Get Adobe Flash player

บทบาทของพระพรหม วัดปากน้ำประสบ พระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

                คนโบราณนั้น มักเล่าเรียนศึกษากับพระในวัด เพราะภิกษุในพุทธศาสนานั้น ไม่ต้องทำมาหากินจึงมีเวลาอ่านคัมภีร์ และวรรณคดีต่าง ๆ มาสอนให้ผู้อื่นต่อไป สมเด็จพระนารายณ์นี้ ทรงมีความฉลาดปราดเปรื่องมาแต่เด็ก สนพระทัยกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต หนังสือแขกก็บันทึกไว้ว่า เมื่อยังทรงเยาว์ เป็นเจ้าฟ้าชายโอรสสำคัญของพระเจ้าปราสาททอง ก็นิยมที่จะไปวิ่งเล่นในหมู่บ้านแขกเปอร์เซียในกรุงศรีอยุธยาทรงเรียนรู้ทั้งภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณีแขกเป็นอย่างดี

                หนังสือไทยเช่นพงศาวดารฉบับต่าง ๆ ก็เล่าว่าทรงสนพระทัยศึกษากับพระภิกษุผู้เฒ่าที่ชำนาญทั้งด้านหลักพระธรรมและเวทมนตร์คาถา เช่น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเดิม, พระพิมลธรรม วัดระฆัง และพระอาจารย์พรหมที่วัดปากน้ำ ประสบความที่เป็นกษัตริย์ชนิด Intellectual ทรงพระปรีชาสามารถฉลาดเฉลียว มีความเป็น Genius คล้ายสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในยุครัตนโกสินทร์ ทำให้ทรงฝึกสมองศึกษาวิชาใหม่ ๆ อยู่ทุกวัน แม้จะขึ้นครองราช มีภาระว่าราชการแผ่นดินแล้ว นายนิโกลาส แยร์เวส์ฝรั่งเศสในกรุงศรีอยุธยาบันทึกไว้ว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดให้ข้าราชการอ่านหนังสือถวายวันละหลายชั่วโมง และเป็นหนังสือดีให้ความรู้ทั้งนั้น

                “ครั้งระฆังกังวานขึ้นในเวลาเที่ยงวัน ก็เสด็จเข้าที่เสวยพระกระยาหารกลางวัน เสร็จแล้วมหาดเล็กเปลื้องเครื่องแต่งพระองค์ และถวายน้ำสรงเช่นเดียวกับตอนเช้า แล้วเสด็จเข้าที่พระบรรทม บรรเลงขับกล่อมด้วยดุริยางค์ดนตรี และคำขับร้องบรรทมอยู่จน 4 น. จึงเสด็จตื่นบรรทม มหาดเล็กถวายการแต่งพระองค์ ต่างจากที่ทรงในตอนเช้า เสร็จแล้วเจ้าพนักงานอ่านหนังสือถวาย ก็เข้าเฝ้าพร้อมด้วยสมุดหนังสือ โปรดที่จะทรงสดับเรื่องใด ก็อ่านเรื่องนั้นถวาย ประวัติศาสตร์จีน ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่โปรดมากในตอนต้นรัชกาล แต่เมื่อได้ทรงสดับเรื่องที่เล่าถึงสมเด็จพระเจ้าหลุยส์มหาราช ก็ทรงโปรด...

                ไม่มีตำแหน่งใดในพระราชวัง ที่น่าเบื่อหน่ายไปยิ่งกว่าเป็นพนักงานอ่านหนังสือถวาย บุคคลผู้นี้มักจะต้องอ่านถวายวันละ 3-4 ชั่วโมง ขณะอ่านก็ต้องหมอบกับพื้น และใช้ข้อศอกของตนยันไว้ เกือบจะไม่กล้าหายใจ หรือเคลื่อนไหวในอิริยาบทสบายกว่านั้น ถ้าพระมหากษัตริย์เสด็จประทับอยู่ที่ละโว้ ตามธรรมดาก็เลิกอ่านเมื่อ 5 น. และที่ประตูพระราชวังจัดช้างพระที่นั่งรออยู่ เสด็จทรงช้างพระที่นั่ง ประพาสไปตามในเมือง ถ้าประทับอยู่ในพระนครหลวง ก็ไม่โปรดเสด็จไปไหน เว้นเสียแต่เสด็จไปทอดพระเนตรสิ่งก่อสร้างใหม่ หรือเสด็จประทับเป็นประธานในงานราชพิธีที่สำคัญ ๆ บางรายทรงพอพระราชหฤทัย เสด็จสำราญพระราชอิริยาบทอยู่ในพระราชอุทยาน ถ้าดินฟ้าอากาศดี ก็ทรงดำเนินเล่นอยู่ในพระราชอุทยาน หรือบางคราวก็เสด็จเยี่ยมพระสนมซึ่งพวกนั้นมักจะพากันกักพระองค์ไว้จน 8 น. ได้เวลาเสด็จเข้าที่ประชุมเสนาบดี ราชกิจเรื่องสำคัญที่สุดที่ถวายไว้แต่ตอนเช้านั้น จะทรงเก็บไว้จนเวลาค่ำ จึงทรงพระราชทานพระราชวินิฉัย”

                ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ ว่าการศึกษาหาความรู้นั้น เป็นส่วนสำคัญของพระราชกิจจานุกิจประจำวัน ทรงพยายามร่ำเรียนสิ่งใหม่และเก่าอยู่เสมอ และนิยมที่จะปรึกษาหารือปัญหาสำคัญกับพระอาจารย์ทั้งหลาย อาจารย์ผู้ที่มีบทบาทมากที่สุด ในการปกครองและตัดสินราชการของสมเด็จพระนารายณ์ คือ พระพรหม แห่งวัดปากน้ำประสบ

                พระพรหมนี้ มาถึงแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์ ก็เป็นภิกษุที่แก่เฒ่าเต็มทีแล้ว เล่าไว้ในประวัติศาสตร์ว่าท่านชอบพูดจาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม แม้เวลาพูดกับพระเจ้าแผ่นดิน ก็เรียกตัวเองว่ากู ท่านมีใบหูยาวถึงบ่าทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นลักษณะที่คนโบราณถือว่าเป็นผู้มีบุญและอายุยืน ท่านเคยกล่าวว่า “แต่อายุกูนี้ได้สามพระยาแล้ว” ซึ่งหมายความว่า ได้มีชีวิตอยู่ภายใต้พระเจ้าอยู่หัวสามแผ่นดินแล้ว จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่า คงเกิดในแผ่นดินของพระเจ้าทรงธรรม และดำรงชีวิตอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าปราสาททอง มาจนถึงรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์หากไม่นับสมเด็จพระเชษฐาธิราช สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์เจ้าฟ้าไชย และสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาซึ่งได้ครองราชสมบัติเพียงไม่กี่เดือน

                การที่อยู่มาได้นานถึงสามแผ่นดินนี้ จึงเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนทั่วไป แม้สมเด็จพระนารายณ์เอง ก็ทรงเชิญเข้ามาในวังเพื่อปรึกษาราชการ และเชื่อฟังในคำแนะนำสั่งสอนของภิกษุผู้เฒ่านี้

                มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ในพ.ศ. 2224 สมเด็จพระนารายณ์ทรงได้ข่าวว่า พวกพระสงฆ์ที่วัดวังไชย ชอบจับกลุ่มกันนินทาพระเจ้าแผ่นดิน พระนารายณ์ไม่แน่พระทัยว่าจะทำอย่างไรดีจะขับไล่ภิกษุปากจัดเหล่านี้ออกจากวัดหรือจะทำโทษด้วยวิธีอื่น จึงส่งอำมาตย์ไปเฝ้าพระอาจารย์พรหมที่วัดปากน้ำประสบเพื่อปรึกษาภามว่าจะจัดการอย่างไรดี พระพรหมผู้เฒ่าจึงพูดว่า

                “ซึ่งสงฆ์นินทาพระเจ้านั้น มิชอบหนักหนา พระเจ้าได้ยินเองฤา ฤาผู้ใดได้ยิน”

                อำมาตย์ก็ตอบว่า ข้าหลวงได้ยินจึงเอามากราบทูล พระอาจารย์พรหมท่านเลยสั่งสอนต่อไปว่า

                “ถ้าข้าหลวงได้ยินนั้น กูว่าด้วยมิได้ เกลือกมันจะใคร่ได้ยศฐานันดรศักดิ์ เจียดเงินพานทอง แลมันเอาเท็จมาทูล มันจะทำให้พระเจ้าได้บาปทั้งกูผู้หลงนี้ก็จะได้บาปพระเจ้าก็มิได้ยิน กูก็มิได้ยิน แลกูจะว่าด้วยมิได้ แลกฏหมายเอาคำกูไปกราบทูลแก่พระเจ้า ว่ากูว่ากระนี้เถิด”

                อำมาตย์กฎหมายก็นำถ้อยคำของพระอาจารย์พรหมนี้ไปกราบทูลต่อพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์ได้รับฟังก็ทรงพระสรวลและตรัสว่า “มหาพรหมองค์นี้เธอตรงจริง” แล้วก็ตัดสินพระทัยเชื่อฟัง มิได้ลงโทษแก่พระสงฆ์ที่วัดวังไชยแต่อย่างใด

                ต่อมาในพ.ศ. 2228 กรุงสยามรุ่งเรืองอยู่ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระนครศรีอยุธยานั้นกลายเป็น Metropolis ระดับโลก มีชนต่างชาติมาค้าขายและตั้งภูมิลำเนาประกอบอาชีพทำมาหากินอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งฝรั่งแขกญี่ปุ่นและจีน ฝรั่งนั้นมาจากอังกฤษ ฝรั่งเศสโปรตุเกต และฮอลันดา แขกก็มีทั้งแขกขาวและแขกดำ แขกขาวมาจากรุงเปอร์เซีย นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนแขกดำเรียกว่า แขกมัวร์ นับถือศาสนาฮินดู มาจากประเทศอินเดีย ญี่ปุ่นนั้นเป็นพวกซามูไรนักรบ ส่วนคนจีนเป็นพ่อค้า การที่มีชนต่างชาติหรือแขกเมืองมาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามากมายนี้ ก็ทำให้เกิดความอิจฉาริษยา และแก่งแย่งชิงดีขึ้น ระหว่างขุนนางไทย และคนต่างชาติที่มารับราชการจนสมเด็จพระนารายณ์ไม่ทรงแน่พระทัย ว่าการอุปการะยกย่องชนต่างชาติในกรุงสยามนี้ถูกหรือผิด จึงส่งมหาดเล็กหลวงนายสิทธิ์ มาเฝ้าพระอาจารย์พรหมที่วัดปากน้ำประสบอีก เพื่อถามว่าท่านมีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับคนต่างชาติในกรุงศรีอยุธยา พระพรหมก็กล่าวว่า

                “บุญสมภารพระเจ้ามากนัก แขกเมืองจึงเข้ามาดังนี้ แต่อายุกูนี้ได้สามพระยาแล้ว กูบห่อนได้ยินว่าแขกเมืองเข้ามาเป็นอันมากดังนี้ ด้วยเดชะโพธิสมภารพระเจ้าแล”

                นายสิทธิ์จึงกราบแล้วถามต่อว่า แขกเมืองนั้น เขาพูดว่าเขาจะยกพรรคพวกเข้ามาสู่กรุงสยามอีกเป็นจำนวนมาก และพระนารายณ์ก็ไม่แน่พระทัยว่าจะเป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อประเทศจึงอยากทราบว่า พระอาจารย์มีความเห็นอย่างไร พระพรหมก็กล่าวว่า

                “แขกเมืองจะเข้ามาอีกนั้น ย่อมทราบอยู่ในพระทัยพระเจ้าทุกประการ แลกูมิว่าเลย แลกฎหมายเอาคำกูนี้ไปทูลให้พระเจ้าทราบเถิด”

                เมื่อหลวงนายสิทธิกฎหมายนำคำของพระพรหมนี้มากราบทูล สมเด็จพระนารายณ์ก็สบายพระทัยเรื่องปัญหาคนต่างชาติทรงพระสรวล และตรัสว่า

                “มหาพรหมนี้ เจรจาหลักแหลมและรู้หลักด้วย เสียดายเธอแก่นักแล้ว แม้นยังหนุ่ม เราจะได้ไต่ถามกิจทั้งปวงไปภายหน้า”

                เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ขึ้นครองราชสมบัติใหม่ ทรงอุปการะเลี้ยงดูหลายชายองค์หนึ่ง คือพระศรีสิงห์ หรือพระศรีศิลป์ถ้าเรียกตามพงศาวดารอีกฉบับหนึ่ง ขนาดยกย่องให้เป็นพระโอรสเลี้ยง เพราะพระองค์เองไม่มีโอรส มีแต่ราชธิดาองค์เดียวกับพระอัครมเหสี พระศรีสิงห์นี้ เป็นบุตรของพระเชษฐา หรือพี่ชายพระนารายณ์ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วก่อนตายได้ ฝากฝังลูกไว้กับพระนารายณ์ เมื่อพระศรีสิงห์เจริญวัยมีพระชนมายุได้ 15 ปี ก็พยายามฆ่าพระนารายณ์ผู้มีพระคุณโดยถือดาบแอบเล็ดลอดเข้าไปถึงห้องบรรทม พอเงื้อดาบจะฟันสมเด็จพระนารายณ์ก็ตื่นขึ้น ทรงยึดดาบนั้นไว้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ปลุกปล้ำจับตัวพระศรีสิงห์ได้ แต่แทนที่จะลงโทษกลับนึกถึงคำขอร้องฝากฝังของพระเชษฐา และปล่อยตัวไปโดยอโหสิให้แก่พระราชนัดดาทุกประการ พระศรีสิงห์ได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ก็คิดหาวิธีประหารพระนารายณ์อีก วันหนึ่งก็ไปเอาดาบของพระมหินทร์ โอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิมายืนแอบอยู่หลังประตูวัง เตรียมปลงพระชนม์สมเด็จพระนารายณ์เวลาเสด็จผ่านมา เผอิญข้าราชการและตำรวจวังมาเห็นเข้าก็กลุ้มรุมจับตัวมาถวายพระเจ้าแผ่นดินอีก สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่าอ้ายเด็กคนนี้บ้าหนัก จะไว้ชีวิตเสียมันก็จะตามมาฆ่าอีก จึงรับสั่งให้เอาตัวไปประหารชีวิต

                พระศรีสิงห์นี้ ก็ชะตาชีวิตเหนียวจริง ๆ ขนาดเพชรฆาตเอาตัวไปแช่น้ำ ใส่ถุงแดงทุบด้วยท่อนไม้จันทน์ แล้วฝังดิน 7 วัน ก็ยังไม่ตาย พวกมหาดเล็กที่จงรักภักดี ตามไปขุดขึ้นมาบำรุงรักษาไว้ที่เมืองเพชรบุรี ข่าวความอยู่ยงคงกะพันฆ่าไม่ตายนี้ทำให้มีผู้คนนับถือว่ามีบุญญาภินิหาร จึงมีขุนนางจากนครศรีอยุธยาและชาวบ้านเมืองเพชรบุรีมาร่วมด้วยมาก พงศาวดารฉบับคำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวว่า ขุนนางที่มาเข้ากับพระศรีสิงห์นั้น มีพระยานันทะยอแฝง หมื่นราช นายทรงบาศเทพโยธา พระกำแพง นางพลพัน หลวงจ่าเสนาบดี และราชาบาล ขุนนางเหล่านี้ ร่วมกันจัดทัพใหญ่ ยกเข้าโจมตีพระราชวัง สมเด็จพระนารายณ์มิทันเตรียมพระองค์ ต้องหลบหนีออกจากวัง พระศรีสิงห์จึงสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์