Get Adobe Flash player

บทบาทของพระพรหม วัดปากน้ำประสบ พระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์ โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

               ความเดิมตอนที่แล้ว

               พระศรีสิงห์นี้ ก็ชะตาชีวิตเหนียวจริง ๆ ขนาดเพชรฆาตเอาตัวไปแช่น้ำ ใส่ถุงแดงทุบด้วยท่อนไม้จันทน์ แล้วฝังดิน 7 วัน ก็ยังไม่ตาย พวกมหาดเล็กที่จงรักภักดี ตามไปขุดขึ้นมาบำรุงรักษาไว้ที่เมืองเพชรบุรี ข่าวความอยู่ยงคงกะพันฆ่าไม่ตายนี้ทำให้มีผู้คนนับถือว่ามีบุญญาภินิหาร จึงมีขุนนางจากนครศรีอยุธยาและชาวบ้านเมืองเพชรบุรีมาร่วมด้วยมาก พงศาวดารฉบับคำให้การขุนหลวงหาวัด กล่าวว่า ขุนนางที่มาเข้ากับพระศรีสิงห์นั้น มีพระยานันทะยอแฝง หมื่นราช นายทรงบาศเทพโยธา พระกำแพง นางพลพัน หลวงจ่าเสนาบดี และราชาบาล ขุนนางเหล่านี้ ร่วมกันจัดทัพใหญ่ ยกเข้าโจมตีพระราชวัง สมเด็จพระนารายณ์มิทันเตรียมพระองค์ ต้องหลบหนีออกจากวัง พระศรีสิงห์จึงสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์

               พระศรีสิงห์ครองราชสมบัติได้เพียงวันเดียว พระนารายณ์ก็นำสมัครพรรคพวก ตีวังกลับคืนมาได้ จับพระศรีสิงห์ ราชนัดดาทรยศได้เป็นครั้งที่สาม คราวนี้จึงรับสั่งให้ทุบจนละเอียด

               “อันพระศรีศิลป์นั้น ทรงช้างพลายพิษณุพงศ์ แล้วยกมาทางถนนเจ้าพรหม แล้วจึงเข้าประตูปราบไตรจักร จึงมาในถนนหน้าจักรวรรดิ หักประตูแดง แล้วตรงเข้ามา ก็เข้าได้ในวังชั้นใน จึงหลวงเทพสมบัติกับหมื่นไวย ครั้งรู้ก็เข้าไปปลุกพระประทมถึงที่ พระนารายณ์นั้นก็ทรงนำทางข้างในออกมาทางประตูมหาโภคราชทั้งตำรวจในและมหาดเล็ก ทั้งขุนนางบรรดาที่นอนเวรทั้งสิ้น ก็ตามเสด็จห้อมล้อมออกมา พระองค์เสด็จเข้าอยู่ในวังหลวงแล้ว จึงตั้งค่ายรายขวากเป็นมั่นคง บ้างก็กะเกณฑ์ทัพ บ้างก็จับคนปลอม บ้างก็หาคนดีเข้ามาบ้าง บ้างเกณฑ์ช้างม้าผู้คนให้เข้าตาทัพ บ้างตั้งรับอยู่ทางตรอกและถนนใหญ่ ครั้งรุ่งสว่างแล้ว พระองค์ก็ยกทัพเข้าไป จึงทรงช้างพลายกุญชรจำนง พอรู้ว่าราชศัตรูมาหน้าหลัง จึงเสด็จยืนช้างพระที่นั่งอยู่ที่หน้าวังด้านทิศบูรพา จึงตรัสสั่งกับทหารเสนาให้เร่งยกพลเข้าล้อมไว้ อันพระศรีศิลป์นั้นจะตกแต่งป้องกันตัวก็หาไม่ แต่เหล่าที่เข้าพวกด้วย มันจึงออกเที่ยวตรวจตราบรรดาการทั้งปวง ก็ได้รบกันอยู่ไม่นาน พระนารายณ์จึงยกทัพหักโหมเข้าไป แล้วก็ทลายประตูเข้าไปได้ บ้างก็ยิงปืนน้อยและปืนใหญ่บ้างโห่ร้องประโคมฆ้องกลองอื้ออึง สนั่นครั่นครืนดังไปทุกทิศา อันเหล่าปัจจามิตรนั้นต้านมิได้ ด้วยเดชาอานุภาพพระนารายณ์ ก็กราบแล้วร้องขอโทษ ก็มิได้ยากลำบากใจที่จะพิจารณาโยธาทั้งปวงจึงล้อมแล้วก็จับเอาตัวไว้ อันพระศรีศิลป์นั้น พระองค์สั่งให้ทำโทษอย่างใหม่ให้ทุบด้วยท่อนจันทน์ให้ตายแล้ว จึงใส่ในขันสาครแล้วให้ใส่ในถุงแดงแล้วให้ฝังเสีย นายเพชฌฆาตก็ทำตามรับสั่ง การมีมาแต่ครั้งนั้นก็เป็นอย่างมาจนบัดนี้ อันสมัครพรรคพวกพระศรีศิลป์ทั้งนั้น พระองค์สั่งให้ฆ่าเสียทั้งเจ็ดชั่วโคตร พระพรหมจึงทูลขอครัวไว้มิให้ตายให้จ่ายตามโทษที่มี อันชาวเพชรบุรีเป็นต้นเหตุ จึงให้จ่ายหญ้าช้างที่ในกรุง เหตุฉะนั้น ตะพุ่นหญ้าช้าง ก็มีมาแต่ครั้งนั้น”

               เหตุที่พระพรหม อาจารย์ผู้เฒ่าของพระนารายณ์มาขอให้ไว้ชีวิตแก่พรรคพวกของพระศรีศิลป์นี้ มิใช่เพราะท่านมีความนิยมชมชอบพวกพระศรีศิลป์แต่อย่างใด หากเป็นเพราะการตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรนี้ เป็นการประหารชีวิตแบบป่าเถื่อนและโหดร้ายทารุณคือตัดหัวตัวนักโทษ แล้วยังไปเอาพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ทวด ลูกหลานเหลน รวมทั้งพี่น้อง ลุงป้าน้าอามาฆ่าเสียหมดสิ้น คือนับขึ้นนับลงได้ 7 Generations ด้วยกัน เพราะฉะนั้นคนแก่คนเฒ่า ลูกเล็กเด็กแดงทั้งชายหญิงที่เป็นคนบริสุทธิ์ ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่มีส่วนกระทำผิด ก็จะต้องถึงแก่ความตายเพราะความโกรธแค้นของพระนารายณ์ ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ ว่าสมเด็จพระนารายณ์มิได้ทรงตัดสินให้ประหารชีวิตพระศรีศิลป์แบบเจ็ดชั่วโคตรด้วย เพราะถ้าทำเช่นั้นก็ต้องประหารพระองค์เองตามไปด้วย เพราะทรงเป็นพระเจ้าน้าอยู่ในครอบครัวเดียวกัน พระอาจารย์พรหมท่านพิจารณาเห็นว่าการฆ่าคนที่ไม่มีความผิด เป็นจำนวนหลายสิบหลายร้อยนี้เป็นบาปหนักหนา ท่านจึงรีบขอชีวิตพวกขบถไว้เสีย ให้ส่งตัวไปเป็นคนตัดหญ้าช้างตลอดชีวิต และขอมิให้เข่นฆ่าคนที่ไม่มีผิด สมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงเชื่อฟังและยกเลิกการประหารเจ็ดชั่วโคตรนี้เสีย

               พงศาวดารเล่าต่อไปว่า หลังจากปลงพระชนม์พระศรีศิลป์ด้วยท่อนไม้จันทน์แล้ว สมเด็จพระนารายณ์ก็เสียพระทัย ที่เลี้ยงหลานชายมาอย่างดีกลับถูกทรยศ จึงทรงคิดว่า ผู้ที่จะไม่อกตัญญูต่อพระองค์นั้นจะมีได้แต่คนเดียว คือโอรสที่เกิดจากพระมเหสี จึงออกคำสั่งมิให้สนมในวังทั้งหลายมีลูก ใครตั้งครรภ์กับพระองค์ก็ทรงบังคับให้รีดลูกออกเสีย ซึ่งก็เป็นการสร้างบาปอีก เพราะสนมเหล่านี้ก็ต้องสมสู่ร่วมสังวาสกับพระเจ้าแผ่นดิน การคุมกำเนิดนั้นไม่มี ใครเคราะห์ร้ายตั้งท้องขึ้นมา ก็ถูกรีดบีบมดลูกอย่างโหดร้ายทารุณ เลือดตกมดลูกอักเสบตายกันได้เสียมากต่อมาก เรื่องนี้พระพรหมท่านก็ได้ทราบอยู่ ครั้งวันหนึ่ง นางกุสาวดี สนมเอกของพระนารายณ์ตั้งครรภ์พระนารายณ์เกิดทรงสงสารไม่อยากให้ถูกรีดลูก จึงเชิญพระพรหมนี้เจ้ามาปรึกษาในวัง ตรัสว่าทรงพระสุบินหรือฝันไป ว่านางกุสาวดีมีครรภ์พระคุณเจ้าจะว่าอย่างไรดี พระพรหมท่านเลยดุพระเจ้าแผ่นดินว่า

               “อันทรงสุบินนิมิตนี้ ดีนักหนา พระองค์จะได้พระราชโอรสเป็นกุมาร แต่กูนี้ไม่ชอบใจอยู่สิ่งหนึ่งว่า มีพระราชโอรสกับพระสนมกำนัลแล้ว ก็ให้ทำลายเสีย อันนี้กูไม่ชอบใจยิ่งนัก พระองค์มาทำดังนี้ก็เป็นบาปกรรมนั้นประการหนึ่ง ถ้าในพระอัครมเหสีและมิได้มีพระราชโอรส มีแต่พระราชโอรสในพระสนมนี้ พระองค์ก็จะทำประการใด ที่จะได้สืบศรีสุริยวงศ์ต่อไป ถ้าและพระองค์จะไม่มีพระราชบุตรและพระราชธิดา และสืบไปเบื้องหน้า และพระองค์ทิวงคตแล้วและจะได้มีผู้ใดมาสืบศรีสุริยวงศ์ต่อไป อันว่าน้ำพระทัยนี้ จะให้เสนาและเศรษฐีคหบดีและพ่อค้า ให้ขึ้นเสวยราชสืบศรีสุริยวงศ์หรือประการใด ถึงจะเป็นพระราชโอรสในพระสนมก็ดีก็ในพระราชโอรสของพระองค์ที่จะได้สืบศรีสุริยวงศ์ต่อไปอันนี้สุดแต่กุศลจะคู่ควรและไม่ควร ถ้าและพระองค์ไม่ฟังกูว่าดีร้ายกรุงศรีอยุธยาจะสูญหายจะเป็นเมืองโกลัมโกลีมั่นคง ถ้าและทำดังคำกูว่า กรุงศรีอยุธยาจะได้เป็นสุขสุภาพต่อไป”

               เพราะคำพูดคำสั่งสอนของพระพรหมนี้ สมเด็จพระนารายณ์จึงยกเว้นไม่ให้รีดมดลูกนางกุสาวดี และยกพระสนมเอกนี้ ให้อยู่ในความดูแลของพระเพทราชา ขุนนางผู้ใหญ่ บุตรที่เกิดกับนางกุสาวดีนี้ คือพระเจ้าเสือนั่นเอง”

               ถึงปลายรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์ประชวรหนัก พระเจ้าเสือตระเตรียมกำลังทหารยึดวังได้สำเร็จ และยกบิดาเลี้ยงคือพระเพทราชา ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หลังจากพระนารายณ์สวรรคตแล้ว ยังมีความจำเป็นจะต้องกำจัดบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง คือ เจ้าฟ้าอภัยทศ อนุชาของพระนารายณ์ เพราะขนบประเพณีบ้านเมืองบ่งไว้ว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตผู้ที่มีสิทธิรับราชสมบัติต่อนั้นคือพระอนุชา หรือน้องชายพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่ลูก พระเจ้าเสือจึงทำอุบายเชิญเจ้าฟ้าอภัยทศขึ้นไปหาที่เมืองลพบุรี ความจริงเจ้าฟ้าอภัยทศก็ไม่แน่พระทัยว่าควรเสด็จขึ้นไปพบหรือไม่ เพราะใคร ๆ ก็เตือนให้ระวังตัวจึงแวะเรือระหว่างทาง ที่วัดปากน้ำบางประสบ และปรึกษากับพระพรหมว่าทำอย่างไรดีสมเด็จพระนารายณ์ก็สิ้นพระชนม์ไม่มีผู้ใดจะพึ่งบุญได้อีกแล้ว พระพรหมผู้เฒ่าท่านจะแนะนำอย่างไรเราไม่ทราบเพราะพงศาวดารไม่เก็บคำพูดท่านไว้ เรารู้แต่ว่า หลังจากคุยกับพระอาจารย์เก่าของพระเชษฐาแล้ว เจ้าฟ้าอภัยทศก็เสด็จลงเรือแล่นต่อไปถึงเมืองลพบุรี จึงถูกพระเจ้าเสือจับและฆ่าเสีย

               พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

               “ส่วนผู้ถือรับสั่ง ซึ่งลงไปยังกรุงเทพพระมหานครนั้น ก็ไปกราบทูลเจ้าฟ้าอภัยทศเสร็จสิ้นทุกประการ และเจ้าฟ้าอภัยทศมิทันทราบ ในการอันเป็นคุยห์รหัส สำคัญพระทัยว่าจริง พี่เลี้ยงกราบทูลว่า อยู่แต่พระเพทราชาหลวงศรศักดิ์ และซึ่งเสด็จขึ้นไปครั้งนี้ จงระมัดระวังพระองค์จงหนัก เจ้าฟ้าอภัยทศทรงพะยักเอาแล้วก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งเร่งขึ้นไป ณ เมืองลพบุรี ครั้งไปถึงวัดพระพรหมตำบลปากน้ำโพสพ ก็เสด็จแวะเรือขึ้นหาพระพรหมครูครู่หนึ่ง แล้วนมัสการลาก็เสด็จกลับลงเรือพระที่นั่งเข้า ณ ฉนวนประจำท่า พอสมเด็จบรมราชบิดาสวรรคตเสียก่อน แล้วหน่อยหนึ่งจึงหลวงสรศักดิ์ ผู้สำเร็จราชการ ณ ที่มหาอุปราช ก็ให้ข้าหลวงไปกุมเอาพระองค์เจ้าฟ้าอภัยทศไปสำเร็จโทษเสียด้วยท่อนจันทน์ ณ ตำบลวัดทราก”

               บทบาทของพระพรหม อาจารย์ผู้เฒ่าของสมเด็จพระนารายณ์นี้เราพบครั้งท้ายสุด ในแผ่นดินของสมเด็จพระเพทราชา ตอนนั้นคงจะแก่เต็มทีแล้ว พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่าว่า หลังจากเจ้าฟ้าอภัยทศถูกประหารชีวิตไปแล้ว มีข้าหลวงเดิมของพระองค์ ชื่อธรรมเถียรมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเจ้าฟ้าอภัยทศ พอติดไฝที่ใบหน้าก็ดูเหมือนสนิทเลย นายธรรมเถียรนี้จึงเที่ยวป่าวประกาศกับชาวบ้านชาวเมืองว่า ฉันนี้คือเจ้าฟ้าอภัยทศ ถูกพระเจ้าเสือเอาตัวไปสำเร็จโทษที่วัดทราก แต่มีบุญญาภินิหารจึงไม่ตาย คนก็เชื่อเข้ามาสมัครเป็นพรรคพวกกันมากมาย แต่เมื่อนายธรรมเถียรให้คนสนิทไปนิมนต์พระพรหมจากวัดมาหา พระพรหมจึงพูดว่าเจ้าฟ้าอภัยทศนั้น มาหาท่านที่วัดเองอยู่เสมอการมาเชิญไปพบนี้แปลกผิดวิสัย จึงไม่เชื่อว่าท่านผู้นี้คือเจ้าฟ้าอภัยทศที่แท้จริง นายธรรมเถียรเลยเสียคะแนนหมดคนเชื่อถือไปหลาย

               “ลุศักราช 1046 ปีชวด ฉศก ขณะนั้น เกิดกบฎอ้ายธรรมเถียร ข้าหลวงเดิมเจ้าฟ้าอภัยทศ เป็นจลาจลในจังหวัดแขวงหัวเมืองนครนายก และอ้ายธรรมเถียรกระทำการโกหกติดไฝที่หน้าให้เหมือนเจ้าฟ้าอภัยทศ สำแดงแก่ชาวชนบทประเทศทั้งปวงว่าตัวเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศ ซึ่งเอาไปสำเร็จโทษเสีย ณ วัดทราก แขวงเมืองลพบุรีนั้นหาตายไม่ และชาวชนบทประเทศทั้งหลายที่ไม่รู้จักนั้นสำคัญว่าจริงก็เชื่อถือเข้าเป็นสมัครพรรคพวกกบฎธรรมเถียรเป็นอันมาก และกบฎธรรมเถียรขึ้นขี่ช้างพลายทางตัวหนึ่งสูงห้าศอกมีเศษ กับอ้ายคุลาทาสผู้หนึ่งเป็นควาญ พาสมัครพรรคพวกยกเข้ามาซ่องสุมคนถึงแขวงเมืองสระบุรี และแขวงขุนละคร ได้สมัครพรรคพวกเป็นอันมาก ครั้งถึงเดือนสามก็ยกมาตั้งอยู่ ณ พระตำหนักพระนครหลวงประมาณสามวัน แล้วให้คนสนิทลอบลงไปนิมนต์พระพรหม ณ วัดปากคลองช้าง ว่าเจ้าฟ้าอภัยทศเสด็จมาอยู่ ณ พระตำหนักพระนครหลวงได้สามวันแล้ว บัดนี้รับสั่งให้มานิมนต์พระผู้เป็นเจ้าขึ้นไป ครั้งพระพรหมได้แจ้งดังนั้นจึงว่าแก่ผู้ซึ่งมานิมนต์ว่า ถ้าและลูกกูยังอยู่จริงไหนเลยจะอยู่แต่ที่พระนครหลวงเล่า ก็จะลงมาถึงนี่ การทั้งนี้หากโกหกหาจริงไม่ สูเจ้าอย่าเชื่อถือ ถ้าและผู้ใดเชื่อถือมัน ผู้นั้นก็จะพลอยตายเสียเปล่าเป็นมั่นคง ผู้ซึ่งมานิมนต์ได้ยินดังนั้นก็กลับไปบอกกันต่างคนต่างแตกหนีออกเสียเป็นอันมาก ที่เชื่อถือยังอยู่นั้นก็มาก ครั้งรุ่งเช้ากบฎธรรมเถียรก็ขึ้นขี่ช้าง แวดล้อมไปด้วยพวกพลทั้งหลาย ยกจากพระนครหลวง จะลงมาตีกรุงเทพมหานคร และประกาศแก่คนทั้งหลาย ว่าตัวกูคือเจ้าฟ้าอภัยทศจะยกลงไปตีเอาราชสมบัติคืนให้จงได้”

               นายธรรมเถียรนั้น ลงท้ายก็แพ้พระเจ้าเสือ ถูกยิงด้วยปืนใหญ่ตกจากหลังช้าง ดังพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาเล่าต่อไปว่า

               “กระสุนปืนใหญ่นั้น ก็ออกไปต้องช้างซึ่งกบฎธรรมเถียรขี่มานั้น กบฎธรรมเถียรก็ตกลงจากช้าง เจ็บป่วยเป็นสาหัส ก็หนีไปเร้นอยู่ ณ วัดทะนานป่าข้าวสาร และสมัครพรรคพวกอ้ายกบฎทั้งหลายนั้น แตกฉานหนีไปทุกตำบล... ครั้งได้พรรคพวกอ้ายคิดมิชอบสิ้นเชิงแล้ว ก็ให้ประหารชีวิตอ้ายกบฎธรรมเถียร และพรรคพวกต้นเหตุทั้งปวงเสียเป็นอันมาก”

               ตามธรรมดา เวลาเราอ่านพงศาวดารฉบับต่าง ๆ จะไม่เห็นกล่าวถึงพระภิกษุเท่าไร เพราะพระสงฆ์ในพุทธศาสนานั้นไม่ค่อยจะมาจุ้นจ้านอยู่กับโลกภายนอกเหมือนพระฝรั่งเขาจึงไม่ค่อยจะมีบทบาทที่สำคัญเท่าไรในประวัติศาสตร์ จะมีข้อยกเว้นก็คือเจ้าพระฝาง ซึ่งเป็นทั้งภิกษุและแม่ทัพรบ ต่อสู้กับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอยู่เป็นเวลานาน

               พระพรหมนี้ พระราชพงศาวดารฉบับต่าง ๆ กล่าวถึงหลายครั้งหลายตอน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จะต้องเป็นภิกษุผู้เฒ่าสำคัญที่เจ้านายผู้ปกครองประเทศในสมัยนั้น เคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อพงศาวดารกล่าวถึงครั้งสุดท้ายนั้น บอกว่าอยู่ที่วัดปากคลองช้าง มิใช่วัดปากน้ำประสบเหมือนแต่ก่อน ไม่ทราบว่าย้ายวัดหรือเปล่าแต่คุณธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีเก่ากรมศิลปากร ท่านอธิบายว่าวัดปากคลองช้าง อาจเป็นวัดเขาดินที่มีนามในบัดนี้ว่าวัดวรนายกรังสรรค์ อำเภอบางประหัน ซึ่งมีผู้ยืนยันว่าแต่เดิมเป็นวัดปากน้ำประสบ หรือวัดปากน้ำโพสพของพระอาจารย์พรหมที่กล่าวถึงนี้

               เรื่องของพระอาจารย์พรหม ภิกษุเฒ่าวัดปากน้ำประสบผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ถึงแม้จะเป็นเพียงเจ้าอาวาสในวัดบ้านนอกเล็ก ๆ จึงมีเล่าสู่กันฟังเพียงเท่านี้