Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ตอนที่ 3 เมื่อราชทูตเปอร์เซียเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

ความเดิมตอนที่แล้ว

               ต่อจากนั้นสองวัน สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงเชิญคณะทูตแขกไปดูการล่าช้างในป่า คณะทูตจึงขึ้นม้า ออกจาเมืองลพบุรีเดินทางเข้าป่าได้ไม่นานก็มาถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งไทยเราปลูกไว้จัดให้เป็นที่พักของคณะทูตอิหร่านหลังจากนั้นไม่นาน คณะทูตก็เห็นสมเด็จพระนารายณ์ประทับอยู่บนหลังช้าง เสด็จผ่านมาพร้อมกับทหารเท้าเปล่าทั้งหลาย ถือหอก ปืน และดาบเดินนำหน้าและตามหลังกันมามากมาย บางกลุ่มก็มีกลองคล้องไหล่ตีกลองกันอึกทึก มีการตีฆ้องเป่าขลุ่ยเป่าแตรแบบแตรของฝรั่ง เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จผ่านบ้านพักราชทูตแขกทุกคนก็ลุกขึ้นยืนแล้วก้มศีรษะถวายความเคารพ

               หลังจากนั้น คณะทูตก็ลงมาขึ้นม้าเดินป่าต่อไป จนถึงที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งมีเสาไม้ปักไว้เป็นคอกนอนคอกในมีที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินปลูกไว้ใกล้เคียง สมเด็จพระนารายณ์ทรงขึ้นที่ประทับ เจ้าพระยาวิชเยนทร์หมอบกราบอยู่แทบเท้าสมเด็จพระนารายณ์ทรงตรัสต่อคณะทูตว่า ทรงเสียดายเป็นอย่างมากที่นายมูอามัด ฮูเซน เบก ได้ตายไปเสียก่อน พระองค์ได้ทรงหวังไว้ว่าจะได้ล่าช้างพร้อมกับราชทูตของพระเจ้าสุลัยมาน

               นายอิบราฮิมจึงตอบว่า นายมูฮามัด ฮูเซน เบก นั้นได้มีความตั้งใจจะถวายชีวิตรับใช้สมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม หากแต่ว่าพระเจ้าในสวรรค์มิต้องการเช่นนั้น

               สมเด็จพระนารายณ์ทรงถามว่า เมื่อครั้งที่ส่งขุนนางแขกชือ นายฮาจิ ซาลิม จากกรุงศรีอยุธยาไปเฝ้าเจริญพระราชไมตรีกับพระเจ้าสุลัยมานแห่งกรุงเปอร์เซีย และนำของกำนัลไปให้มากมายนั้น พระเจ้าสุลัยมานทรงโปรดของกำนัลอันไหนมากที่สุด

               นายอิบราฮิมตอบว่าอย่างไร ท่านผู้อ่านคงพอทายได้

               “ในสายพระเนตรซึ่งเปรียบเหมือนแสงตะวัน ซึ่งเป็นแสงจากสายตาของมนุษย์ทั้งโลก สิ่งที่พระเจ้าสุลัยมานทรงโปรดเหนือของกำนัลอื่นใด คือช่อดอกไม้จากสวนแห่งความรักและไมตรี ซึ่งเป็นของกำนัลประกอบด้วยผลไม้เริ่มแรกจากสวนแห่งความสุขสามัคคี คือพระราชสาส์นจากพระเจ้ากรุงสยาม ที่ส่งมาด้วยพระทัยอันบริสุทธิ์เปี่ยมไปด้วยความรักและปรารถนาดี พระเจ้าสุลัยมานทรงพอพระทัยในความคิดดีไมตรีจิต เปรียบเหมือนน้ำอบพรมพระทัยของพระองค์ด้วยความรักใคร่สามัคคี”

               เมื่อได้ทรงฟังนายอิบราฮิมตอบดังนี้สมเด็จพระนารายณ์เลยเลิกคุยด้วย และทรงสั่งให้การล่าช้างเริ่มต้นได้

               ผู้เขียนคิดว่า ความจริงแล้วนายอิบราฮิมก็คงไม่ทราบว่า พระเจ้าสุลัยมานชอบของกำนัลจากเมืองไทยอันใด แต่ถ้าจะกราบทูลว่าไม่ทราบก็จะฟังดูไร้ความหมายเกินไป เลยตอบว่าที่ทรงโปรดมากที่สุดคือพระราชสาส์น ฟังดูก็เรียบร้อยเหมาะสมดี หากท่านราชทูตแขกนี้จะพูดจาให้เหมือนกับมนุษย์ธรรมดาสักหน่อย คงจะคุยด้วยได้สนุกกว่านี้

               คณะทูตอิหร่านบันทึกไว้ว่า ช้างที่ใช้ล่าช้างอื่นนั้น เป็นช้างตัวเมียเสียส่วนมาก ควาญจะนำช้างตัวเมียเหล่านี้เที่ยวเดินไปตามป่า เมื่อช้างป่าทั้งตัวผู้และตัวเมียมาพบ ก็มักจะเดินทางกันเป็นกลุ่ม ควาญจึงนำช้างตัวเมียทั้งหลายกลับพะเนียด เมื่อตัวผู้ทั้งหลายถูกหลอกเข้ามาในเขตค่ายไม้ที่ปลูกไว้ คนทั้งหลายก็ช่วยกันเอาเชือกคล้องขาจับล่ามไว้กับเสาใหญ่ ในบางกรณีจะมีควาญขี่ช้างมาล้อมรอบช้างป่า พยายามเอาเชือกคล้องคอแล้วล่ามติดกับช้างของควาญสองตัวซ้ายขวา ช้างอีกตัวหนึ่งจะดุนหลังให้เดินไปจนเข้าคอกทุกวัน ช้างป่าจะถูกพาไปกินอาหาร และดื่มน้ำโดยมีช้างของควาญสองตัวกระหนาบสองข้างอยู่เสมอ สักพักหนึ่งช้างป่าก็เชื่องพอที่ควาญจะขึ้นได้

               อ่านต่อฉบับหน้า