Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ตอนที่ 2 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เมื่อราชทูตเปอร์เซียเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

                ตามที่ได้เล่าไว้ในหนังสือ “ดิฉัน” ฉบับที่ 208 ว่า ในแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้าสุลัยมาน กษัตริย์ครองกรุงเปอร์เซียได้ส่งคณะราชทูตขึ้นเรือสำเภาข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงกรุงศรีอยุธยา ผู้นำของคณะราชทูตนี้คือ นายมูฮามัด ฮูเซน เบก เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในพระราชวังของพระเจ้าแผ่นดินเปอร์เซีย

                การเดินทางข้ามมหาสมุทรนั้น ลำบากยากเย็นต้องเผชิญกับมรสุมกับแสงแดดที่แผดเผาร้อนเวลาลมสงบ กับหินใต้น้ำที่เป็นอันตรายต่อเรือสำเภาขนาดใหญ่จนในที่สุดก็ผ่านมาถึงประเทศอินเดียได้มีโอกาสพบกับฝรั่งชาวปอร์ตุเกสทั้งชายหญิง หลังจากนั้นก็เดินเรือผ่านประเทศพม่ามาจนถึงเมืองตะนาวศรีในเขตแดนของไทย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงส่งข้าราชการผู้ใหญ่ของไทยมารับพระราชสาส์นของพระเจ้าสุลัยมานที่เมืองตะนาวศรีนี้ และนำคณะราชทูตเดินทางต่ออีกเดือนหนึ่งจึงถึงกรุงศรีอยุธยา

                ท่านราชทูตเปอร์เซีย นายมูฮามัด ฮูเซน เบก เกิดล้มป่วยที่เมืองไทย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงส่งทั้งหมอไทย และหมอจีนมารักษาก็ไม่เป็นผลสำเร็จ นายมูฮามัด ฮูเซน เบก จึงถึงแก่ความตายก่อนที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสยาม

                เมื่อคณะทูตแขกนี้ เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงประทับอยู่ที่ลพบุรี จึงจำเป็นต้องเดินทางกันต่อไปอีก คราวนี้ไทยเราจัดเรือหลายลำ แล่นไปตามแม่น้ำ เมื่อถึงเมืองลพบุรี ก็ปรากฎว่ามีผู้คนแตกตื่นมาดูแขกกันเป็นอันมาก มีทั้งชาวบ้านและขุนนางข้าราชการรวมทั้งทหารขี่ม้าขี่ช้างยืนเฝ้ารับกันเรียงราย ฝ่ายคณะทูตเปอร์เซียเขาบันทึกไว้ว่า

                ทางพระราชวังไทยนำรถทองลากม้ามารับพระราชสาส์นของพระเจ้าสุลัยมานส่วนคณะทูตนั้น ก็ขึ้นม้าไทยเดินเป็นขบวนตามไประหว่างทางนั้นเหล่าขุนนางแขกทั้งหลายก็สังเกตว่า คนไทยนี่ชอบแก้ผ้ามากกว่านุ่งผ้า

                “ยกเว้นองค์พระเจ้าแผ่นดินเองแล้ว คนไทยไม่ว่าจะเป็นชั้นต่ำหรือชั้นสูง ชายหรือหญิง เห็นว่าเนื้อหนังที่เปลือยนั้นเป็นสิ่งหุ้มกายที่เพียงพอแล้ว และเขาทั้งหลายก็เปลือยกายกันอย่างไม่ต้องวิตกกังวล ผ้าชิ้นเดียวที่เขาใช้ปิดป้องร่างกายเป็นผืนเล็ก ๆ ที่บังส่วนเพศไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง เขาก็แต่งตัวเหมือนกันโดยไม่เปลี่ยนแปลง และถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะต้องโซซัดโซเซเหยียบดินและหิน ก็ไม่มีใครคิดจะใส่รองเท้า

                การทำผมนั้น ก็ดูคล้ายกับนกในคัมภีร์ชนิดหนึ่ง คนที่ยากจนห่างไกลจากตำแหน่งขุนนางมักมีผมสั้น ส่วนผู้มีบุญวาสนานั้นจะมีผมยาวที่หวีไว้สวยงาม เพราะการมีทรงผมงดงามนั้นเป็นการแสดงอำนาจวาสนาและความมั่งคั่ง นี่แหละคือลักษณะแปลกประหลาดของประชาชนที่มาห้อมล้อมต้อนรับคณะทูตของเราทั้งชายและหญิงไทยนั้น ไม่ใส่เสื้อผ้าและไม่มีผ้าคลุมหน้าเลย”

                ขุนนางแขกทั้งหลายในคณะทูตนี้ไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อทหารไทยที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงพระกรุณานำมาตั้งขบวนต้อนรับกลับกล่าวเยาะเย้ยเสียอีก ว่าลักษณะท่าทางของทหารไทยนี้ ดูน่าตลกขบขันยิ่งนัก

                “ตลอดสองข้างทางที่เราผ่านไปนั้นมีทหารไทยเป็นจำนวนมาก ยืนนิ่งแสดงความเคารพรับขบวนพวกเราอยู่ เขาใส่หมวกทำด้วยไม้และหวายและใส่เครื่องแบบ ซึ่งแท้จริงเป็นเพียงผ้าพันรอบตัวชิ้นเดียว เป็นผ้าสีแดงมีลักษณะเป็นเสื้อสั้น ๆ ดูแปลกประหลาดจนทำให้คิดว่าเป็นเสื้อผ้าที่อ้ายปิศาจอีบลิสเคยนำมาล่อนักบุญอีดรีสดูเหมือนกับว่าจนกระทั่งทุกวันนี้เจ้าปิศาจอีบลิสยังเก็บเสื้อผ้าชุดโบราณนี้ไว้เช่น สมบัติที่มีคุณค่าและเมื่อมีฤกษ์งามยามดีเช่นวันนี้ ก็นำเสื้อผ้าเหล่านี้มาให้ทหารของพระเจ้ากรุงสยามแต่งทหารเหล่านี้ใส่เครื่องแบบของเขาด้วยความภาคภูมิใจและนึกไปว่าเครื่องแบบของเขานี้ดีเทียบเท่าชุดเกราะของพระเจ้าเดวิดทีเดียว

                ทหารบางคนนั้นถือปืนไว้ เพื่อรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตามกองทัพของพระเจ้าแผ่นดินไทยนั้น ความจริงก็เป็นเพียงชาวบ้านชาวไร่ชาวนาที่ถูกเกณฑ์มารวมตัวกันในโอกาสนี้ เพราะฉะนั้นพวกพลทหารยิ่งไม่มีเครื่องแบบจะใส่มีแต่ร่างกายที่เปลือย เท้านั้นเปล่า และไม่มีม้าจะขี่”

                เมื่อคณะทูตขี่ม้ามาถึงพระราชวัง ก็สังเกตเห็นว่า ประตูวังนั้นทำด้วยไม้ไผ่และหวายและมีดินสีแดงปะอยู่ให้แข็งแรงขึ้น เมื่อเปิดประตูพระราชวังเข้าไป ก็เห็นสวนสำราญใหญ่โตสวยงาม และเห็นที่พำนักพิเศษซึ่งสมเด็จพระนารายณ์ทรงสร้างไว้ต้อนรับคณะทูตเปอร์เซียโดยเฉพาะแม้กระทั่งที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์ในกรุงลพบุรีเองนั้น คณะทูตจดไว้ว่าสถาปนิกก็เป็นคนแขกอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถ ได้พยายามสร้างพระราชวังละโว้นี้ให้ใหญ่โตสวยงามเหนือวังของพระเจ้าแผ่นดินในประเทศใกล้เคียง

                ฝ่ายไทยนำพระราชสาส์นและของกำนัลจากพระเจ้าสุลัยมานไปเก็บไว้ในวังหลังจากนั้นคณะทูตแขกก็ไปพักผ่อนในส่วนของวังที่จัดไว้ต้อนรับห้องต้อนรับแต่ละห้องนั้นประดับด้วยพรม หมอนหลายใบมีผ้าม่านเป็นกำมะหยี่ และมีผ้าปูลูกไม้ปักและถักไว้งดงามจากประเทศจีนและอินเดีย

                คืนนั้น เสนาบดีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแขกอิหร่านรับราชการภายใต้สมเด็จพระนารายณ์ก็ให้คนมาเชิญคณะทูตไปรับประทานอาหารเย็น หลังจากคณะทูตพักผ่อนได้ถึงสองวันจึงมีข้าราชการไทยนำพระราชโอวาทมาจากสมเด็จพระนารายณ์เกี่ยวกับการแต่งตั้งราชทูตคนใหม่ หลังจากที่นายมูฮามัด ฮูเซน เบก ตายไปแล้ว

                ความจริงฝ่ายไทยเราได้บอกคณะทูตแขกนี่มาครั้งหนึ่งแล้วว่าให้รีบแต่งตั้งราชทูตคนใหม่กันในระหว่างพวกเขาเองเพื่อที่จะเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ เพื่อขุนนางแขกคนหนึ่งจะได้ทำหน้าที่ถวายพระราชสาส์นของพระเจ้าสุลัยมานต่อพระเจ้ากรุงไทยได้ถูกต้องตามประเพณีแต่คณะทูตแขกปรึกษษกันแล้วจะเป็นเพราะความถ่อมตัวหรือตกลงกันไม่ได้เพราะทุกคนอยากเป็นราชทูตกันหมด ผู้เขียนก็ไม่ทราบ แต่คณะทูตแขกได้ตอบกลับไปว่า อยากขอให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงเลือกราชทูตแขกคนใหม่เอง เพราะพวกเขาไม่สามารถตกลงแต่งตั้งใครคนหนึ่งขึ้นมาได้ สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงตอบมาว่า

                “เรื่องที่ส่งขึ้นมากราบทูลนั้น เราได้รับแล้ว และได้รับคำแปลอธิบายเป็นภาษาไทย เราเข้าใจในข้อความและความจริงใจในไมตรีของท่าน แต่จะไม่เป็นการเหมาะสมหรือถูกต้องประเพณี ที่จะให้เราเลือกท่านคนหนึ่งขึ้นเป็นราชทูต ท่านจะต้องเลือกกันเอง เพราะท่านทราบดีว่าผู้ใดมีความสามารถที่จะดำเนินงานการทูตนี้ต่อไป ส่วนเรานั้นในฐานะของกษัตริย์ ก็จะยินยอมหรือปฏิเสธ เมื่อคิดกันได้แล้วขอให้เขียนลง และนำหนังสือมายื่นต่อเราทันที”

                คณะแขกจึงประชุมกันอีกทีหนึ่งและเลือกขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมของขวัญเครื่องกำนัลจากพระเจ้าสุลัยมานนั้นเป็นราชทูต คนใหม่แทนท่านผู้นี้มีชื่อว่า อิบราฮิม เบก

                หลังจากนั้น เจ้าพระยาวิชเยนทร์อัครเสนาบดีชาวกรีกของสมเด็จพระนารายณ์ ก็ส่งคนมาปรึกษากับคณะทูตถึงพิธีการถวายพระราชสาส์น ถามว่า คณะทูตต้องการถวายวันไหน

                ฝ่ายแขกก็ตอบไปว่าแล้วแต่สมเด็จพระนารายณ์จะทรงเลือกวัน ไทยเราก็ถามว่าจะถวายกันแบบไหน แขกเขาก็ตอบว่าจะยกพระราชสาส์นถวายด้วยมือเขาเอง และขอให้พระเจ้าแผ่นดินไทยทรงรับไปจากมือ

อ่านต่อฉบับหน้า