Get Adobe Flash player

เรื่องราวของ “เดือน” โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

หลักฐานในการนับให้รวมเข้ามาเป็นเดือนหนึ่งๆนั้น ตามในมคธประเทศจะกำหนดโดยตรงเรียกว่า “ปักษ์” ภายในเดือนหนึ่งก็จะมีอยู่ 2 ปักษ์ นับแยกออกมาปักษ์ละ 15 วัน คือการนับก็จะนับเริ่มต้นตั้งแต่วันเพ็ญที่มีพระจันทร์เต็มดวงไปจนกระทั่งถึงวันที่พระจันทร์ดับ ก็จะเรียกว่าหนึ่งปักษ์ รวมทั้งข้างขึ้นและข้างแรมก็รวมเป็น 2 ปักษ์ คือ 1 เดือนพอดี และการเรียกก็ไม่เหมือนกันทั้งข้างขึ้นข้างแรมด้วย คือ

ในการนับตั้งแต่วันเพ็ญไปจนถึงวันดับของพระจันทร์ได้ปักษ์หนึ่งนี้จะมีชื่อเรียกว่า “กาฬปักษ์”

และข้างแรมตั้งแต่เดือนดับไปจนกระทั่งถึงวันเพ็ญที่เต็มดวงก็จะนับได้ว่าเป็นอีกปักษ์หนึ่งเรียกว่า “ชุนหปักษ์”

คือทั้งข้างขึ้นและข้างแรมหรือรวมกัน 2 ปักษ์แล้วก็จะครบหนึ่งเดือน และในแต่ละเดือนหนึ่งๆทั้ง 12 เดือนนั้นก็จะนับได้ว่ากาลมาบรรจบครบรอบเป็นปีหนึ่งหรือ 12 เดือน ตามราศีทั้ง 12 ราศีที่พระจันทร์โคจรไปครบ

เมื่อครั้งโบราณกาลของไทยเรา ได้ถือธรรมเนียมการนับโดยกำหนดตั้งแต่ในวันที่พระจันทร์เริ่มออกทีแรกทางทิศตะวันตก เรียกว่าเป็นวันขึ้น 1 ค่ำ 2 ค่ำ 3 ค่ำ เรียงกันไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันกลางเดือนหรือวันเพ็ญที่ได้มองเห็นว่าพระจันทร์เต็มดวง แล้วก็จะเรียกกันต่อจากนั้นไปอีกว่า วันแรม 1 ค่ำ แรม 2 ค่ำ แรม 3 ค่ำ เรียงกันไปตามลำดับ จนกระทั่งถึง 15 ค่ำ ก็จะเป็นวันสิ้นเดือนพอดี และก็เป็นวันที่พระจันทร์มืดมิดอย่างสนิทจนกระทั่งมองไม่เห็น จึงยึดถือกันว่าเป็นวันสิ้นเดือนอย่างถูกต้อง ในระยะที่มีการนับส่วนของพระจันทร์ที่แหว่งนั้นมักจะเรียกกันเป็นสองนัยตามคำเรียกว่า “ดิถี” หรืออีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกกันมาคือ “ดฤถี”

ตามหมายกำหนดกาลเช่นนี้ คนในยุคอดีตที่เรียกกันได้เต็มปากเต็มคำว่าคนโบราณ ในสมัยโบราณกาลชั้นบรรพบุรุษของพวกเรา ต่อมาเมื่อนานๆเข้าและนานเข้า จึงได้มีความเห็นในการพินิจพิจารณาเป็นที่รู้กันว่า ในยุคหลังๆพระจันทร์ได้มีกำลังในการโคจรที่ล่าช้า คืออ่อนตัวลงไปมากกว่าเดิมอีกมาก นั่นก็คือว่า ในวันกลางเดือน 8 นั้นคือเป็นวันอาสาฬหบูชา พระจันทร์ก็มิได้โคจรมาอยู่ในดาวอาสาฬหเหมือนอย่างแต่เดิมมา ในเมื่อการโคจรช้าลงไปถึงอีกหนึ่งเดือนดังที่ได้ยกขึ้นมากล่าว ชาวไทยจึงต้องเพิ่มเดือน 8 ขึ้นมาอีกเดือนหนึ่ง กลายเป็นปีนั้นมีเดือน 8 สองหน(8 หน้า 8 หลัง) และก็ได้มีชื่อเรียกกันตามที่พระจันทร์โคจรเข้ามาอยู่กับดาวดวงนั้นจริงๆ ในเดือน 8 แรกเรียกว่า “บุพทาสาธ” ตามชื่อของดวงดาวบุพทาสาธ และเดือน 8 หลังก็มีชื่อเรียกที่ไม่ซ้ำกันเรียกว่า “อุตราสาธ” ก็เรียกตามชื่อของดวงดาวอุตราสาธนั่นเอง และในเรื่องปีหนึ่งมี 13 เดือน คือมีเดือน 8 สองหน มิใช่ว่าจะมีแต่ชาวไทยเท่านั้น ชาติอื่นๆเขาก็มีเหมือนอย่างกับเรา เช่น ชาติจีน เป็นต้น เขาก็มักจะมีเดือนสองหนเหมือนอย่างเราเหมือนกัน

ตามที่ได้มีกำหนดการในการที่เพิ่มเดือน 8 ขึ้นมา ให้มีเดือน 8 เป็นสองหนนั้น ก็เนื่องด้วยจากการที่พวกเราจะต้องเรียกกันว่า “อธิกมาส” ตามหลักฐานและพื้นเพในเรื่องของอธิกมาสนี้ได้มีการบัญญัติกันมาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ในครั้งพระพุทธกาลตั้งแต่สมัยของพระเจ้าพิมพิสารมาแล้ว และนอกจากนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงอนุญาตให้มีการเลื่อนการเข้าปุริมพรรษา ทรงอนุโลมตามที่พระเจ้าพิมพิสารได้กำหนดให้มีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อที่ว่าในฤดูที่เข้าพรรษาจะต้องเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นต้นไป ในราวระยะกลางเดือน 8 หรือเดือนกรกฎาคมของทุกๆปี ถึงแม้ว่าจะมีการคลาดเคลื่อนกันบ้างก็คงจะมีแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไปตามลำดับจนกระทั่งถึงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือในกลางเดือน 11 ในราวเดือนตุลาคมของทุกๆปี ในเมื่อได้รวมระยะเวลาแล้วก็จะครบ 3 เดือนพอดี ที่ตามภาษาของชาวไทยเราเรียกกันว่า “ไตรมาส” นั้นก็คือว่าเป็นระยะเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะต้องอยู่ประจำที่ ในเมื่อพระสงฆ์มีความจำเป็นที่จะต้องมารวมกันอยู่เช่นนี้ ความจำเป็นอย่างอื่นๆก็จะต้องเกิดขึ้นตามมา คือฆราวาสหรือพวกชาวบ้านทั่วไปก็จำเป็นที่จะต้องสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์ให้ท่านได้รับความสะดวกสบาย คอยสอดส่องดูแลและมีการปฏิบัติดังต่อไปนี้

1.พวกชาวบ้านจะต้องจัดเตรียมปลูกสร้างที่อยู่อาศัยหรือจัดหาเสนาสนะให้พระภิกษุสงฆ์ได้อยู่อาศัยอยู่จำพรรษาหรือเป็นเครื่องกันแดดกันฝน จึงได้เกิดเป็นวัดขึ้นมาในสมัยนี้ เท่าที่ได้เห็นซึ่งตั้งแต่เดิมมานั้นในสมัยตอนต้นๆพระพุทธกาลจะไม่มีในสิ่งนี้ คือพระสงฆ์จะจำพรรษาที่ตามโคนต้นไม้ใหญ่ๆซึ่งก็จะได้รับเดือดร้อน เนื่องจากแดด ฝน ลม สัตว์ใหญ่สัตว์เล็กคอยรบกวน

2.พวกชาวบ้านก็จะต้องจัดหาสิ่งของเครื่องใช้และเครื่องอุปโภคบริโภค ของที่มีจำเป็นสำหรับพระภิกษุสงฆ์นำมาถวายในสิ่งที่เรียกกันว่าปัจจัย 4 คือจตุปัจจัย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เครื่องนุ่งห่ม อาหารทั้งสดและแห้ง ยารักษาโรค ในภายหลังจึงได้กลายเป็นประเพณีการถวายของกันในวันเข้าพรรษาพร้อมๆกันรวมทั้งดอกไม้ ธูปเทียนและเครื่องสักการบูชา ชาวบ้านจัดรวมสิ่งของดังกล่าวใส่กระบุงหรือกระจาดนำไปถวายบนศาลาในวันขึ้น 15 ค่ำกลางเดือน 8 ตามคำที่ได้เรียนขานกันตามพิธีนี้มาแต่โบราณว่าเป็นวันถวายกระบุงหรือถวายกระจาดโดยตลอดมา

3.จัดกระทำพิธีการบวชพระ บวชเณร สำหรับกุลบุตรที่มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป หากยังไม่ครบก็จะต้องบวชเณรไปก่อน การบวชเป็นพระเรียกว่า “อุปสมบท” การบวชเป็นเณรจะเรียกว่า “บรรพชา” และสำหรับผู้ที่ได้บวชในพิธีนี้อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องบวชให้ได้ครบพรรษาหรือครบไตรมาส การบวชในช่วงพิธีเช่นนี้จะถือได้ว่าพระภิกษุสงฆ์ได้อยู่พร้อมเพรียงกัน จึงสะดวกสบายในการทำพิธีในศาสนกิจของสงฆ์ อีกทั้งพระอุปัชฌาย์และคู่สวดก็หาได้ง่ายกว่าในช่วงอื่น ก็เลยเกิดประเพณีการอุปสมบทหมู่ในช่วงฤดูนี้ และเทศกาลนี้กลายเป็นประเพณีที่ได้สืบทอดกันมาช้านาน