Get Adobe Flash player

สำเภาของพระเจ้าสุลัยมาน ตอนที่ 2 โดย นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ

Font Size:

เมื่อราชทูตเปอร์เซียเดินทางกลับ

                เมื่อฤดูฝนมาถึงคณะทูตเปอร์เซียก็เตรียมตัวขึ้นเรือสำเภากลับบ้านเกิดเมืองนอนของเขา คราวนี้จะลงเรือที่กรุงศรีอยุธยา เพราะถ้าจะไปขึ้นสำเภาที่เมืองตะนาวศรีนั้น จะต้องขึ้นช้างเดินทางบุกป่าฝ่าดงไปอีกหนึ่งเดือนกว่าจะถึง สมเด็จพระนารายณ์ไม่ทรงปรารถนาจะให้คณะทูตแขกนั้นต้องลำบาก จึงทรงจัดเรือสำเภาเตรียมไว้ให้ลำหนึ่งสำหรับเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกลับไปกรุงเปอร์เซีย

                ระหว่างที่ตระเตรียมเรือสำเภานั้น คณะทูตแขกก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสยามอีกหลายครั้ง วันหนึ่งได้ถูกเรียกเข้าไปในพระราชวังและเมื่อไปถึงก็มีคนแบกถาดเงินถาดทองซึ่งเต็มไปด้วยของกำนัลมาให้แก่ทุกคนในคณะ เป็นผ้าจากเมืองอินเดียหลายม้วน และเป็นเงินอีกด้วย ผู้ใดสำคัญและมีอาวุโสก็ได้รับพระราชทานเงินหลายสิบชั่งและผ้าอินเดียหลายสิบม้วนผู้ที่มีความสำคัญน้อยกว่าก็ได้น้อยลงมาตามฐานะ คณะทูตแขกทุกคนก็รับของขวัญจากพระเจ้ากรุงสยามด้วยความเคารพนบนอบเรียบร้อย แต่เขาจดบันทึกไว้ว่า

                “ข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่จะออกความเห็นได้ว่า พระเจ้ากรุงสยามผู้มีเกียรตินั้นต้องพ่ายแพ้พระเจ้าแผ่นดินประเทศอื่นเมื่อเปรียบเทียบกันในด้านการพระราชทานของขวัญเครื่องกำนัลแก่คุณทูตต่างประเทศ เพราะของกำนัลที่พระองค์ประทานแก่พวกเรานั้น ไม่ค่อยจะมีค่าเท่าใด อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าถือว่าจะไม่เป็นการเหมาะสมที่จะกราบทูล ความรู้สึกของข้าพเจ้าจึงได้แต่เงียบไว้

                ความจริงแล้ว ก็มิใช่ความผิดของพระเจ้าแผ่นดินไทยเพราะพระองค์มิได้เคยปฏิบัติตนผิดประเพณีกับพวกเราเลย ความรับผิดชอบนั้น ตกอยู่ที่อ้ายฝรั่งศาสนาคริสตัง (หมายถึงเจ้าพระยาวิชเยนทร์) ผู้มีความเกลียดชังเป็นศัตรูต่อชาวอิหร่านทุกคน การที่คณะทูตเราไม่รู้จักระบบประเพณีแห่งกรุงสยามดี และเราไม่มีผู้นำคณะที่ฉลาด ไม่มีคนแปลที่คล่องแคล่ว ทำให้เราอยู่ในฐานะที่ยากลำบากมากขึ้น หาไม่แล้ว พระเจ้าแผ่นดินผู้ไร้เดียงสาองค์นี้ถือได้ว่าทรงมีพระมหากรุณา และสามารถประทานของกำนัลได้ไม่แพ้พระเจ้าแผ่นดินอื่น ๆ เลย”

                หลังจากรับของกำนัลกันได้ไม่นานก็มีข่าวจากเมืองลพบุรีว่า มีช้างป่าจำนวนมากมารวมกลุ่มกันในทุ่งหญ้า สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงรีบเสด็จออกจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปคล้องช้างที่เมืองลพบุรีอีก และได้ทรงสั่งให้คณะทูตแขกติดตามไปด้วย เพราะคราวนี้เป็นการคล้องช้างใหญ่ พวกทูตแขกนั้นเริ่มแรกขี่ม้า แต่เมื่อใกล้ถิ่นช้างขึ้นทุกทีจึงเปลี่ยนไปขี่ช้าง ระหว่างที่รอสมเด็จพระนารายณ์เสด็จมาถึงนั้น คณะทูตแขกก็ได้รับอนุญาตให้นั่งพักอยู่บนหลังช้าง ส่วนข้าราชการทั้งที่เป็นแขกและไทยทั้งหลายนั้น ต้องหมอบคอยรับเสด็จอยู่บนพื้นดินใกล้ ๆ ขาช้างนั้นเอง ผู้ที่เป็นเสนาบดีหรือขุนนางสำคัญนั้น มีพรมปูไว้ให้ จึงไม่ต้องนั่งหมอบบนดิน

                วันนั้นสมเด็จพระนารายณ์เสด็จมาพร้อมกับพระราชินีทรงประทับอยู่บนที่นั่งหลังช้างซึ่งทำด้วยทองคำเจ้าพระยาวิชเยนทร์ก็ขี่ช้างตามมาด้วยเดินช้างเคียงข้างช้างของสมเด็จพระนารายณ์ แต่ช้างของเจ้าพระยาวิชเยนทร์นั้น ไม่มีเครื่องประดับอะไร

                เมื่อพระนารายณ์ทรงทอดพระเนตรมาเห็นคณะทูตอิหร่านจึงทรงบัญชาให้นำช้างของคณะทูตมายืนใกล้เคียงกัน เพื่อจะได้พูดคุยกันได้สะดวก และระหว่างที่ควาญช้างทั้งหลายไสช้างของตนเข้าคล้องช้างป่านั้น พระองค์จึงทรงตรัสว่า

                “นี่คือวิธีที่เราล่าสัตว์ในกรุงสยาม เราใช้คนไล่สัตว์มารวมกันเช่นนี้ วิธีล่าสัตว์ชนิดนี้ในประเทศเปอร์เซียทำกันอย่างไร”

                คณะทูตจึงอธิบายวิธีล่าสัตว์ในกรุงอิหร่านกราบทูลถวาย หลังจากนั้นสมเด็จพระนารายณ์จึงทรงถามว่าในประเทศอิหร่านจับม้าป่ากันอย่างไร คณะทูตจึงทูลตอบว่า

                “สัตว์ป่าเท่านั้น ที่ใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ในป่าทึบ ม้านั้นเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดมนุษย์ในยามลำบากและยามสบาย และหลังจากมนุษย์แล้ว ก็ถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่สูงส่งและเป็นผลงานของพระเจ้าซึ่งประเสริฐสุด ในประเทศอิหร่านนั้นมีม้าอยู่มากมาย เพราะประเทศอิหร่านเป็นเขตแดนที่ยอดสุดในโลกนี้ ในอาณาเขตของพระเจ้าสุลัยมานนั้น มีม้าอยู่มากมายหลายตัวจนนับไม่ถ้วน ม้าแต่ละฝูงนั้นเป็นม้าเลี้ยงมิใช่ม้าป่า คือเลี้ยงไว้ในเขตของพระเจ้าแผ่นดิน มีหัวหน้าคนเลี้ยงและคนเลี้ยงทั้งหลายคอยดูแล

                เมื่อลูกม้าเติบโตพอสำหรับขี่แล้ว หัวหน้าคนเลี้ยงจะบอกนายทหารให้ต้อนพาเข้ามาในนครหลวง หากพระเจ้าสุลัยมานทรงปรารถนาที่จะล่าม้า พระองค์จะบัญชาให้แต่งม้าหลวงด้วยอานม้าที่ประดับประดางดงามเยี่ยงภาพจีน ในกรณีนี้ถิ่นล่าม้าจึงได้มีองค์พระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ด้วย...ม้าทั้งหลายจะควบด้วยความเร็วสุดขีด แต่เหล่าทหารม้านั้นก็จะควบตามพร้อมกับแกว่งเชือกคล้องคอม้าด้วยความสามารถ และภายในเวลาไม่นานม้าเหล่านั้นก็ถูกจับมัดเหมือนคนรักที่ตกอยู่ในอ้อมแขนของคู่รัก”

                ความจริงท่านทูตแขกยังอธิบายต่ออีกยืดยาว ผู้เขียนไม่อยากแปลไว้หมดทุกถ้อยทุกคำได้ความว่า เมื่อพระเจ้าสุลัยมานและทหารม้าทั้งหลายคล้องม้าที่ต้อนมาได้หมดแล้ว ก็ทรงเลือกตัวดีที่สุดสำหรับคอกม้าในพระราชวัง ตัวอื่น ๆ นั้นก็แจกจ่ายให้แก่พวกเจ้าชายและนายทหารม้าอื่นต่อไป

                หลังจากนั้นสมเด็จพระนารายณ์จึงทรงรับสั่งให้คณะทูตนำความจริงพระทัย และความปรารถนาดีของพระองค์ไปสู่พระเจ้าสุลัยมานเมื่อกลับไปถึงกรุงเปอร์เซีย และให้พยายามทำให้พระเจ้าสุลัยมานทรงมีความรักและปรารถนาดีต่อกรุงสยามเช่นเดียวกัน คณะทูตแขกจึงกราบทูลว่าแม้จริงแล้ว ไม่มีใครในคณะทูตได้มีโอกาสใกล้ชิดพระเจ้าสุลัยมานพอที่จะกราบทูลเรื่องนี้ด้วยตนเองได้ แต่เขาทั้งหลายจะพยายามพูดกับอัครเสนาบดีอิหร่าน และท่านอัครเสนาบดีจะเป็นผู้กราบทูลพระเจ้าสุลัยมานเกี่ยวกับความปรารถนาดีของพระเจ้ากรุงสยาม สมเด็จพระนารายณ์จึงตรัสว่า

                “ผู้ใดทำให้พระเจ้าแผ่นดินเป็นมิตรต่อกัน ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนคนที่สร้างวัด เขาจะได้ชื่อเสียงในอาณาเขตทั้งสองแห่ง”

                ราชทูตอิหร่านจึงตอบว่า

                “ศาสนาของเราก็สอนให้มองการสร้างบุญในทำนองเดียวกัน ผู้ใดพยายามก่อสร้างความสามัคคี ผู้นั้นจะได้รับรางวัลในที่สุด”

                สมเด็จพระนารายณ์ทรงตรัสต่อไปว่า

                “เมื่อก่อนนั้นเราส่งเจ้าฮาจิตัวไม่ซื่อ ไปเจริญไมตรีกับกรุงเปอร์เซีย มันก็ไม่แน่ใจว่าควรถวายอะไรเป็นของกำนัลจากเรา สิ่งที่มันนำติดตัวไปด้วยนั้นเป็นแต่เพียงของตัวอย่างเท่านั้นเอง เราได้สั่งให้เจ้าฮาจิ ซาลิม จดไว้ว่าของขวัญชนิดไหนเหมาะสมที่สุด และให้มาบอกแก่เรา แต่ฮาจิ ซาลิม ดีแต่หมดมุ่นอยู่กับความเห็นแก่ตัวในระหว่างที่พำนักอยู่ในประเทศอิหร่าน และมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเรา ถึงแม้เราจะได้เคยถามเรื่องนี้มาทีหนึ่งแล้ว พวกท่านก็ยังมิได้ให้คำตอบอันเป็นที่พอใจของเรา”

                ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ในบทที่แล้วว่าสมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงถามคณะทูตแขกครั้งหนึ่งแล้ว ว่าในจำนวนของกำนัลทั้งหมดที่ให้ราชทูตไทยนำไปถวายนั้น พระเจ้าสุลัยมานทรงโปรดชิ้นใดมากที่สุด ตอนนั้นราชทูตแขกตอบว่า พระเจ้าสุลัยมานทรงโปรดหนังสือพระราชสาส์นมากที่สุดพระนารายณ์ก็มิได้ทรงกล่าวว่าอะไร แต่คงจะทรงไม่เชื่อจึงตรัสถามอีกเป็นครั้งที่สอง