Get Adobe Flash player

ทำบุญในวันวิสาขบูชา (2) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

เสด็จเข้าในพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนและเครื่องนมัสการบูชา ทรงนมัสการพระบรมรูปองค์ปฐมบรมกษัตริย์และพระบรมจักรีวงศ์ทุกๆรัชกาล ทรงพระสุหร่าย เสร็จแล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินไปกระทำทักษิณาวัฏรอบๆพระอุโบสถภายในกำแพงแก้ว

พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็เดินตามเสด็จในขณะที่ทรงเวียนเทียนนั้น ก็ทรงจุดเทียนรายรอบพระอุโบสถอีกด้วย เมื่อครบสามรอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงเสด็จกลับขึ้นพระอุโบสถ เพื่อทรงฟังพระธรรมเทศนาต่อไปอีก โดยเฉพาะปัจจัยเครื่องไทยธรรมเนื่องในพระราชกุศลในวันวิสาขบูชานี้ก็จะต้องมีเทียน ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เทียนรายรอบที่พระพุทธรัตนสถาน หนัก 6 สลึง เป็นจำนวนถึง 600 เล่ม และที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามอีก 3,000 เล่ม พร้อมกันนั้นก็ยังพระราชทานให้วัดบวรนิเวศ วัดราชประดิษฐ์ วัดราชบพิธ จะใช้เทียนรุงวัด 2 คู่ เทียนรายอีกวัดละ 500 เล่ม มองดูรุ่งโรจน์ชัชวาลไปทั่วทุกๆอาราม ก็จะนับได้ว่า พิธีพระราชกุศลเนื่องในวันวิสาขบูชานี้เป็นพิธีพระราชกุศลที่ยิ่งใหญ่มาก จึงนับได้ว่าเป็นพระราชพิธีที่ทรงไว้เพื่อขัตติยราชประเพณี และเพื่อความเจริญรุ่งโรจน์ของพระบวรพุทธศาสนา เพื่อจะให้มีความเจริญสถาพรให้ยาวนานสืบไป

สำหรับพิธีการทางศาสนาของพวกชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆเท่าที่มีกันอยู่โดยทั่วไป พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่เคร่งครัดในพระพุทธศาสนาได้จัดพิธีเนื่องในงานวันวิสาขบูชานี้ ด้วยการทำบุญตักบาตรตามวัดต่างๆโดยทั่วไปในตอนเช้า พร้อมทั้งนำเอาเครื่องสักการะบูชา เช่น ดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง ธูปเทียน ไปทำพิธีในวันวิสาขบูชานี้ด้วยโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อผ่านจากการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าแล้ว ตอนบ่ายก็มักจะได้รับฟังพระธรรมเทศนาจากพระสงฆ์ และในตอนค่ำก็จะทำพิธีในการแห่เทียนทักษิณาวัฏเวียนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ ให้ภาวนาพระพุทธคุณในรอบที่หนึ่ง ภาวนาพระธรรมคุณในรอบที่สอง ภาวนาพระสังฆคุณในรอบที่สาม  ให้เป็นอารมณ์ในขณะที่กำลังเดินเวียนเทียนรอบโบสถ์อยู่นั้น เมื่อครบ 3 รอบแล้ว ก็เข้าไปประชุมกันในพระอุโบสถเพื่อจะฟังธรรมต่อไป ก็เป็นอันว่าครบถ้วนตามพิธีการทางศาสนาในวันวิสาขบูชาอย่างถูกต้องและเป็นมงคลกับชีวิตและครอบครัว

ประวัติโดยละเอียดของวันวิสาขบูชา

ประสูติ – พระพุทธเจ้าประสูติ ร สวนลุมพินีวัน อยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ แค้วนสักกะ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองลุมมินเด ประเทศเนปาล) ในตอนเช้าของวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี

พระพุทธเจ้าเป็นพระโอรสในพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และพระนางสิริมหามายา เมื่อพระมารดาตั้งครรภ์ใกล้กำหนดคลอด ทรงทูลลาพระเจ้าสุทโธทนะกลับไปยังกรุงเทวทหะ ด้วยตามประเพณีโบราณผู้หญิงไม่สามารถคลอดบุตรที่บ้านสามีได้ ต้องเดินทางกลับไปคลอดยังบ้านเกิดของตน พระนางจึงโดยเสด็จทางสถลมารค(ทางบก) พร้อมด้วยข้าราชบริพารในเวลาเช้าตรู่เพื่อให้ถึงกรุงเทวทหะในเวลาค่ำวันเดียวกัน เมื่อพระนางเสด็จมาถึงบริเวณสวนลุมพินีวันระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ พระนางทรงเจ็บพระครรภ์ ข้าราชบริพารทั้งหลายจึงจัดสถานที่บริเวณสวนลุมพินีวันเพื่อเป็นสถานที่ประสูติ พระพุทธเจ้าประสูติในตอนเช้าของวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติออกจากพระครรภ์ของพระมารดา ทรงหันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร เสด็จพระราชดำเนินไป 7 ก้าว แล้วประทับยืนพร้อมทั้งเปล่งวาจาออกซึ่งอาสภิวาจาพรหมโวหารเป็นภาษิตของบุรุษวิเศษอาชาไนยว่า

“เราเป็นผู้เลิศเป็นยอดแห่งโลก เราเป็นผู้เจริญแห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก ความบังเกิดชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ความบังเกิดอีกมิได้มี”

เมื่อประสูติได้ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาทรงเชิญพราหมณ์ 8 คน มาทำพิธีทำนายดวงชะตาและขนานพระนามว่า “สิทธัตถะ” หมายถึง มีความต้องการสำเร็จ

(อ่านต่อฉบับหน้า)