Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ตอนที่ 2 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เมื่อราชทูตเปอร์เซียเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ความเดิมตอนที่แล้ว

               ช้างที่นำมาต่อสู้นี้ มีหนังคลุมหัวและงวงไว้ เพื่อกันเสือตะปบข่วน พอเสือเห็นช้างก็วิ่งรี่เข้าตะปบและกัดข่วน ควาญช้างนั้นก็ไสช้างตรงเข้าสู้ ช้างก็จะเอางายาวของมันงัดร่างเสือจนลอยกลิ้งไปในอากาศ โดยมากจะใช้ช้างสี่ตัวสู้กับเสือตัวเดียว

               คณะทูตแขกบันทึกไว้ว่า ถึงแม้จะมีหนังหุ้มหัวและงวงช้างอยู่ เสือก็ยังสามารถกัดข่วนส่วนอื่นของร่างกายด้วยฟันเขี้ยวและเล็บที่แหลมคมของมันจนช้างบางตัวถึงกับทรุดขาหน้าทั้งสองนั่งลงด้วยความเจ็บปวด บางทีเสือก็กระโดดขึ้น ตะปบควาญช้างตกลงมาบนพื้นดิน และถูกเสือกัดกินน่าสงสาร

               คณะทูตแขกเขียนไว้ว่า กฎของเมืองไทยห้ามมิให้ควาญที่ตกลงจากหลังช้างต่อสู้กับเสือ อนุญาตแต่ให้วิ่งหนี หากหนีไม่ทันก็ต้องยอมให้เสือฉีกแขนฉีกขากัดกินต่อหน้าพระเจ้าแผ่นดินและท่านขุนนางข้าราชการทั้งหลาย

               เรื่องกฎหมายบ้านเมืองบังคับให้ตายก็ต้องตายนี้เป็นความจริง ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีหลายกรณีที่ยกสัตว์เหนือกว่าราษฎร โดยเฉพาะช้างของพระราชวังนั้นมีสิทธิ์เหนือคนไทยอยู่เสมอ หลวงวิจิตรวาทการท่านได้บันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์สากลเล่มที่ 3 ว่า

               “กฎหมายบางข้อ มีลักษณะซึ่งผู้เกี่ยวข้องจะหนีความตายไม่พ้น คือทำตามกฎหมายนั้นก็ตายไม่ทำตามก็ตาย แต่ทำตามกฎหมายไว้ดีกว่า เพราะถ้าทำตามกฎหมายก็ตายคนเดียว ถ้าไม่ทำตามกฎหมายก็ต้องตายทั้งโคตรเช่นกฎมณเทียรบาลว่า

               “เสด็จคล้องช้าง ถ้าช้างพระที่นั่งต่ำตาทรงเรียกบาศ (บ่วงคล้อง) อย่ายื่น หากจะทรงฟันตายก็ต้องยอมตาย ถ้ายื่นให้และช้างพระที่นั่งเป็นอันตราย ฆ่าทั้งโคตร”

               “ถ้าช้างเถื่อนมีภาษีให้ทูลห้าม ถ้าทูลห้ามแล้วมิทรงฟังให้นอนกลิ้งลงไปในระหว่างงาช้าง ให้ช้างแทงเสียให้ตาย ถ้ามิทำเช่นนั้นช้างพระที่นั่งเป็นอันตราย ฆ่าเจ็ดชั่วโคตร”

               คณะทูตแขกเล่าต่อไปว่า เสือสู้ช้างอยู่ได้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะเหนื่อยอ่อน ลงท้ายก็จะถูกช้างต้อนเข้ากรง เมื่อเข้ากรงแล้วเสือตัวนั้นจะถูกถอนฟันจนหมดปาก แล้วนำตัวไปเก็บไว้ข้างพระราชวังลพบุรี นาน ๆ ก็เบิกตัวออกมาซ้อมต่อสู้กับช้างที่อ่อนหัดต่อไป

               มีอยู่ครั้งหนึ่ง เสือที่นำมาต่อสู้กับช้างให้คณะทูตแขกดูนั้นไม่ยอมหนีเข้ากรงสู้อยู่ท่าเดียวจนถึงแก่ความตาย

               ระหว่างที่อยู่ที่ลพบุรีนั้น ก็มีแต่การกินเลี้ยงและล่าสัตว์ เข้าใจว่าคนไทยในสมัยโบราณที่มีอำนาจวาสนา ก็มีเรื่อง สนุกสนานอยู่เพียงเท่านี้ คณะทูตได้ล่ากวาง ล่าช้าง ล่าเสือ และออกไปจับนกใหญ่เช่นเหยี่ยว เป็นต้น จนวันหนึ่งจึงมีคนมาบอกว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้าอีก เมื่อคณะทูตมาถึง สมเด็จพระนารายณ์ทรงตรัสว่า

               “เราได้สั่งให้เสนาบดีอาลีคอยดูแลไม่ให้พวกท่านเหงาใจ ไม่มีความสุข และให้พาท่านทั้งหลายออกล่าสัตว์ทุกวัน วันนี้เราจะพาพวกท่านออกล่าช้างเอง”

               แขกคนหนึ่งในคณะทูตจึงกราบทูลว่า

               “พระมหากรุณาของพระเจ้าแผ่นดินไทยนั้นใหญ่หลวงนัก พวกเรามีความสุขอยู่ตลอดเวลาเพราะความเมตตาของพระองค์ วันนี้เรายิ่งมีความสุขเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นโชคดีที่ได้รับเชิญออกล่าสัตว์โดยองค์พระเจ้าอยู่หัวโดยแท้ พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้รับใช้พระองค์”

               วันนั้น สมเด็จพระนารายณ์ทรงจับช้างป่าให้คณะทูตแขกชมถึงสองตัว

               เมื่อฤดูฝนมาถึง สมเด็จพระนารายณ์ก็เสด็จกลับนครศรีอยุธยา คณะทูตก็ตามเสด็จไปที่กรุงศรีอยุธยามีที่พำนักอาศัยจัดไว้ให้อย่างสวยสดงดงาม เมื่อฝนเริ่มลงหนักและถี่ขึ้นทุกวัน ท่านเสนาบดี ฮาจิ อาซัน อาลี จึงมาหาบอกว่าถึงฤดูเหมาะสมที่จะเดินเรือกลับประเทศเปอร์เซียแล้ว คณะทูตจึงเตรียมตัวออกจากกรุงศรีอยุธยา

จบตอน