Get Adobe Flash player

เข้าพรรษา โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ความสำคัญ

การเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุอธิษฐานอยู่ประจำวัด หรือเสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนแห่งใดแห่งหนึ่ง และต้องไม่ไปค้างแรมในที่แห่งอื่นตลอดพรรษา ซึ่งการเข้าพรรษานี้เป็นพุทธบัญญัติที่พระภิกษุต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ยกเว้นมีเหตุจำเป็นจึงจะได้รับการยกเว้น มีระยะเวลาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

ประวัติ

ประเพณีการเข้าพรรษานั้นเป็นพระวินัยของพระภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะ แต่ด้วยพุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงได้ถือโอกาสบำเพ็ญกุศลในวันเข้าพรรษานี้ด้วย เหตุที่พระพุทธเจ้ากำหนดพระวินัยให้ภิกษุในพุทธศาสนาต้องจำพรรษา เนื่องจากในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติพระวินัยเกี่ยวกับการเข้าพรรษา พระสาวกในพระพุทธศาสนาจึงออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยไม่เว้นวันหยุดไม่ว่าจะเป็นในฤดูใด ในฤดูอื่นไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนหรือฤดูหนาว ไม่มีปัญหาใด แต่ในฤดูฝนนั้นเป็นฤดูที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องทำไร่ไถนาปลูกข้าว พระภิกษุที่ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงเหยียบย่ำข้าวกล้าที่ชาวบ้านปลูกไว้ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกล่าวตำหนิกพระภิกษุว่า

“พระภิกษุในพระพุทธศาสนาช่างไม่รู้จักกาลเวลาเสียเลย พากันจาริกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งแม้ในระหว่างฤดูฝน บางครั้งก็ไปเหยียบข้าวกล้าของชาวนาเสียหาย ขณะที่พวกนิครณ์ นักบวชในศาสนาอื่น และฝูงนกยังหยุดพักผ่อน ไม่ท่องเที่ยวไปในฤดูฝนเช่นนี้”

ในเวลานั้นพระพุทธเจ้าซึ่งประทับ ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ทรงทราบว่าชาวบ้านกล่าวตำหนิพระภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระสงฆ์มาประชุมพร้อมกัน และตรัสถามจนได้ความจริง พระพุทธเจ้าทรงไม่ต้องการให้พระภิกษุทำความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน จึงทรงบัญญัติเรื่องการเข้าพรรษาในพระวินัยว่า อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง อุปะคันตุง แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พวกเธออยู่จำพรรษา และกำหนดเป็นพระวินัยที่พระภิกษุทั้งหลายต้องยึดถือและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยให้ภิกษุเข้าจำพรรษาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ต่อมาได้มีพุทธบัญญัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่จำพรรษาว่า ห้ามจำพรรษาในที่แจ้ง โพรงไม้ หลุมที่ขุดขึ้น หรือกุฏิที่ทำด้วยดิน ซึ่งมีลักษณะคล้ายตุ่ม สถานที่จำพรรษาต้องเป็นถ้ำ คูหา หรือกุฏิอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ที่มีที่มุง ที่บังแดดครบถ้วน การที่พระพุทธองค์กำหนดเช่นนี้ด้วยในช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นฤดูฝน สถานที่จำพรรษาต้องแข็งแรงมิฉะนั้นอาจทานแรงลม แรงฝน ไม่ได้ จนพังลงมาทับภิกษุถึงแก่ความตายได้

ในช่วงเข้าพรรษานี้ พระพุทธเจ้าห้ามมิให้พระภิกษุจาริกแสวงบุญไปในสถานที่อื่นเป็นเวลา 3 เดือน โดยกำหนดไว้เป็น 2 ระยะ คือ

-ปุริมพรรษา เป็นระยะที่ 1 ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

-ปัจฉิมพรรษา เป็นระยะที่ 2 ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

การที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดเป็น 2 ระยะ เนื่องจากทรงให้โอกาสพระภิกษุที่ทำกิจค้างอยู่สามารถเข้าจำพรรษาในช่วงปัจฉิมพรรษาก็ได้ ไม่ถือว่าผิดวินัย นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้นสำหรับพระภิกษุที่ติดกิจธุระจำเป็น สามารถไปพักค้างคืนสถานที่อื่นได้ แต่ต้องไม่เกินครั้งละ 7 วัน ข้อยกเว้นมีทั้งหมด 4 ประการ ได้แก่

1.ไปพยาบาลพระภิกษุสามเณร หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย

2.ไปเพื่อระงับไม่ให้พระภิกษุสามเณรลาสิกขาบท

3.ไปเพื่อกิจของสงฆ์

4.หากพุทธศาสนิกชนนิมนต์ไป พระภิกษุสามารถฉลองศรัทธาได้

ตลอดระยะเวลาที่พระภิกษุอยู่ประจำพรรษา ณ ศาสนสถานนั้น ต้องศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้การศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนก็เพื่อว่าเมื่อพ้นจากการจำพรรษาสามารถออกจาริกแสวงบุญเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาได้ และความความรู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาในระหว่างเข้าพรรษานี้ ไปสั่งสอนแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

(อ่านต่อฉบับหน้า)