Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ตอนที่ 2 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เมื่อราชทูตเปอร์เซียเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ความเดิมตอนที่แล้ว

               คณะทูตอิหร่านบันทึกไว้ว่า ช้างที่ใช้ล่าช้างอื่นนั้น เป็นช้างตัวเมียเสียส่วนมาก ควาญจะนำช้างตัวเมียเหล่านี้เที่ยวเดินไปตามป่า เมื่อช้างป่าทั้งตัวผู้และตัวเมียมาพบ ก็มักจะเดินทางกันเป็นกลุ่ม ควาญจึงนำช้างตัวเมียทั้งหลายกลับพะเนียด เมื่อตัวผู้ทั้งหลายถูกหลอกเข้ามาในเขตค่ายไม้ที่ปลูกไว้ คนทั้งหลายก็ช่วยกันเอาเชือกคล้องขาจับล่ามไว้กับเสาใหญ่ ในบางกรณีจะมีควาญขี่ช้างมาล้อมรอบช้างป่า พยายามเอาเชือกคล้องคอแล้วล่ามติดกับช้างของควาญสองตัวซ้ายขวา ช้างอีกตัวหนึ่งจะดุนหลังให้เดินไปจนเข้าคอกทุกวัน ช้างป่าจะถูกพาไปกินอาหาร และดื่มน้ำโดยมีช้างของควาญสองตัวกระหนาบสองข้างอยู่เสมอ สักพักหนึ่งช้างป่าก็เชื่องพอที่ควาญจะขึ้นได้

               คณะทูตดูการจับช้างวันนั้นแล้วก็กลับมาที่ลพบุรีตามเดิม หลังจากนั้นอีกไม่นานสมเด็จพระนารายณ์ทรงจัดงานเลี้ยงใหญ่โตขึ้นในพระราชวัง เป็นเกียรติแก่คณะทูตเปอร์เซีย ตอนนี้แขกเขาบันทึกเกี่ยวกับอาหารไทยไว้ว่า

               “อาหารไทยนี้...ไม่เหมือนอาหารที่เหมาะสำหรับการบริโภคธรรมดาสามัญ และชาวไทยนั้นไม่รู้จักวิธีทำกับข้าวที่ฉลาด แท้จริงแล้วไม่มีผู้ใดในกรุงสยามที่รู้จักวิธีทำอาหาร วิธีรับประทานอาหาร หรือแม้แต่วิธีนั่งโต๊ะที่ถูกต้อง ชาวไทยนั้นเพิ่งจะได้พ้นจากภาวะของสัตว์เดรัชฉานมาถึงความเป็นมนุษย์เมื่อไม่นานมานี้เอง”

               พระเจ้าแผ่นดินไทยนั้น เมื่อตอนกำลังเติบโตอยู่ในนครศรีอยุธยา ได้เคยไปมาหาสู่กับกลุ่มแขกอิหร่านที่พำนักอยู่ในกรุง จึงนิยมชอบอาหารแขก และนาน ๆ ครั้ง เมื่อทรงนึกอยากขึ้นมา ก็จะเสวยพระกระยาหารแบบพวกเขา พระองค์จึงได้ทรงนำพ่อครัวคนหนึ่งมาจากประเทศอินเดีย มีหน้าที่ทำอาหารแขกถวายพระเจ้าแผ่นดินในคืนที่มีการเลี้ยงคณะราชทูตนั้น พระเจ้ากรุงสยามมิได้เสด็จมาร่วมด้วย เพราะพระองค์มิได้รับการฝึกฝนในมารยาทการกินเลี้ยงแบบของเรา หรือในการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักสังคม พิธีรีตองในการเลี้ยงวันนั้นตกเป็นหน้าที่ของผู้รับใช้ซึ่งเป็นชาวอิหร่านด้วยกัน

                    เมื่อพวกเราเข้าไปในพระราชวัง ก็เห็นว่ามีหมอนฟูกใหญ่น้อยตั้งอยู่เรียงรายเราทั้งหมดจึงนั่งลง และนายอิบราฮิม เบก ก็ได้ดื่มน้ำจากคนโฑติดท่อทำด้วยทองซึ่งได้นำมาจากห้องเก็บของพระเจ้าแผ่นดินเอง ใส่ไว้ในถาดทองคำมีกระโถนสำหรับบ้วนน้ำลาย ฝาปิดและคีมคู่หนึ่ง คนอื่นในคณะราชทูต ได้เครื่องรองอาหารทำด้วยเงินบนโต๊ะกลางมีเตาเผาไม้ ขวดน้ำอบ และถุงฮัชชิช (กัญชาอย่างแรง) รวมทั้งน้ำดื่มโรยกุหลาบหลายขวด หลังจากพวกเราดื่มน้ำชากาแฟกันแล้ว คนใช้ก็นำอาหารมาตั้ง

               มีชามถ้วยขนาดใหญ่หลายใบสำหรับใส่ขันเงินขนาดเล็กซึ่งเต็มไปด้วยอาหารเช่น มันสำปะหลัง ของหวาน ของดอง ขิงดอง ข้าวบดใส่นมและน้ำตาล (ข้าวเหนียว) นมร้อน ส้ม อ้อย และน้ำหวาน แทนที่จะยกมาให้เราทีละชาม คนไทยยกมาให้ทีละ 2-3 ชามต่อคน หลังจากนั้นก็นำมาให้พวกเรารับประทานอีกห้าสิบกว่าถาด

               อาหารที่ใส่ชามแล้วนั้น มีจานรองและมีฝาปิดมิดชิดเพราะอากาศแถบนั้นร้อนอบอ้าว จึงเป็นประเพณีของไทยที่จะตั้งหม้ออาหารร้อนไว้ไกลแขก และตักมาให้ทีละชาม เมื่อเรารับประทานกันจนอิ่มหนำสำราญและคนใช้ยกอาหารออกไปหมดแล้ว เสมียนในคณะราชทูตจึงสวดมนต์ชมบูชาพระเจ้าผู้มีพระคุณที่แท้จริงและผู้เป็นต้นเหตุแห่งความประณีต หลังจากนั้นจึงสวดมนต์ภาวนาให้แก่พระเจ้ากรุงสยาม

               ข้าราชการของพระเจ้ากรุงไทยที่ร่วมรับประทานอาหารกับเรานั่นคือ ท่านเสนาบดีฮาจิ ฮาซัน อาลี นายทหารแขกสองคน หมอ เสมียน และเลขานุการ มีคนไทยอยู่ในกลุ่มเหมือนกัน แต่คนที่รับใช้พวกเราทั้งหมดนั้นเป็นแขกอิหร่าน เมื่อรับประทานอาหาร และพูดคุยกันเสร็จสิ้นแล้วพวกเราต่างก็ลากลับมาที่พำนัก มีข้าราชการบางท่านเดินมาส่งด้วย”

               หลังจากนั้นไม่นานสมเด็จพระนารายณ์ก็ทรงรับสั่งให้ท่านเสนาบดีฮาจิ ฮาซัน อาลี พาคณะทูตไปล่าสัตว์อีก คราวนี้มีการจัดที่พักไว้ริมแม่น้ำ มีคนไทยและแขกอิหร่านเป็นผู้ติดตามมีจำนวนถึงพันคน บางคนก็ขี่ม้าแต่ส่วนมากเดินเท้า มีการแสดงจับกวางให้แขกดู โดยล้อม แล้วไล่ฝูงกวางให้เข้ามาติดอยู่ในตาข่ายที่ขึงรอไว้ ในการล่าสัตว์ครั้งนี้ ทหารแขกคนหนึ่งควบม้าไล่ตามกวางจนม้าสะดุดล้มลง หอกที่ถืออยู่ในมือจึงเสียบแทบทะลุหน้าอกของตนเองจนถึงแก่ความตายต่อหน้าคณะทูต

               ต่อจากนั้นอีกไม่กี่วันก็มีการล่าเสือให้คณะทูตอิหร่านชมอีก แขกเขาจดไว้ว่าเวลาคนไทยออกล่าเสือนี่ เกณฑ์คนเข้าป่าถึงสองสามพันคน ทุกคนเดินเท้าส่งเสียงดังน่าหนวกหู ซ้ำยังยิงปืนขึ้นฟ้าดังสนั่นพอตกกลางคืนก็ก่อไปกองใหญ่ไว้กันไม่ให้เสือแอบมาคาบไปกินเวลาหลับ ถึงเวลากลางวันก็พยายามตีวงล้อมไล่เสือให้หนีไปยังคอกไม้ที่สร้างไว้นั้น ภายในคอกและกรงไม้ที่ต่อไว้นั้น เอาสุนัขหลายตัวไปขังล่อไว้ เมื่อสุนัขเห่าหอนโหยหวนยิ่งมีผลให้เสือวิ่งไปหา เมื่อเสืออยู่ในกรงแล้วคนไทยก็จะปล่อยให้มันกินหมาตามสบายอยู่หลายวัน หลังจากนั้นจึงมีการเอาช้างมาสู้กับเสือให้คณะทูตดู

               ช้างที่นำมาต่อสู้นี้ มีหนังคลุมหัวและงวงไว้ เพื่อกันเสือตะปบข่วน พอเสือเห็นช้างก็วิ่งรี่เข้าตะปบและกัดข่วน ควาญช้างนั้นก็ไสช้างตรงเข้าสู้ ช้างก็จะเอางายาวของมันงัดร่างเสือจนลอยกลิ้งไปในอากาศ โดยมากจะใช้ช้างสี่ตัวสู้กับเสือตัวเดียว