Get Adobe Flash player

เมื่อสนมพระนารายณ์ต้องรีดลูกเพราะพระศรีสิงห์ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

                เราทราบจากพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนี้มีพระราชธิดาองค์หนึ่งคือ กรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งภายหลังเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้ายของสมเด็จพระเพทราชา แต่จะค้นว่ามีพระโอรสบ้างหรือไม่นั้น ปรากฎว่าพงศาวดารทั้งหลาย มิได้เอ่ยถึงพระโอรสแม้แต่องค์เดียว มีแต่กล่าวถึงพระปีย์ลูกคนธรรมดาที่ทรงโปรดปรานมากจนมีฐานะเหมือนลูกเลี้ยงในพระราชวัง และมีพระราชนัดดาคือหลานชายอยู่องค์หนึ่ง คือพระศรีสิงห์

                ซึ่งทรงเลี้ยงไว้เป็นพระราชโอรสทีเดียว เพราะบิดาของพระศรีสิงห์นั้น เป็นพระเชษฐาหรือพี่ชายแท้ ๆ ของสมเด็จพระนารายณ์ เมื่อพระเชษฐานี้อายุสั้นถึงแก่ความตายไปเสียก่อน พระนารายณ์จึงรับพระศรีสิงห์มาชุบเลี้ยงต่อเหมือนลูกในไส้ของพระองค์เอง เพราะฉะนั้น พระศรีสิงห์จึงเจริญวัยเติบโตในวังหลวงด้วยความสุขสบาย มีอำนาจวาสนา ยศฐาบรรดาศักดิ์เทียบเท่าเจ้าฟ้ารัชทายาท เมื่อพระศรีสิงห์มีพระชันษาครบ 15 ปี ก็ตอบแทนพระคุณและพระมหากรุณานี้ โดยพยายามลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนารายณ์ พงศาวดารฉบับคำให้การชาวกรุงเก่าเล่าว่า

                “ครั้งต่อมา พระศรีสงห์ ซึ่งพระนารายณ์ทรงเลี้ยงไว้เป็นราชโอรส คิดขบถ วันหนึ่งจึงซ่อนอาวุธ เข้าไปถึงข้างที่พระบรรทมเงื้ออาวุธขึ้นจะฟัน พระนารายณ์ก็จับอาวุธได้ มิได้เป็นอันตราย แต่พระนารายณ์มิได้ให้ลงโทษ เพราะทรงเห็นว่าพระศรีสิงห์ยังเยาว์ มีพระชนมพรรษา 15 ปี เท่านั้น ทั้งเป็นพระราชภาคิไนยอันสนิท เมื่อพระเชษฐายังมีพระชนม์อยู่นั้นได้ทรงฝากฝังไว้ว่า หนักหน่อยเบาหน่อยก็ขอให้ทรงพระกรุณาตามสมควร ดังนี้ พระนารายณ์จึงให้ปล่อยตัวไป ต่อมาพระศรีสิงห์คิดขบถอีก คือวันหนึ่ง พระนารายณ์จะเสด็จออกพระที่นั่งตำหนักดิน พระศรีสิงห์จึงถือพระแสงของพระมหินทร์ไปคอยจะทำร้ายอยู่ทางประตูวังข้างทิศใต้ เผอิญพระนารายณ์ไม่เสด็จออกทางนั้น เสด็จออกเสียทางประตูข้างทิศเหนือ ข้าราชการเห็นพระศรีสิงห์ทำกิริยาพิรุธ ถืออาวุธแฝงอยู่ข้างบานประตู ก็พากันจับไปถวายพระนารายณ์”

                พระศรีสิงห์ หลานพระนารายณ์นี้ คงจะเป็นเด็กอายุ 15 ขวบที่เรียกได้ว่าทั้งโง่ทั้งบ้า ที่ว่าโง่ก็เพราะคิดว่า ถ้าฉันฆ่าพระเจ้าแผ่นดินแล้ว เหล่าขุนนางทั้งหลายก็คงจะกราบไหว้ยินยอมยกให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไปอย่างอัตโนมัติ ที่ว่าบ้านั้น คือเขาไว้ชีวิตมาทีหนึ่งแล้ว แทนที่จะมีความกตัญญูรู้บุญคุณบ้าง กลับถือเป็นโอกาสที่จะกระทำความผิดความชั่วซ้ำอีก พระมหินทร์นั้นคือโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอุตส่าห์ไปเอาดาบพระมหินทร์มาคอยฟันพระนารายณ์โดยหวังว่าดาบบรรพบุรุษจะขลังวิเศษ แต่ก็ทำการไม่สำเร็จโดนจับอีก พงศาวดารฉบับคำให้การขุนหลวงหาวัดก็เล่าเหตุการณ์นี้ในทำนองเดียวกัน เพียงแต่เรียกเจ้าชายสติบ๊ององค์นี้ว่าพระศรีศิลป์

                “มีพระราชนัดดาองค์หนึ่ง เป็นโอรสของพระเชษฐา ชื่อ พระศรีศิลป์กุมาร ชันษาได้ 15 ปี จึงคิดเป็นขบถกับพระปิตุฉาจักมาสังหาร ชีวิตให้บรรลัย เอาพระแสงจะแทงพระนารายณ์พระองค์จึงฉวยปลายกั้นหยั่งไว้ได้ทันที จึงจับตัวไว้ที่ทิมดาบ พระองค์ทรงแต่กำราบ มิให้ตาย พระองค์สงสารกับกุมารนั้นว่า ไร้บิตุเรศมารดาแล้วเห็นแก่พระไชยาทิตย์ด้วยรักใครสนิทกันเพราะเป็นเชษฐา ได้ฝากพระศรีศิลป์ไว้แต่เมื่อจะใกล้สิ้นชีพพิราลัย จึงสั่งให้ออกจากโทษ พระองค์โปรดเลี้ยงไว้ตามที่ ครั้งอยู่มาวันหนึ่ง พระศรีศิลป์จึงคิดร้ายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระนารายณ์เสด็จออกว่าราชการเมืองอยู่ที่สีหบัญชรจึงพระศรีศิลป์ใจหาญนั้น ถือพระแสงและแฝงใบบานประตูอยู่ที่ห้องเสด็จเข้าไปผู้ใดมิได้ล่วงรู้เห็น อันพระนารายณ์นั้น ออกไปว่าราชการจึงเรียกช้างพระที่นั่งเข้ามาดู พระองค์ก็เสด็จทรงช้าง แล้วเสด็จเข้ามาทางหนึ่งอันพระศรีศิลป์นั้น ยืนแอบประตูอยู่จนพนักงานนั้นเชิญเครื่องเข้ามาจึงเห็นพระศรีศิลป์ถือพระแสงและแฝงประตูอยู่อันพนักงานเครื่องนั้นจึงกราบทูลตามที่เห็นพระองค์จึงเสด็จตรงออกมา แล้วก็จับตัวกุมารได้ทันใด”

                จับตัวได้ครั้งที่สองนี้ก็ไม่มีผู้ใดจะไว้ชีวิตได้อีกพระศรีสิงห์จึงถูกตัดสินประหารชีวิต ในสมัยโบราณนั้น เขาถือกันว่าเลือดเจ้าจะต้องไม่หลั่งบนแผ่นดิน เพราะฉะนั้น เวลาฆ่าเจ้าฟ้าต่าง ๆ นั้น มักทุบให้ละเอียดด้วยท่อนจันท์ หรือเอาไปถ่วงแช่ไว้ในน้ำจนสำลักตาย พระศรีสิงห์นี้ พระนารายณ์ทรงสั่งให้เอาไปถ่วงน้ำเสีย แล้วหลังจากนั้น หากยังมีลมหายใจอยู่ก็ให้นำไปฝังดินทั้งเป็น พระศรีสิงห์นี้ คงจะกลั้นหายใจได้นานถ่วงแช่น้ำอยู่พักใหญ่ก็ไม่ยอมตาย เลยถูกนำตัวไปฝังดิน ผู้เขียนคิดว่าเวลากลบดินนั้น คงกลบแบบเบา ๆ ปล่อยช่องอากาศไว้มาก ถึงแม้จะถูกฝังอยู่หลายวัน ก็ยังรอดชีวิตมาได้”

                “จึงตรัสให้นายเพชฌฆาตให้สังหารเสียให้ตักษัย นายเพชฌฆาต จึงให้คุมตัวพระศรีศิลป์ไป จึงเอาตัวนั้นมัดผูกพันแล้วใส่ลงในแม่ขันสาคร แล้วจึงเอาใส่ลงในถุงแดง แล้วก็แห่หามไปยังวัดกะชาย แล้วจึงขุดหลุมฝังเสียทั้งเป็น อันนี้เป็นตามธรรมเนียมกษัตริย์แต่ก่อนทำสืบกันมาเป็นอย่างนี้ แล้วจึงมีคนเฝ้ารักษาอยู่ได้ครบเจ็ดวันแล้วจึ่งไป แต่พระศรีศิลป์นี้ไม่ตาย ด้วยมหาดเล็กที่พระศรีศิลป์รักนั้น มีใจภักดีต่อกุมาร ครั้งผู้รักษามาสิ้นแล้ว ก็ไปขุดดินขึ้นดูตามปรารถนา ก็พบพระศรีศิลป์นั้นยังไม่ตาย จึงเอาขึ้นมา แล้วก็พาเอาซ่อนไว้ที่ในบ้านตลาดบัวขาว”

                คำให้การชาวกรุงเก่านั้น กล่าวถึงเรื่องประหารตอนนี้ว่า

                “พระนารายณ์ก็ทรงพระพิโรธ ว่าพระศรีสิงห์คิดร้ายต่อพระองค์สองครั้งแล้ว จะเลี้ยงไว้ไม่ได้ จึงรับสั่งให้เพชฌฆาตเอาตัวพระศรีสิงห์ไปสำเร็จโทษเสียตามประเพณี ประเพณีที่จำสำเร็จโทษเจ้านายในครั้งนั้น เอาถุงแดงสวมตั้งแต่พระเศียรลงไปตลอดปลายพระบาทแล้วเอาเชือกรัดให้แน่นเอาท่อนจันท์ทุบให้สิ้นพระชนม์ แล้วเอาใส่หลุมฝัง ให้เจ้าหน้าที่ รักษาอยู่เจ็ดวันดังนี้

                เพชฌฆาตก็เอาตัวพระศรีสิงห์ไปสำเร็จโทษตามรับสั่งแต่ทำโดยความเลินเล่อ พระศรีศิงห์มิได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาอยู่เจ็ดวัน เห็นว่าพ้นกำหนดแล้ว ก็พากันกลับ พวกมหาดเล็กของพระศรีสิงห์ไปขุดศพเห็นยังไม่สิ้นพระชนม์ก็นำพระศรีสิงห์ไปรักษาอยู่ที่ ตำบลบ้านขาว”

                การรอดตายของพระศรีสิงห์นี้ ทำให้ทรงได้พรรคพวกขึ้นอีกมาก เพราะคนโบราณเห็นเป็นปาฎิหารย์ เชื่อกันว่าเป็นผู้มีบุญวาสนาสูงนักจึงฆ่าไม่ตาย คงต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแน่ เพราะดวงชะตาแข็งพอที่จะแข่งกับสมเด็จพระนารายณ์ได้ พระศรีศิลป์จึงเกลี้ยกล่อมผู้คนได้มาก โดยเฉพาะในเมืองเพชรบุรีแล้วก็ยกทัพเข้าโจมตีพระราชวังหลวงในกรุงศรีอยุธยา คราวนี้ทำการได้สำเร็จ สมเด็จพระนารายณ์สู้หลานไม่ได้ต้องหลบหนีออกจากวัง พระศรีศิลป์จึงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ครองราชสมบัติอยู่ได้หนึ่งวันพอดี เห็นจะเป็นกษัตริย์ไทยที่ทรงครองราชได้เป็นเวลาสั้นที่สุด ในประวัติศาสตร์คำให้การชาวกรุงเก่าเล่าต่อไปว่า