Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ความสำคัญของชาวเปอร์เซีย (ตอนจบ) โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

                แต่นายฮาจิ ซาลิมนี้เคราะห์ร้าย เพราะเมื่อกลับคืนสู่กรุงสยามก็โดนจับตัวเข้าคุก เพราะเจ้าพระยาวิชเยนทร์ฟ้องสมเด็จพระนารายณ์ว่า ส่งนายฮาจินี้ไปถึงกรุงอิหร่านเสียเงินหลวงไปถึง 5,000 ทูมัน ราชทูตผู้นี้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ผลแม้แต่นิดเดียว ระหว่างพำนักอยู่ที่กรุงเปอร์เซียก็ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ซ้ำเมื่อเงินหมด ยังไปขอยืมตังค์จากพ่อค้าชาวอังกฤษและฮอลันดาอีกถึง 1,000 ทูมัน และบอกว่าพระเจ้าแผ่นดินสยามจะใช้คืนให้ ครั้งลงเรือสำเภาข้ามทะเลมาถึงกรุงสยาม ก็เรียกได้ว่ากลับมาตัวเปล่า มิได้นำทรัพย์สมบัติเพชรนิลจินดาหรือสินค้าจากพระเจ้าสุลัยมานมาถวายสมเด็จพระนารายณ์เลย

                เมื่อพระนารายณ์ทรงสอบถามแขกอื่น ๆ ที่ติดตามนายฮาจิ ซาลิมไปเฝ้าพระเจ้าสุลัยมาน ก็ได้ความว่า นายฮาจิได้มุบมิบเงินหลวงไปหลายพันทูมัน นอกจากนั้นท่านยังได้แอบเอาสินค้าส่วนตัวใส่เรือสำเภาไปขายที่กรุงเปอร์เซียอีกด้วย รวมความว่าแขกคนนี้ก็หลอกต้มฝ่ายไทยเช่นเดียวกับแขกอื่น ๆ อีกหลายคน แต่มีความโง่เขลาที่บากหน้ากลับมากรุงสยามเลยถูกจับเข้าตะรางไป

                แต่ขณะนั้น คณะทูตอิหร่านของพระเจ้าสุลัยมานยังพักอยู่ที่กรุงศรีอยุธยานายฮาจิจึงรอดตัวไม่ถูกทำโทษถึงชีวิต สมเด็จพระนารายณ์ทรงเกรงพระทัยคณะทูตแขก จึงส่งตัวนายฮาจินี้ มาให้คณะทูตอิหร่านพิจารณาและสืบสวนความจริงเอง เมื่อมีการตรวจบัญชีกันอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ยังปรากฎว่าเงินหายไปไหนไม่ทราบอีก 2,000 ทูมัน นายฮาจิเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่า เอาไปใช้จ่ายทำอะไร ผู้เขียนอ่านแล้ว มีความรู้สึกว่า แม้ในสมัยอยุธยาก็มีการโกงเงินหลวงกันตามสบาย เรื่องคอรัปชั่นนี้ ดูจะเป็นขนบประเพณีซึ่งมีอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่ครั้งโบราณ

                หนังสือแขกบรรยายเกี่ยวกับชนชาติอิหร่านในเมืองไทยว่า

                “ชาวเปอร์เซียที่เดินทางเข้าสู่กรุงสยามนั้น นับได้ว่าเป็นคนชั้นต่ำที่สุด และคนเหล่านี้ได้ปฏิบัติตนอย่างไร้ความสำรวมและความเหมาะสม จนเป็นเหตุให้ฝ่ายไทยหมดความไว้วางใจมีผลให้เขาเหล่านี้ต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง และถูกพระเจ้าลงโทษอยู่บ่อยครั้ง นายฮาจิ ซาลิมผู้น่าสงสาร ต้องรับเคราะห์เพราะความชั่วที่คนอื่นได้ก่อไว้ แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ก็ไม่น่าจะโทษคนอิหร่านแต่ฝ่ายเดียว เพราะสถานการณ์ในกรุงสยามนั้นเปรียบเหมือนสุภาษิตที่กล่าวว่าน้ำสกปรกนั้นจะไหลมาจากลำธารที่บูดเน่า หรือสุภาษิตที่ว่า ปลาเก่านั้นจะเริ่มเน่าที่หัว ไม่ใช่ที่หาง นี่เป็นคำพูดที่บรรยายถึงลักษณะของกรุงสยามได้ดี เพราะทำไมเล่า พระเจ้าแผ่นดินจึงไว้พระทัยมอบอำนาจให้อยู่ในมือของคนชั้นต่ำเช่นนี้ ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงสืบสอบให้ละเอียด เพื่อจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอุปนิสัยและคุณสมบัติของคนเหล่านี้ เมื่อแต่งตั้งคนชั่วให้มีอำนาจและหลังจากกาลเวลาผ่านไปเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกเสียพระทัย และตีโพยตีพายบ่นว่าเป็นเคราะห์กรรมของตนเอง”

                เรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์และแขกอิหร่านนี้มีเล่าไว้ในประวัติศาสตร์ไทยอยู่บ้างเหมือนกัน หลวงวิจิตรวาทการท่านเขียนไว้ในประวัติศาสตร์สากล เล่มที่ 3 ว่า

                “เจ้าพระยาโกษาเหล็กเห็นวิชเยนทร์เป็นคนเฉลียวฉลาดจึงให้เข้ารับราชการอยู่ในกรมพระคลังสินค้า ทำหน้าที่สมุหบัญชี วิชเยนทร์เคยค้าขายเข้าใจเล่ห์เหลี่ยมของพ่อค้า ในไม่ช้าก็แสดงให้เห็นความสามารถอย่างดี ครั้งหนึ่งพวกพ่อค้าแขกมาทวงเงินซึ่งอ้างว่าพระคลังสินค้าเป็นลูกหนี้อยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าพระยาโกษาเหล็ก ให้วิชเยนทร์สอบบัญชี กลับได้หลักฐานว่าพวกพ่อค้าเป็นหนี้พระคลังสินค้าจึงเรียกร้องได้เงินเข้าพระคลัง เจ้าพระยาโกษาเหล็กกราบทูลความชอบอันนี้แก่สมเด็จพระนารายณ์ จึงทรงตั้งเป็นหลวงวิชเยนทร์”

                พงศาวดารฉบับคำให้การขุนหลวงหาวัด ก็กล่าวถึงความเกลียดชังซึ่งขุนนางแขกมีต่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ไว้ว่า

                “ครั้งอยู่มาครั้งหนึ่ง พระยาวิชเยนทร์จึงคิดขุดอุโมงคิดขุดดินที่ในตึกตัวอยู่นั้น ขุดรุกเข้าไปจะให้ถึงในพระราชวัง อันความทั้งนี้มิได้ลับจึงรู้ไปถึงเสนาบดีผู้ใหญ่ เจ้าพระยาราชวังสรรค์เสนีกับพระยาเสียนขัน (ฮุเซนข่าน) ทั้งสองคนจึงพากันเข้าไปทูลความที่วิชเยนทร์คิดอ่านทำการทั้งปวง พระนารายณ์จึงมีรับสั่งให้พระยาเสียนขันไปเรียกตัวมาจะไต่ถามอันพระยาเสียนขันก็ไปตามมีรับสั่ง

                พระยาเสียนขันนั้นเป็นทหารแขก เป็นคนดีมีความรู้ แล้วก็กล้าหาญยิ่งนัก พระยาเสียนขันแต่งตัวแล้ว เอากระบี่เหล็กเข้ากับบั้นเอว แล้วจึงเข้าไปในจึกที่วิชเยนทร์อยู่นั้น พระยาเสียนขันจึงยึดมือพระยาวิชเยนทร์เข้าแล้ว ก็นั่งลงบนเก้าอี้ทั้งสองคนด้วยกัน พระยาเสียนขันจึงบอกความทั้งปวงกับวิชเยนทร์ว่า บัดนี้มีพระโองการให้หา อันพระยาวิชเยนทร์นั้ก็มิได้มาตามรับสั่ง พระยาเสียนขันจึงถอดเอากระบี่ออก แล้วจึงตัดศีรษะวิชเยนทร์เสีย อันพระยาวิชเยนทร์นั้นก็ถึงแก่ความตาย

                ครั้งพระยาวิเยนทร์ตายแล้ว พระยาเสียนขันจึงเข้ามากราบทูลตามเรื่องราวที่มีมาทั้งสิ้น พระนารายณ์ครั้นทราบดังนั้น ก็มิได้มีพจนารถประการใด อันเจ้าพระยาราชวังสรรค์กับพระยาเสียนขันทหารแขกสองคนนี้ พระองค์ก็รักใคร่แล้วสบเสียไว้ใจยิ่งนัก”

                ข้อความในคำให้การขุนหลวงหาวัดนี้ อ่านแล้วก็น่าสนใจดีเหมือนกัน เพราะเป็นน้อยครั้งที่พงศาวดารไทยจะกล่าวถึงทหารแขก แต่เราก็ทราบดีว่ามีข้อผิดอย่างมากอยู่ คือเจ้าพระยาวิชเยนทร์นั้น มาชะตาขาดถึงแก่ความตายเอาหลังจากสมเด็จพระนารายณ์สิ้นพระชนม์แล้ว และผู้ที่สั่งฆ่าเจ้าพระยาวิชเยนทร์ คือพระเจ้าเสือไม่ใช่พระยาเสียนขัน

                เราทราบดีจากพงศาวดารฉบับอื่น รวมทั้งหนังสือต่าง ๆ ของอังกฤษและฝรั่งเศสว่า หลังจากสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตแล้ว เจ้าพระยาวิชเยนทร์ก็ถูกพระเจ้าเสือจับตัวไปทรมาน ถูกบีบขมับจนตาถลนและถูกเอาไฟรนฝ่าเท้าทั้งสองข้าง หลังจากนั้นจึงถูกตัดหัวและคว้านท้องให้ลำไส้ทะลักออกมาที่ทะเลชุบศร เขตเมืองลพบุรี

                ก่อนจะจบเรื่องบทบาทของแขกอิหร่านในกรุงศรีอยุธยานี้ ผู้เขียนอยากจะขอเอ่ยถึงนักผจญภัยเปอร์เซียอีกสองคน ที่ลงเรือสำเภาข้ามทะเลมาถึงกรุงศรีอยุธยา ตอนปลายรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถ คนพี่มีชื่อว่า  เฉก อะหมัด คนน้องเรียกว่า เฉก ซาอิ๊ด คำว่าเฉกนี้ ตรงกับคำว่า Sheik ซึ่งหมายถึงความเป็นเจ้า ทั้งสองนี้มาจากตระกูลเจ้านายเมืองเปอร์เซีย แรกเริ่มเดิมทีมาค้าขาย เฉกซาอิ๊ดผู้น้องนั้นอยู่ในกรุงศรีอยุธยาได้ไม่นาน ก็คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน ขึ้นสำเภากลับกรุงเปอร์เซ๊ย แต่เฉก อะหมัดผู้พี่ รับราชการในแผ่นดินของพระเจ้าทรงธรรม จนได้แต่งตั้งเป็น เจ้าพระยาเฉก อะหมัด รัตนราชมนตรี บุตรหลานของท่านก็รับราชการต่อมาอีกหลายชั่วคน มาถึงแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีผู้สืบสายจากเฉก อะหมัดคนหนึ่งเป็นพระยาจ่าแสนยากร อยู่มาวันหนึ่งท่านผู้นี้อยากตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวไปนมัสการ พระพุทธบาทที่สระบุรี แต่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงตรัสว่า “มึงเป็นแขกนอกศาสนา จะไปกับเขาได้อย่างไร” พระยาจ่าแสนยากรจึงเปลี่ยนจากศาสนาอิสลามมาเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา

                พระยาจ่าแสนยากรนี้ มีลูกชายคนหนึ่งเรียกกันว่า หม่อมบุนนาค สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสุริยามรินทรได้ทรงพระกรุณาเลี้ยงเด็กไว้สามคนด้วยกัน คือ นายทองด้วง เป็นเด็กไทยไว้จุก นายสินเป็นเด็กจีนไว้เปีย และนายบุนนาคเป็นเด็กแขก

                เล่าไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเด็กสามคนนี้เป็นเพื่อนสนิทกันชอบซุกซนเล่นหัวกันอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งนายสินเด็กจีนนอนหลับอยู่ใกล้พระที่นั่ง นายบุนนาคเด็กแขกเปอร์เซียนึกสนุกจึงเอาหางเปียนายสินผู้ไว้กับพระแท่น แล้วตบกระดานส่งเสียงร้องว่า พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้เข้าเฝ้า นายสินตกใจตื่นผุดลุกขึ้นนั่ง หางเปียที่ผูกไว้ดึงตัวกลับ จึงหัวฟาดกับพื้นเจ็บ นายบุนนาคกับนายสินจึงไม่ค่อยถูกกัน

                นายสินนั้นเมื่อโตขึ้น กลายเป็นพระเจ้าตากสิน หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี นายทองด้วงนั้นคือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

                ส่วนนายบุนนาคนั้น เมื่อตอนกรุงแตกมียศเป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ พอพม่าเข้ากรุง ครอบครัวของท่านก็แตกกระจัดพลัดพรากกันไ วันหนึ่งเมื่อศึกสงบลงแล้ว ท่านก็ปลอมตัวเป็นชาวชนบทเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา เผอิญโชคดีพบกับคุณลิ้มภรรยาของท่านกำลังจ่ายตลาดอยู่ คุณลิ้มเล่าว่า ตกระกำลำบากเพราะสงครามต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นแม่ครัวให้แก่นายทหารพม่า หม่อมบุนนาคจึงพาภรรยาของท่านหลบหนี โดยเอาเรือลำหนึ่งมาคว่ำลงกับท้องน้ำ ให้มีอากาศหายใจอยู่ในเรือแล้วเลื่อนเรือนั้นเข้ามาใกล้เรือที่คุณลิ้นและลูก ๆ ของท่านอาศัยอยู่ แล้วพาบุตรภรรยาหนีไปอยู่ที่เมืองสมุทรสงคราม หลังจากนั้นก็พบกับนายทองด้วยเพื่อนเก่าที่จังหวัดราชบุรี จึงติดตามมาด้วยในฐานะทหารคนสนิท

                ในสมัยกรุงธนบุรี นายทองด้วยมีตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาจักรี นายบุนนาคพาภรรยาและลูกกลับมาที่กรุงศรีอยุธยาเพื่อขุดเอาทรัพย์สมบัติที่ตนได้ฝังดินไว้ตอนสงคราม ขากลับเคราะห์ร้ายถูกโจรปล้น โจรฆ่าคุณลิ้มภรรยาและลูก ๆ ตายหมด เหลือแต่นายบุนนาคกับลูกสาวชื่อตานีเท่านั้น ต่อมาภายหลัง หม่อมบุนนาคนี้จึงแต่งงานกับเจ้าคุณนวล ซึ่งเป็นน้องสาวภรรยาคนแรกของนายทองด้วงหรือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นจุดกำเนิดของต้นตระกูลบุนนาค ซึ่งเป็นตระกูลที่มีอำนาจวาสนา มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่รัชการที่หนึ่งมาจนถึงปัจจุบันนี้