Get Adobe Flash player

ทำบุญวันมาฆบูชา (จบ) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

พระราชพิธีการกุศลในวันมาฆบูชานี้ ในสมัยก่อนๆก็มิได้เคยจัดทำกันมาก่อน จะมาเริ่มมีขึ้นก็ในสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4)

พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริว่า ในวันเพ็ญกลางเดือน 3 เป็นวันที่พระจันทร์ได้เข้ามาเสวยมาฆฤกษ์ เคยมีเหตุการณ์ที่มีความสำคัญที่ได้เกิดขึ้นมาทางพระพุทธศาสนาเมื่อในอดีต จึงได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำพระราชพิธีขึ้นเป็นพุทธบูชา เมื่อวันเพ็ญกลางเดือน 3 ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2394 ในพระบรมมหาราชวัง และที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว สนามหลวง) จัดขึ้นมาในครั้งนั้นเป็นปีแรก พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่จำนวน 30 รูป เข้ามาสวดเจริญพระพุทธมนต์ในพระอุโบสถ พร้อมทั้งทรงให้สวดพระคาถาพระปาติโมกข์ทั้งภาษาบาลีและแปลเป็นภาษาไทยด้วย ทรงจุดเทียนเรียงรายตามราวโดยรอบพระอุโบสถ รวมได้เป็นจำนวนถึง 1,250 เล่ม ทรงเครื่องกัณฑ์ด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึง พร้อมทั้งขนมต่างๆอีกมากมาย เป็นเครื่องบูชาพระปาติโมกข์ หลังจากนั้นก็ทรงรับสั่งให้มีมโหรีมาประโคม ครั้นถึงในเวลาค่ำก็ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จุดดอกไม้เพลิงเป็นพุทธบูชาที่สนามหลังพระที่นั่งไชยชุมพล มีพุ่มดอกไม้เทียน 3 ชั้น จำนวน 10 ต้น และ 5 ชั้นอีก 10 ต้น ต้นไม้กระถางใหญ่อีก 10 ต้น กระถางเล็ก 6 ต้น ต้นไม้คู่อีก 6 คู่ ไฟพะเนียงกระบอกรวม 23 กระบอก และไฟพะเนียงไข่อีก 20 ใบ

พระราชกุศลวันมาฆบูชานี้ ในสมัยก่อนทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีที่ใหญ่โตมาก ในยุคต่อมาทางราชการก็ได้สั่งให้งดความฟุ่มเฟือยในบางสิ่งบางอย่างให้ขาดหายออกไปบ้าง เพื่อจะเป็นการประหยัดไฟฟ้า และเครื่องใช้สิ่งประกอบพิธี มาถึงในยุคปัจจุบันทุกวันนี้ คงมีเหลืออยู่แต่เพียงพวกประทีป(โคมไฟ)ของกระทรวง ทบวง กรม องค์การ และสถาบันต่างๆ รวมไปถึงตัวบุคคลผู้ที่มีเกียรติในชั้นผู้ใหญ่ นำเอามาแขวนไว้เพื่อจะให้เป็นพุทธบูชาแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น พิธีการต่างๆจึงไม่นิยม นอกจากการทำบุญตักบาตร

และสำหรับพิธีของพวกชาวบ้านประชาชนธรรมดาๆ เนื่องในวันมาฆบูชานี้ ในช่วงเช้าก็มักจะพากันไปทำบุญตักบาตรกันตามวัดหรือตามสถานที่ๆได้จัดให้มีงานการทำบุญตักบาตรนี้ขึ้นมา หรือบางคนก็ได้จัดนำอาหารไปถวายพระที่วัด แล้วก็ได้รับศีลฟังพระธรรมเทศนากันอย่างเนืองแน่นในแต่ละวัด พอถึงเวลากลางคืนของวันมาฆบูชานั้น ก็จะมีประชาชนนำเอาดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัย พากันไปประชุมกันพร้อมเพรียงอยู่ที่วัด เพื่อจะได้ทำพิธีกรรมทางศาสนาพร้อมๆกันกับพระสงฆ์

หลังจากนั้นพระสงฆ์ก็จะแสดงพระธรรมเทศนาจาตุรงคสันนิบาตคาถาโปรดบรรดาศาสนิกชนทั้งหลายที่ได้พร้อมใจกันมาร่วมในงานพิธีกับทางวัด เพื่อที่จะได้มอบผลบุญกุศลให้กับผู้ที่ได้เข้าไปร่วมพิธีโดยทั่วถึงกัน จะได้ระลึกถึงในความดีงามหรือคุณงามความดีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มากยิ่งๆขึ้นไปอีก จะได้บังเกิดจิตเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาให้ยาวนาน หลังจากที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็จะทำพิธีทักษิณาวัฏพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป ด้วยการเวียนเทียนพร้อมๆกัน 3 รอบพระอุโบสถ ครั้นกระทำการประทักษิณพิธีเสร็จแล้ว ก็นำดอกไม้ธูปเทียนไปปักบูชาตรงหน้าพัทธสีมาหน้าพระอุโบสถหรือในสถานที่ปักธูปเทียนที่ทางวัดจัดเอาไว้รับรองก็ได้ ไหว้บูชาพระรัตนตรัยอีกครั้งหนึ่งแล้วอธิษฐานขอในสิ่งที่ต้องการกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามความปรารถนาที่มุ่งมั่นด้วยจิตใจที่แน่วแน่ในสิ่งที่เป็นสิริมงคล ให้ทรงโปรดประทานพระพรมาให้สมกับความปรารถนา เพียงเท่านั้นก็เป็นอันว่าเสร็จพิธี จึงแยกย้ายกันกลับ