Get Adobe Flash player

ว่าด้วยเรื่อง “ศักราช” โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ในสมัยก่อนๆ คนไทยเราจะยึดถือวันขึ้นปีใหม่กันเป็นประเพณีคือในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 หรือวันสงกรานต์ คือวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ต่อมาก็ได้เปลี่ยนแปลงมาใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยเราตามแบบสากลนิยมเรื่อยมา เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.2484 เป็นปีแรก โดยเฉพาะปี พ.ศ.2483 จึงมีไม่ครบ 12 เดือน ขาดหายไปถึง 3 เดือน ในปีนั้นคงเหลือเดือนอยู่เพียง 9 เดือน

ตามหลักฐานในหนังสือพระราชพิธี 12 เดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5) ทรงอธิบายรายละเอียดชี้แจงไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องเปลี่ยนชื่อหรือนามปีหมุนเวียนกันไปตามนักกษัตร ดังนี้ 1.ปีชวด 2.ปีฉลู 3.ปีขาล 4.ปีเถาะ 5.ปีมะโรง 6.ปีมะเส็ง 7.ปีมะเมีย 8.ปีมะแม 9.ปีวอก 10.ปีระกา 11.ปีจอ 12.ปีกุน เรียงกันตามลำดับดังนี้มาโดยตลอดเหมือนอย่างแต่ดั้งเดิมมา แต่ในวันที่ใช้เป็นวันขึ้นปีใหม่กันอยู่ทุกวันนี้ยังไม่เปลี่ยนศักราชตามอย่างสากล ยังถือศักราชทางไทยอยู่โดยตลอดมา ตามแนวทางของโหราศาสตร์ของไทยจะต้องนับจากการโคจรของพระอาทิตย์ที่จะยกเข้าสู่ราศีเมษเมื่อใดนั่นแหละจึงจะนับเป็นวันเถลิงศกในการขึ้นศักราชใหม่ทางแนวทางพุทธศาสนา

ศักราชที่คนไทยนิยมกันมี 4 อย่าง

ในด้านศักราชของไทยที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ มีอยู่ถึง 4 แบบ 4 อย่างด้วยกัน ก็ล้วนแล้วแต่จะต้องมีที่มาด้วยกันทั้งนั้น พวกเราชาวไทยทั้งหลายจึงควรจะต้องทำความเข้าใจกันเอาไว้ให้ถูกต้อง เพื่อจะให้เกิดประโยชน์ในความทรงจำและในการศึกษาของเยาวชนรุ่นหลังจะได้มีความรู้แตกฉาน

1.พุทธศักราช ได้เริ่มนับและเริ่มใช้กันเรื่อยมาตั้งแต่ในวันเพ็ญกลางเดือน 6 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานไปแล้ว ก็ได้เริ่มนับใช้พุทธศักราชเป็นต้นมาจากวันเพ็ญกลางเดือน 6 ปีมะเส็งเป็นปีแรก ต่อเนื่องมาถึงในวันเพ็ญกลางเดือน 6 ของปีมะเมีย จึงจะนับได้เป็นศักราชที่ 1 และเริ่มขึ้นพุทธศักราชที่ 2 ใหม่ต่อไป เท่าที่คนไทยเราได้ใช้พระพุทธศักราชกันอยู่ในขณะนี้ ควรจะต้องลดลงไป 1 ปี จึงจะสมบูรณ์

2.มหาศักราช ตามประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดียได้ระบุเอาไว้ว่า เมื่อครั้งที่พระเจ้าศาลิวาหนะ ได้ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นผู้นำในประเทศอินเดีย ศักราชที่ได้มีการนับใช้กันมาแต่ก่อนในประเทศอินเดีย เรียกว่า “สังวัตสร” และก็ได้เรียกใช้กันได้ไม่นานเท่าใดนัก จึงลงมติเห็นชอบกันว่าควรจะหันกลับมาเรียกศักราชตามเดิม คำว่ามหาศักราชจึงได้เริ่มระบาดเข้ามาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว และก็เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปีชวด พ.ศ.621 ถ้าหากว่าผู้ใดต้องการจะทราบว่ามหาศักราชดังกล่าวมีอายุได้เท่าไหร่ ก็ให้นำเอา พ.ศ.ตั้งขึ้น แล้วลบออกด้วย 621 จึงจะทราบได้ว่ามหาศักราชเท่าไหร่

3.จุลศักราช ได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศมอญ ประเทศพม่า ประเทศเขมร ก็นับเป็นเวลาช้านานเหลือหลาย จนกระทั่งพระสังฆราชบุพโสระหัน แห่งประเทศพม่า ได้คิดขึ้นมาเมื่อวันเถลิงศกของสงกรานต์ในเดือน 5 หรือเดือนเมษายน ในปีกุน ตรงกับพ.ศ.1182 แต่ก็ควรที่จะหักเอาปีที่ตั้ง พ.ศ.ออก 1 ปี ก็จะเหลือเพียง 1181 เท่านั้น สำหรับนำเอามาลบออกจาก พ.ศ.ที่เหลือจากผลลบก็จะเป็นจุลศักราชอย่างถูกต้องและครบถ้วนบริบูรณ์แน่นอน เช่น ท่านอยากทราบว่าปีนี้จุลศักราชเท่าไหร่ ก็ให้เอา พ.ศ.ตั้ง

สมมติว่า 2541 แล้วก็ให้เอาหมายเลข 1181 ดังที่ได้กล่าวแล้วเป็นตัวลบออก 1181 ก็จะทราบได้ทันทีในผลลัพธ์ที่แน่นอนที่เป็นจุลศักราชในปีนี้ คือ 1360

(อ่านต่อฉบับหน้า)