Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ความสำคัญของชาวเปอร์เซีย โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

                ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนารายณ์กษัตริย์ไทย จึงทรงเลิกแต่งพระองค์ด้วยภูษาไทยและเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าอิหร่านซึ่งประกอบด้วยเสื้อคลุมยาว กางเกงขายาว เสื้อชั้นใน ถุงเท้า และรองเท้าและเมื่อข้าราชบริพารทูลถามว่า “ทรงพระประสงค์ที่จะคาดอาวุธอันใด” พระองค์ก็ทรงตอบว่า “อาวุธที่จะคาดจะต้องเหมาะสมแก่ฐานะเรานั้นถือว่ากริชของเปอร์เซียนั้นเหมาะสมแก่เอวของเรา” สิ่งเดียวที่พระองค์มิได้ปฏิบัติเช่นแขกทั้งหลาย คือมิได้คลุมผ้าบนเศียร เพราะว่าผ้านั้นหนักเกินไป

                เราคนไทยอ่านแขกเขาพรรณาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขันว่าเขาชมฝ่ายเขาเองมากไปหน่อยกระมัง ถึงกับบันทึกไว้ว่าพระเจ้าแผ่นดินไทยชอบแต่งตัวแบบแขกทีเดียว แต่เมื่อคิดพิจารณาดูแล้ว ก็เป็นไปได้ว่า ที่แขกเขาเขียนไว้นี้ อาจจะมีความจริงอยู่บ้าง เพราะสมเด็จพระนารายณ์เคยทรงคบค้าสมาคมใกล้ชิดกับกลุ่มชนชาวอิหร่านในกรุงศรีอยุธยามาแต่เด็กถึงกับชอบเสวยอาหารแขก ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าในบางกรณีอาจจะทรงสวมเสื้อผ้าแขกบ้างโดยเฉพาะเวลาต้อนรับเลี้ยงดูคณะทูตที่พระเจ้ากรุงสุลัยมานส่งมาเจริญไมตรี

                ผู้เขียนเองเคยเห็นภาพใบหนึ่ง ที่ฝรั่งวาดไว้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และยืนยันว่าเป็นภาพของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกษัตริย์ไทย มีหนวดยาวผมยาว อาจจะเป็นภาพที่ฝรั่งวาดส่งเดช แต่ก็อาจจะเป็นได้ว่า คนที่วาดภาพนี้ เคยเข้าเฝ้าพระนารายณ์ และเห็นพระองค์ทรงเครื่องแบบแขกอิหร่านจึงจดจำมาวาดแบบนี้

                หนังสือแขกเล่าต่อไปว่า นายอาคามูฮัมมัดนี้ ได้นำชายฉกรรจ์ 200 คนมาสู่กรุงสยาม เป็นแขกอิหร่านที่บุกบั่นผจญภัยมาถึงประเทศอินเดีย และรับจ้างเป็นทหารม้ารับใช้พระเจ้ากรุงสยามต่อไป ทหารเหล่านี้มีเงินบำเหน็จเป็นค่าระหว่าง 12 ถึง 20 ทูมัน (เทียบเท่าอะไรไม่ทราบ) ต่อปี ทุกคนได้รับพระราชทานบ้านหนึ่งหลัง ม้าหนึ่งตัว อานม้าหนึ่งอัน และนอกจากนั้นพระเจ้าแผ่นดินไทยยังทรงประทานชาวไทยสองคนให้เป็นขี้ข้าทหารแขกนี้ รวมทั้งหมดทหารแขกอิหร่านสองร้อยคนมีชาวบ้านไทยถูกบังคับให้เป็นข้าทาสรับใช้สี่ร้อยคน คนไทยเหล่านี้ถูกพรากจากพี่น้องและครอบครัวมาทำหน้าที่รับใช้คนต่างชาติ