Get Adobe Flash player

“สิบสี่ตุลา” ตำนานราชดำเนิน(ต่อ) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

หลังเหตุการณ์ตุลามหาวิปโยคผ่านไป ได้เกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 สืบเนื่องจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทย ทำให้นักศึกษา ประชาชน และญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ “14 ตุลา” ออกมารวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาโดยการให้จอมพลถนอมออกจากประเทศไทยหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย

                การลุกฮือขึ้นต่อต้านเผด็จการทรราชของประชาชน กลับนำไปสู่ปฏิบัติการสังหารโหด โดยตำรวจไทยภายใต้คำสั่งของรัฐบาล เสนีย์ ปราโมช ได้ใช้อาวุธสงครามบุกเข้าไปกราดยิงผู้ชุมนุมประท้วงภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตอนดึกของคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งการสูญเสียที่ถูกบันทึกไว้

                16 ปีหลังจากนั้น ถนนราชดำเนินก็ได้เป็นสักขีพยานในการนองเลือดของวีรชนนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีกครั้ง ในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” วันที่ 17-18 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ซึ่งเกิดจากการหลงอำนาจผิดยุคผิดสมัยของนายทหารกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.)” ประชาชนนับแสนคนได้ออกมาชุมนุมประท้วงบนท้องถนนเพื่อคัดค้านการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านการเลือกตั้งของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นำไปสู่การใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายทารุณ มีผู้บริสุทธิ์ถูกยิงสังหารได้รับบาดเจ็บ พิการ และสูญหายไปเป็นจำนวนมาก นับเป็นรอยด่างพร้อยในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกตำนานหนึ่ง

                หลังจากบทเรียนแห่งการสูญเสียครั้งใหญ่ในอดีต ถนนราชดำเนินยังคงมีบทบาทในการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น “การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” พ.ศ.2551 และ “การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)” พ.ศ.2553 และปลายปี พ.ศ.2556 โดย “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” โดยขยับพื้นที่การชุมนุมจากถนนสายประชาธิปไตยมาสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมือง

                ไม่มีใครรู้ว่าในวันหน้ากงล้อประวัติศาสตร์จะเวียนมาอีกหรือไม่อย่างไรและเมื่อใด แต่ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ร้อนกี่หนาว ผู้คนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องต่อสู้จะผลัดเปลี่ยนไปกี่รุ่น “ราชดำเนิน”จะยังคงอยู่ หยัดยืน พร้อมกับจิตวิญญาณประชาธิปไตยที่ไม่มีวันตาย