติดตามไปจนพบ เห็นเจ้าชายทั้งสองกำลังเอาดินมาปั้นเป็นตัวหมากรุกเล่นกันอยู่เพลิน เจ้าฟ้าอภัยนั้นเหลือบพระเนตรมาเห็นขุนชำนาญ และทหารเจ็ดคนยืนถือดาบจังก้าอยู่ ก็ตรัสแก่เจ้าฟ้าปรเมศพระอนุชาว่า

                “พระยามัจจุราชมาถึงเราแล้ว”

                ขุนชำนาญก็ร้องทูลไปว่า “พระองค์อย่ากลัวเลย เสด็จไปกับข้าพเจ้าเถิด จะช่วยแก้ไขให้รอดชีวิต พระองค์ส่งพระแสงทั้งสองนั้นมาให้แก่ข้าพเจ้าก่อนเถิด” เจ้าฟ้าทั้งสองก็ยอมส่งดาบให้แก่ขุนชำนาญโดยดี

                เราอ่านพงศาวดารถึงตอนนี้แล้วก็รู้สึกค่อนข้างจะเวทนา ทั้งเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศก็น่าจะรู้เต็มพระทัยแล้วว่าการจะรอดชีวิตตามขุนชำนาญพูดนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะตนเป็นหัวหน้าฝ่ายศัตรู ถึงอย่างไรพระมหาอุปราชก็จะไม่ไว้ชีวิตเป็นแน่

                เมื่ออยู่ในภาวะตกอับสิ้นความหวังแบบนี้ น่าจะตายแบบลูกผู้ชาย หยิบดาบทั้งสองขึ้นมาต่อสู้ สองต่อแปดนั้น ความจริงไม่เหนือบ่ากว่าแรงเท่าไรนัก นักดาบฝีมือดีๆ ก็สามารถเอาชนะกำลังข้าศึกที่มากกว่าได้ หากฆ่าขุนชำนาญได้ ทหารอื่นก็อาจขยาดไม่กล้าเข้ามาทำอันตราย และพระองค์ทั้งสองยังคิดฝ่าหนีการล้อมของชาวบ้านต่อไปได้

                แต่เจ้านายทั้งสองนี้ก็ยอมแพ้ง่ายๆอีก และพงศาวดารก็เล่าต่อไปว่า

                “เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์กลัวขุนชำนาญยิ่งนัก ร้องบอกว่าข้าลืมสติไป จึงส่งพระแสงทั้งสองเล่มนั้นให้แก่ขุนชำนาญ ขุนชำนาญก็เกลี้ยกล่อมด้วยสุนทรวาจาต่างๆให้อ่อนพระทัย แล้วพาเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์ออกมาจากป่าพงลงเรือโขมดยา ทหารอยู่เรือก็แห่ห้อมล้อมมา ครั้นถึงพระนครแล้ว ขุนชำนาญชาญณรงค์ ก็พาเจ้าฟ้าทั้งสองขึ้นไปถวายสมเด็จพระมหาอุปราช สมเด็จพระมหาอุปราชได้ทราบความทั้งปวงนั้นแล้ว สั่งให้จำเจ้าฟ้าทั้งสองนั้นไว้สองสามวัน ให้ไต่ถามได้เนื้อความแล้ว ให้ประหารชีวิตเสียทั้งสองพระองค์ด้วยไม้ฆ้อนท่อนจันทน์ ตามราชประเพณีแต่ก่อน”

                รวมความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ทรงพ้นจากเหตุการณ์ร้ายครั้งที่สามที่ทำให้พระองค์เกือบไม่ได้เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม

                คราวนี้ภาวะต่างๆก็ปลอดโปร่งเรียบร้อย ไม่มีอุบัติเหตุหรือการณ์ร้ายมาขวางหน้าอีก พระราชพงศาวดารบันทึกว่า

                “ลุศักราชได้ 1095 ปีฉลู เบญจศก ณ เดือนห้านั้น ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง มีเสนาบดีเป็นประธานกับทั้งสมเด็จพระสังฆราชราชาคณะประชุมพร้อมกัน ถึงวันศุภวาระดิถีพิชัยมงคลมหามหุติฤกษ์ จึงกระทำการพิธีปราบดาภิเษก อัญเชิญสมเด็จพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรเสด็จขึ้นผ่านพิภพมไหศวรรยาธิปัตย์ ถวัลยราชสมบัติ ณ พระที่นั่งวิมานรัตยา ในพระราชวังบวรสถานฝ่ายหน้านั้นสืบต่อไป ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง พร้อมกันกราบถวายบังคม ถือน้ำพิพัฒสัตยา ถวายสัตย์สาบานตามบุราณราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อน”

                เรื่องสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเกือบพลาดจากการเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามถึงสามวาระ จึงจบลงเพียงเท่านี้