Get Adobe Flash player

วันลอยกระทง โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ความสำคัญ

เป็นประเพณีที่สำคัญที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 การลอยกระทงนั้นมีความเชื่อหลายประการ ได้แก่ บูชาพระเกศแก้วจุฬามหาบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ บูชารอยพระพุทธบาทที่ประดิษฐาน ณ ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที หรือเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคาที่ใช้น้ำในการอุปโภคและบริโภค รวมถึงในบางครั้งอาจมีการทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลองอีกด้วย แต่การลอยกระทงนั้นควรที่จะใช้กระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อไม่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม อีกทั้งจะได้ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะในแม่น้ำลำคลองด้วย

ประวัติ

ประเพณีการลอยกระทงจากหลายหลักฐานพบว่าเป็นประเพณีที่มีมานานกว่า 3,000 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ที่ศาสนาพราหมณ์ ลอยกระทงเพื่อบูชาพระนารายณ์บรรทสินธุ์กลางมหาสมุทร

ในส่วนของศาสนาพุทธ ครั้งสมัยพุทธกาลมีเรื่องเล่าว่า “พญานาคทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมในนาคพิภพ เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับ พญานาคขอทูลอนุสรณ์เพื่อสำหรับกราบไหว้บูชา พระพุทธเจ้าจึงทรงโปรดประทับรอยพระบาทไว้ ณ ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที ในชมพูทวีป เพื่อเป็นที่สักการะแก่พญานาค” ต่อจากนั้นพุทธศาสนิกชนจึงมีพิธีกรรมการลอยกระทง เพื่อสักการะรอยพระบาทในนาคพิภพ รวมถึงขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ใช้น้ำในการอุปโภคและบริโภค อีกทั้งอาจทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง

ในส่วนของประเพณีลอยกระทงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จากหลักฐานพบว่าเริ่มตั้งแต่ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1(ลิไท) หรือพระร่วงเจ้า ตามที่ปรากฏหลักฐานในหนังสือ นางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ดังต่อไปนี้

“พอถึงการพระราชพิธีจองเปรียง(พิธีลอยกระทงนั้นเอง) ในวันเพ็ญเดือน 12 เป็นนักขัตฤกษ์ชักโคมลอยโคม บรรดาประชาชนชายหญิงต่างตกแต่งโคมชัก โคมแขวน โคมลอยทุกตระกูลทั้งพระนคร แล้วก็ชวนกันเล่นมหรสพสิ้นสามราตรีเป็นเยี่ยงอย่าง แต่บรรดาข้าเฝ้าราชบุรุษนั้นต่างทำโคมประเทียบบริวารวิจิตรด้วยลวดลายวาดเขียนเป็นรูปและสัณฐานต่างๆ ประกวดกันมาชักแขวนเป็นระเบียบเรียบรายตามแนวโคมชัยเสาระหงตรงหน้าพระที่นั่งชลพิมาน ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงพระราชอุทิศสักการะบูชาพระมหาเกศธาตุจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์ ฝ่ายพระสนมกำนัลก็ทำโคมลอยร้อยด้วยบุปผชาติเป็นรูปต่างๆประกวดกัน ถวายให้ทรงอุทิศบูชาพระบวรพุทธบาท ซึ่งประดิษฐานยังนัมมทานที และข้าน้อยก็กระทำโคมลอยคิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมพระสนมกำนัลทั้งปวง จึ่งเลือกผกาเกสรศรีต่างๆประดับเป็นรูปดอกกระมุท บานกลีบรับแสงพระจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย แล้วก็เอาพฤกษาดาชาติมาแกะจำหลักเป็นรูปมยุราคณานกวิหคหงส์ ให้จับจิกเกสรบุปผชาติอยู่ตามกลีบดอกกระมุท เป็นระเบียบเรียงวิจิตรไปด้วยสีย้อมสดใสควรจะทอดทัศนายิ่งนัก ทั้งเลียบแซมเทียนธูปและประทีปน้ำมันเปรียงเจือด้วยไขข้อพระโค...”

(อ่านต่อฉบับหน้า)