Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ตอนที่ 2 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เมื่อราชทูตเปอร์เซียเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ความเดิมตอนที่แล้ว

                ฝ่ายแขกก็ตอบไปว่าแล้วแต่สมเด็จพระนารายณ์จะทรงเลือกวัน ไทยเราก็ถามว่าจะถวายกันแบบไหน แขกเขาก็ตอบว่าจะยกพระราชสาส์นถวายด้วยมือเขาเอง และขอให้พระเจ้าแผ่นดินไทยทรงรับไปจากมือ

                หลังจากนั้น สมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงออกล่าสัตว์ และคณะทูตแขกก็ต้องรอพักผ่อนอยู่เฉย ๆ อีกร่วมสามอาทิตย์ จึงได้รับเชิญให้ไปบ้านท่านเจ้าพระยาวิชเยนทร์เมื่อไปถึงก็ได้รับคำสั่งสอนว่ากรุงสยามนี้ ราชทูตต่างประเทศไม่มีสิทธิที่จะยกพระราชสาส์นถวายแด่พระหัตถ์พระเจ้าแผ่นดินโดยตรงจะต้องเพียงส่งราชสาส์นให้แก่อัครมหาเสนาบดี และท่านผู้นั้นจึงจะนำไปถวายแก่องค์สมเด็จพระนารายณ์เอง คณะทูตแขกได้ฟังเช่นนั้น ก็ยอมตกลงตามความต้องการของไทย

                เรื่องการถวายพระราชสาส์นต่อองค์พระเจ้าแผ่นดินนี้เกิดเป็นปัญหาใหญ่ตอนราชทูตฝรั่งเศสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เข้ามาเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ เพราะเชอวาลิเยเดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศส ยืนยันที่จะเป็นผู้ถวายพระราชสาส์นเอง และเมื่อฝ่ายไทยเอาพานทองให้ใส่พระสาส์นถวาย เชอวาลิเย เดอ โชมองตจ์ ก็ไม่ยอมยกพานนั้นขึ้นเหนือหัวของเขาเอง ถึงแม้ไทยเราจะแกล้งยกพระราชบัลลังก์ขึ้นไปเสียสูงลงท้ายสมเด็จพระนารายณ์ต้องก้มพระองค์ยื่นพระหัตถ์ลงมาหยิบพระราชสาส์นของพระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสเอง

                พงศาวดารกล่าวว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงพระสรวลและมิได้แสดงความไม่พอพระทัยแต่อย่างไร

                ถึงวันถวายพระราชสาส์น คณะทูตแขกก็แต่งตัวกันสวยงามขึ้นม้ามารับพระราชสาส์นที่ใส่พานทองไว้ แล้วก็ดำเนินต่อมาจนถึงท้องพระโรงมีทหารช้างม้ายืนเรียงรายต้อนรับตามเดิม เมื่อมาถึงท้องพระโรง เหล่าแขกทั้งหลายก็ตกใจ ที่เห็นคนไทยนอนคว่ำพังพาบกันอยู่ หมอบกราบคุกคลานกับพื้นดินเหมือนกับมิได้เป็นมนุษย์ เคราะห์ดีที่ฝ่ายไทยไม่ได้บังคับให้คณะทูตแขกคลานเข้าหาพระเจ้าแผ่นดินเช่นเดียวกับคนไทยพวกขุนนางอิหร่านจึงสามารถยืนและเดินได้ตามสบาย

                ส่วนคนไทยนั้น ชาวแขกจดไว้ว่ามองแล้วเห็นหมอบคว่ำนิ่งกับอยู่หลายร้อยคน ดูลักษณะเหมือนศพมากกว่าคนเป็นใกล้ท้องพระโรงนั้น มีโอ่งล้างเท้าและขันวางอยู่ สำหรับคนไทยเท้าเปล่าล้างเท้าก่อนเข้าเฝ้า เพราะสมเด็จพระนารายณ์ทรงพิถีพิถันเรื่องความสะอาดนี้มาก

                ท้องพระโรงเองนั้น พื้นเป็นไม้ ส่วนข้างฝาและเพดานนั้นทาสีชมพู มีกระจกติดอยู่ที่ข้างฝาหกแผ่น มีสังกะสีและกระเบื้องทองปะอยู่หลายด้านข้างซ้ายและขวาเป็นบันไดสำหรับพระเจ้าแผ่นดินเสด็จขึ้นบัลลังก์

                เมื่อคณะทูตไปถึงสมเด็จพระนารายณ์ก็ประทับคอยอยู่บนราชบัลลังก์แล้ว ของกำนัลต่าง ๆ ที่พระเจ้าสุลัยมานส่งมาถวายนั้น ตั้งไว้กลาดเกลื่อนเต็มท้องพระโรง มีเก้าอี้นวมยาวตั้งไว้ตรงหน้าบัลลังก์เลยคณะทูตแขกจึงยืนเรียงลำดับกัน แล้วก็ก้มศีรษะคำนับองค์สมเด็จพระนารายณ์ หลังจากนั้น ขุนนางสองท่านจึงคลานมารับพระราชสาสน์จากนายอิบราฮิม เบก เอาใส่พานทอง ยกขึ้นถวายต่อพระเจ้าแผ่นดิน

                คณะทูตแขกจดไว้ว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงรับพระราชสาส์นด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง ทรงจูบพระราชสาส์น ยกขึ้นถึงพระเศียร เอาพระสาส์นประทับที่พระเนตร และพระทรวงแล้วจึงวางไว้ที่บัลลังก์

                ผู้เขียนอ่านถึงตอนนี้ ก็รู้สึกว่าแขกเขาไม่เข้าใจวิธีไหว้แบบไทย คิดว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงหยิบพระราชสาส์นของพระเจ้าสุลัยมาน แล้วพนมพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นในท่าบังคมคือไหว้แบบละครรำที่เราเห็นกันในสมัยนี้ มิได้มีการจูบสาน์นแล้วนำมาแตะที่ศีรษะ ลูกตา และหน้าอก แบบที่แขกเข้าใจ

                สมเด็จพระนารายณ์รับสั่งให้คณะทูตนั่งลง แล้วจึงตรัสถามนายอิบราฮิม เบกว่า พระเจ้าสุลัยมานมีสุขภาพดีหรือ นายอิบราฮิมจึงตอบว่า

                “เมื่อคณะเรานั้นต้องพลัดพรากจากแดนสวรรค์ ประเทศอิหร่านนั้น พระเจ้าแผ่นดินผู้สูงศักดิ์ของเรา ซึ่งมีกองทัพเท่าเทียมกับทัพทหาร ของพระเจ้าอเล็กแซนเดอร์ มีพลังอำนาจเท่าเทียมพระเจ้าจามฉิด พระสุลัยมานผู้มีรัศมีเปล่งแสงแรงกล้าดั่งดวงอาทิตย์ ผู้ปราบปรามดินแดนห่างไกลทั้งหลาย ทรงตั้งพระราชธานีอิสฟาฮานขึ้นเป็นศูนย์บัญชาการทั่วโลก และเป็นที่พำนักของคาลิเฟท ขอพระเจ้าผู้ให้ความเจริญรุ่งเรืองทรงโปรดด้วย อิสฟาฮานเปรียบเหมือนบานพับของประตูแห่งความเจริญรุ่งเรืองและความอุดมสมบูรณ์ เป็นประตูที่เปิดกว้างไว้สำหรับผู้สำเร็จราชการเมืองอื่น ๆ ในกรุงอิหร่านซึ่งยังยืนอยู่ชั่วกัลปวสานที่นั่นแหละ เหล้าองุ่นแห่งความสมหวังและความปรารถนาไหลรินอยู่ ณ การหล่อเลี้ยงแห่งสวรรค์”

                ผู้เขียนไม่ทราบว่า กว่าท่านราชทูตอิบราฮิมนี้จะทูลตอบคำถามเสร็จ สมเด็จพระนารายณ์ทรงบรรทมหลับไปหรือเปล่า ความจริงพระองค์ทรงถามนิดเดียว ว่าพระเจ้าสุลัยมานสบายดีหรือ นายอิบราฮิม เบก ตอบเสียขนาดยี่เกยอมแพ้เลย และเมื่อตอบเสร็จแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ก็ยังไม่ทรงทราบอยู่ดีว่าพระเจ้าสุลัยมานสบายดีหรือเปล่า พระองค์จึงทรงถามต่อไปว่าในขณะนี้พระเจ้าสุลัยมานทรงทำสงครามต่อสู้กับประเทศใดอยู่หรือไม่ นายอิบราฮิมก็ตอบว่า

                “แม้แต่มนุษย์โง่เขลาต่ำช้าที่สุดก็จะต้องหดหัวเกรงกลัวความพิโรธของพระเจ้าแผ่นดินเรา มิฉะนั้นกษัตริย์ผู้ทรงพลังของเราก็จะถอนทำลายรากชีวิตของเขาผู้นั้นให้กลายเป็นผุยผงขึ้นเถ้า เพราะแท้จริงแล้ว เหล่าศัตรูของกษัตริย์เรานั้น ก็ต้องสิ้นชีวิตในทะเลทรายแห่งความผิดของเขาเองทั้งนั้น ในขณะนี้แม่ทัพของพระเจ้าสุลัยมานกำลังยกพลเจ้ารุกรานเขตอาซาร์บัยจานด้วยกองทัพที่ใหญ่โตมหาศาล และกำลังรอคำสั่งเพิ่มเติมจากราชบัลลังก์ต่อไป”

                สมเด็จพระนารายณ์ทรงตรัสว่า พระองค์ตระหนักดีกว่าอีกหลายเดือนกว่าดินฟ้าอากาศจะเหมาะสมสำหรับคณะทูตแขกเดินทางกลับ ประเทศเปอร์เซีย ขอให้คณะทูตถือว่าตนเป็นอาคันตุกะส่วนพระองค์ระหว่างที่พำนักพักผ่อนอยู่ในประเทศนี้ และทรงรับสั่งให้เสนาบดีที่เป็นแขกอิหร่านนั้น ดูแลทุกข์สุขของคณะทูตให้ทั่วถึงหลังจากนั้น จึงทรงปิดบานประตูพระราชบัลลังก์ เป็นการจบพิธีในวันนั้น

                ต่อจากนั้นสองวัน สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงเชิญคณะทูตแขกไปดูการล่าช้างในป่า คณะทูตจึงขึ้นม้า ออกจาเมืองลพบุรีเดินทางเข้าป่าได้ไม่นานก็มาถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งไทยเราปลูกไว้จัดให้เป็นที่พักของคณะทูตอิหร่านหลังจากนั้นไม่นาน คณะทูตก็เห็นสมเด็จพระนารายณ์ประทับอยู่บนหลังช้าง เสด็จผ่านมาพร้อมกับทหารเท้าเปล่าทั้งหลาย ถือหอก ปืน และดาบเดินนำหน้าและตามหลังกันมามากมาย บางกลุ่มก็มีกลองคล้องไหล่ตีกลองกันอึกทึก มีการตีฆ้องเป่าขลุ่ยเป่าแตรแบบแตรของฝรั่ง เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จผ่านบ้านพักราชทูตแขกทุกคนก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้มศีรษะถวายความเคารพ

อ่านต่อฉบับหน้า