Get Adobe Flash player

วันดำรงราชานุภาพ ๒๑ มิถุนายน โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

เพื่อระลึกถึง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นกำลังสำคัญของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ในการพัฒนาประเทศให้ได้รับความเจริญก้าวหน้า อีกทั้งทรงเป็นที่ปรึกษาสำคัญในการทำให้ประเทศรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติในสมัยนั้นด้วย และทรงได้รับการถวายพระนามว่า “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ประสูติเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2405 ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาชุ่ม ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกสำหรับภาษาไทยจากสำนักคุณแสง และคุณปาน ภาษาบาลีจากสำนักพระยาปริยัติธรรมธาดา(เปี่ยม) และหลวงธรรมนุวัติจำนง(จุ้ย) และภาษาอังกฤษจากสำนักโรงเรียนหลวง ซึ่งมีนายฟรานซิส ยอร์ช แปทเตอร์สัน เป็นพระอาจารย์ ต่อมาทรงศึกษาวิชาทหารในสำนักหลวงรัฐรณยุทธ์ เมื่อพระชนมายุได้ 14 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อย กรมทหารมหาดเล็ก

เมื่อทรงสำเร็จการศึกษา ทรงเข้ารับราชการเป็นทหารในตำแหน่งนายร้อยตรี บังคับกองแตรวง กองทหารมหาดเล็ก ทรงได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งกระทรวงธรรมการ(มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์และการศึกษาโดยทั่วไป) ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดี จนเป็นที่พอพระทัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเป็นเวลานานถึง 23 ปี เมื่อทรงลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยด้วยประชวรจนพระวรกายทรุดโทรมอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทย เมื่อทรงรักษาอาการจนพระวรกายเป็นปกติแล้วจึงทรงเข้ารับราชการอีกครั้งหนึ่งในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร(มีหน้าที่เกี่ยวกับงานพิธีต่างๆในพระราชสำนัก) ต่อมากระทรวงนี้ได้ยกเลิกไป ในปีพ.ศ.2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงก่อตั้งราชบัณฑิตยสภาขึ้น จึงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาพระองค์แรก ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับหอสมุดพระนครและพิพิธภัณฑสถาน ในปีพ.ศ.2472 ได้รับพระราชทานอิสริยยศพระบรมวงศ์ต่างกรมเป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์

หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จไปประทับที่เกาะปีนัง เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายทางการเมือง ต่อมาเสด็จกลับประเทศไทยด้วยทรงประชวรด้วยโรคพระหทัยพิการ และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2486 รวมพระชนมายุได้ 81 พรรษา

ทรงเป็นกำลังสำคัญของรัชกาลที่ 5 ในการรักษาเอกราชไว้ได้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2435 ทรงต้องรับภาระในการบริหารงานอย่างหนัก ด้วยเป็นระยะแห่งการปฏิรูปการปกครอง เนื่องด้วยก่อนหน้านั้นประเทศไทยยังปกครองแบบมีหัวเมืองประเทศราช มีเจ้าเมืองปกครองดินแดนของตนอย่างเป็นอิสระ แต่ต้องแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และต้องรับรองว่าดินแดนที่ตนปกครองอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย การปกครองเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศได้สะดวก อีกทั้งในยุคนั้นเป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก หัวเมืองประเทศราชซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นดินแดนที่อยู่รอบนอกสุดของราชอาณาจักรเกือบทุกด้าน เป็นการง่ายที่ชาติตะวันตกจะยึดเป็นอาณานิคม แม้ต่อมาพระมหากษัตริย์จะทรงส่งเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ไปปกครอง แต่เนื่องจากอยู่ห่างไกลจึงยากที่จะควบคุมให้อยู่ในพระราชอำนาจได้ อีกทั้งการปกครองก็ไม่มีระเบียบแบบแผนที่แน่นอน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองเห็นจุดอ่อนในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียเอกราชได้อย่างง่ายดาย จึงทรงมอบนโยบายให้กับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ที่รับนโยบายทั้ง 4 ประการมาปฏิบัติ ได้แก่

1.ให้แก้ลักษณะการปกครองแบบประเทศราช มาเป็นแบบพระราชอาณาจักรของประเทศไทยรวมกัน

2.ให้รวมการบังคับบัญชาหัวเมือง ซึ่งเคยแยกกันอยู่ 3 กรม คือ มหาดไทย กลาโหม และกรมท่า ให้มารวมกันอยู่ในกระทรวงมหาดไทยแต่เพียงกระทรวงเดียว

3.ให้จัดรวมหัวเมืองต่างๆเป็นมณฑลตามสมควรแก่ภูมิประเทศให้สะดวกแก่การปกครอง โดยมีสมุหเทศาภิบาลบังคับบัญชาทุกมณฑล

4.การเปลี่ยนแปลงที่ทรงพระราชดำรินี้ ให้ค่อยจัดทำไปเป็นขั้นๆ มิให้เกิดความยุ่งเหยิงในการที่จะเปลี่ยนแปลง

ทรงดำเนินงานตามนโยบายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนได้รับความสำเร็จไปได้ด้วยดี โดยทรงริเริ่มการปกครองในแบบ มณฑลเทศาภิบาลปกครองท้องที่ คือยกเลิกหัวเมืองประเทศราชทั้งหมด จัดตั้งหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เมือง และมณฑล ซึ่งเป็นการรวมอำนาจทั้งหมดมาอยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดเอกภาพในการบริหารประเทศให้เกิดความสงบเป็นระเบียบแบบแผนมากขึ้น การเปลี่ยนแบบแผนการปกครอง ทำให้ประเทศไทยสามารถรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของต่างชาติ