Get Adobe Flash player

คนละเรื่องเดียวกัน โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ผม (วิจารณ์ จันทนะเวส) เขียนบทความเรื่องราวของ ทักษิณ ชินวัตร ที่กี่ยวข้องกับประชาชน ประเทศไทย เป็นส่วนรวม ลงในคอลัมน์นี้ติดต่อกันมาหลายครั้งหลายครา (ในลักษณะบทความ..ความคิดเห็น) ชี้ให้เห็นอันตรายจากการแสดงออกถึงความต้องการของเขา ที่ต้องจะเปลี่ยนการปกครองของประเทศไทยที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 

    ยอมรับว่า ประเทศไทยมีประชาธิปไตยเพียงครึ่งใบมานานจนถึงปัจจุบัน ไม่เต็มร้อย แต่วันนี้  "ระบอบเผด็จการทักษิณ" จะมาอย่างเต็มๆ มีตัวอย่างให้เห็นมานานแล้วว่า เป็นระบอบการปกครองแบบ "จักรพรรดิ์นิยม" คือประเทศอยู่ใต้ความต้องการของ "จักรพรรติ์ผู้ครองประเทศ" แต่ผู้เดียว นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหรือ(ข้าราชการ) เป็นเพียงลูกมืออยู่ใต้คำสั่งของเขา วันนี้ ประเทศไทยถูก "ปฎิวัติ" สภาผู้แทนฯ ได้แล้ว จากการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อประโยชน์ของ ทักษิณ  ผู้แทนฯส่วนใหญ่ในสภาฯ ยอมรับกันว่าเป็น "ขี้ข้า"ของเขา สนองความต้องการระบอบทักษิณ เป็นจักรพรรดิ์ผสมกับยุคโรมันรุ่งเรืองกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างน่าใจหาย

         ถึงแม้ทำได้บ้างบางส่วนจนถึงกับคุมสภาผู้แทนฯได้ แต่จะถูกขีดเส้นตายไว้แค่ "ประเทศไทยในอาณานิคมของทักษิณ" บางส่วนบางภาค ถ้าคนไทยทั้งประเทศไม่ยอมตกเป็น "ขี้ข้า"  (เป็นทาสสมัยใหม่) ของคนครอบครัวเดียว ต้องร่วมใจกันอย่างจริงจัง นับแต่นี้เป็นต้นไป...

         ความต้องการให้ประเทศไทยเป็นอาณานิคมของทักษิณ เกือบจะสำเร็จ (เสร็จเขา)  ถ้าประชาชนชาวไทยยังตื่นตัวไม่ทัน พากันหลงไหลได้ปลื้มอยู่กับ"ประชานิยม" ที่คนต่างจังหวัด (บางกลุ่ม) มัวเมากันเพราะยังเข้าไม่ถึงข่าวสารความจริง แต่ยังไม่สายเกินไป.. ณ. เสี้ยวเวลานี้ยังกลับตัวทัน ถ้าพร้อมใจกัน "ปลดแอก" ออกจากบ่าจากหลังไหล่กันได้ทันเวลา แม้จะบอบช้ำไปมากแล้วก็ตาม แต่ยังไม่สายเกินไป.. ขอทำความเข้าใจ (กับผู้อ่านกับเจ้าของคอลัมน์นี้) ด้วยบทความของ "จิตรกร บุษบา" มาให้เห็นความเป็นไปเป็นมาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ของระบอบอันตรายที่เรียกกันว่า "ระบอบทักษิณ" เพื่อจะได้ร่วมใจกันพิทักษ์ประเทศไทยไว้ไม่ให้ตกเป็น "ประชานิคม" ของครอบครัวใคร .คนใดคนหนึ่ง..เท่านั้น

     เชิญอ่าน ทำความเข้าใจกับระบบที่เรียกกันว่า "ระบอบทักษิณ" จาก "จิตรกร บุษบา"  ผม (วิจารณ์ จันทนะเวส) ผู้รับปิดชอบคอลัมน์ "คนละเรื่องเดียวกัน" ในฐานะคนไทยในอเมริกาที่มีความห่วงใย ญาติพี่น้องชาวไทยในประเทศไทยอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน และคนไทยในอเมริกาที่ยังขาดความรู้เรื่องเมืองไทย บางส่วนที่ยังขาดอยู่ไม่ครบด้านอีกมาก(รวมทั้งตัวเองด้วย) จะได้แลกความคิดเห็นความรู้เรื่องเมืองไทยให้ได้รับรู้ทุกเรื่องทุกด้านได้มากยิ่งขึ้น

     ด้วยความเคารพเพื่อนผองพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ทุกความคิดเห็น

     ขอขอบคุณ

      วิจารณ์ จันทนะเวส

 (เรื่อง)  เมืองไทยในอาณานิคมของ ทักษิณ

              โดย จิตรกร บุษบา (สนพ.แนวหน้า)

กี่ปีแล้วครับ ที่คนชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ได้สร้างความร้าวฉาน ปั่นป่วน มืดมน และแตกแยกให้แก่สังคมไทย  กี่ปีแล้วครับ ที่คนไทยรบรากันเอง เพื่อช่วยทักษิณ และเพื่อขจัดทักษิณ  เงินของเขา สงครามจิตวิทยาของเขา สื่อของเขา และขี้ข้าของเขา  ต้อนเราเข้าเข่งสองเข่ง แล้วปล่อยให้คนในเข่งสองเข่ง  ออกมาจิกตีกันเอง เพื่อพิสูจน์ว่าบ้านเมืองต้องการทักษิณ หรือต้องการหลุดพ้นจากทักษิณ

                 ในสภาพที่แสนทุเรศนี้  คนไทยควรได้สติ ที่จะลุกขึ้นมาหาคำตอบร่วมกันเสียทีว่า ‘จุดสุดท้ายปลายทาง... ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร’

 1.ต้นน้ำ

                 การเมืองไทยล้มลุกคลุกคลานมาโดยลำดับ  หลังคณะราษฎรยึดอำนาจจากราชบัลลังก์  เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  อำนาจถูกผ่องถ่ายมาจากองค์พระมหากษัตริย์และคณะที่ปรึกษา  มาสู่คณะราษฎร  ผู้มีความรู้และเห็นโลก ‘ล้ำหน้า’ ไปกว่าประชาราษรทั้งหลาย

                 ท่ามกลางความไม่รู้เรื่องรู้ราวของราษฎร  มีคนมากมายเข้ามามีส่วนผ่องถ่ายอำนาจที่ได้มาเข้าสู่ชนชั้นของตนเอง ด้วยการอ้างราษฎร  โดยที่อำนาจไม่เคยเป็นของราษฎรอย่างแท้จริงเลย

                 หลังผ่านพ้นยุคตำรวจ-ทหารครองอำนาจ  นักการเมืองเริ่มมีบทบาทนำศรัทธาประชาชน  พรรคการเมืองในเวลานั้น จึงมี ‘กลุ่มทุน’ หนุนอยู่ข้างหลัง  ให้ทุนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง  เพื่อเมื่อชนะ ได้เป็นรัฐบาลแล้ว  พรรคการเมืองที่ติดค้าง นักการเมืองที่พึ่งพากัน จะได้จัดสรร ‘งาน’ จากรัฐบาล มาให้ทำ ให้เกิด ‘เงิน’ และผลกำไร

                 กระทั่งพ่อค้าชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ซึ่งถูกแรงกดดันจากกรมตำรวจ  แล้วตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจ  ต่อติดกับคนมีอำนาจ  เข้าถึงกิจการผู้ขาดหรือกิจการที่มีการแข่งขันน้อย   เช่น โทรศัพท์  สมุดหน้าเหลือง และโทรทัศน์  จนเมื่อต่อติดกับ คณะ รสช. โดยเฉพาะ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หรือ บิ๊กจ๊อด  ได้สัมปทานดาวเทียมมาเป็นของตน  ฐานะของเขาก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด  ยิ่งช่วงประกาศ ‘ลอยตัวค่าเงินบาท’ ของรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ  ด้วยแล้ว  กำไรจากค่าเงินก็เป็นส่วนเพิ่มความมั่งคั่งให้แก่เขา  และเริ่มสนใจว่า ‘อำนาจทางการเมือง’ เป็นปัจจัยใหญ่สู่ ‘อำนาจทางธุรกิจ’  คนคนนี้จึงกระโดดเข้าสู่วงการเมือง ผ่านพรรคพลังธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง  และเรียนรู้ทางลัดของการ ‘คว้าอำนาจ’ ทางการเมือง  ด้วยการตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้น  รวบรวมกลุ่มทุนต่างๆ มาลงทุนตั้งพรรคเหมือนตั้งบริษัท   ดึงตัว ส.ส. จากพรรคอื่นๆ ที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งแน่ๆ มาร่วม   พลิกแนวทางการหาเสียงด้วยนโยบาย “ประชานิยม”  ที่ประชาชนเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม  จนนำไปสู่ชัยชนะจากการเลือกตั้ง  แต่เพื่อให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือสภา  จึงควบรวมพรรคการเมืองอื่นๆ เข้ามาอีกหลายพรรค   และกลายเป็นผู้ยึดกุมอำนาจเหนือสภา  จึงสามารถชีทิศทางของการบริหารจัดการตามใจทักษิณได้ โดยไม่มีอุปสรรค

 2.กลางน้ำ

                 เมื่อมีอำนาจเบ็ดเสร็จ  ทักษิณก็ ‘แสดงตัวตน’ ออกมาอย่างชัดเจน  เขาเริ่มไม่ฟังใคร  ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยสนับสนุนเขาเริ่มตีจาก เช่น ดร.คณิต ณ นคร, น.พ.เสม พริ้งพวงแก้ว, น.พ.ประเวศ วะสี, น.พ.เกษม วัฒนชัย เหล่านี้เป็นต้น  แต่ทักษิณก็มิได้สนใจ  เพราะเลยเวลาที่ต้องอาศัยชื่อของบุคคลเหล่านี้เป็นใบเบิกทาง หรือเป็นเครื่องตบตาสังคมอีกต่อไป

                 เขาเริ่มใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีและสภา  เปลี่ยนแปลงกติกา เงื่อนไข หรือข้อบังคับทางกฎหมาย เอื้อให้บริษัทของเขาได้ประโยชน์ เช่น แปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต, เปลี่ยนสัดส่วนผู้ถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม, ปล่อยกู้ให้แก่พม่า เพื่อนำเงินมาซื้อบริการในกิจการของตนเอง เป็นต้น

                 เขายังใช้ความรุนแรง จัดการต่อปัญหาภาคใต้  ในยุคที่เขาเป็นนายกฯ เกิดการอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร หายไปอย่างไม่มีร่องรอยจนถึงปัจจุบัน, ทีมฟุตบอลที่สะบ้าย้อย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสังหารถึง 19 ศพ, เหตุการณ์ล้อมยิงที่มัสยิดกรือเซะ, เหตุการณ์ขนคนซ้อนทับกันใส่รถบรรทุกจนเสียชีวิตจากหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จ.นราธิวาส มายังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี และการทำสงครามกับยาเสพติด ที่สังหารผู้บริสุทธิ์ไป 2,500 ราย

                 ในที่สุด พฤติกรรมที่เฝ้าแต่ตักตวงผลประโยชน์จากการมีอำนาจรัฐ  การเป็นเผด็จการรัฐสภา  ทำสภาทั้งสอง คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้เป็นเพียงสภาทาส สภาตรายาง  อันเป็นการทำลายหัวใจหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย  การคุกคามองค์กรอิสระ คุกคามสื่อ ใช้อำนาจ ป.ป.ง. ตรวจบัญชีทรัพย์สินของสื่ออย่างคุกคามและผิดขั้นตอน  กระทั่งฟางเส้นสุดท้าย คือ การขายกิจการชินคอร์ป โดยไม่เสียภาษี นำมาซึ่งความสุดทน  จนประชาชนต้องออกมาขับไล่

                 ทักษิณปฏิเสธการถูกตรวจสอบ ทั้งโดยสภา องค์กรอิสระ สื่อมวลชน จนประชาชนในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องออกมาต่อสู้ ขับไล่ และเปิดโปงความชั่ว  เป็นที่มาของคำว่า ‘ระบอบทักษิณ’ คือ การรวมกลุ่มทุน มาลงทุนให้ชนะการเลือกตั้ง ด้วยการเอาประชานิยมมาเป็นเหยื่อล่อ  เมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว  ก็เข้าถึงข้อมูล เข้าถึงอำนาจ เข้าถึงผลประโยชน์  แล้วใช้เสียงส่วนใหญ่แก้ไขกฎหมาย ข้ามขั้นตอนของกฎหมาย นำไปสู่การกอบโกยผลประโยชน์  โดยไร้ยางอาย ไร้ศีลธรรม ใช้สื่อสร้างภาพ ตบตาคนในสังคม ทำให้คนงมงายและลุ่มหลง ด้วยการสร้างภาพว่าถูกใส่ร้าย ถูกรังแก

                 เมื่อจวนตัวจากการรุกไล่ของประชาชน  ทักษิณชินวัตร ประกาศยุบสภา  สมคบกับ กกต. จัดการเลือกตั้งในเวลา 30 วัน  ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ ปฏิเสธการเอาเปรียบนี้ด้วยการไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง  พรรคไทยรักไทยจึงติดเงื่อนไข มีผู้สมัครรายเดียว  จะต้องได้คะแนนมากกว่า 20% ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง  จึงเลือกกี่ครั้งกี่ครั้ง ก็ไม่ผ่านเกณฑ์เสียที  ในที่สุดเกิดการจ้างพรรคเล็กลงสมัครแข่งขัน และ กกต. ก็รู้กัน แก้เงื่อนไขให้เกิดการเวียนเทียนผู้สมัครได้ เช่น เคยลงเขตอื่นแล้วแพ้ ก็มาลงสมัครในเขตใหม่ได้  ภายหลังกลายเป็นเหตุให้พรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสินทางการเมือง  พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา มีชื่อเป็นผู้ว่าจ้างพรรคเล็ก

                 ระหว่างทำหน้าที่รัฐบาล ‘รักษาการ’ ทหารก็ออกมาทำการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549  อ้างเหตุการณ์การณ์ที่อาจมีการปะทะกันของประชาชนฝ่ายทักษิณกับฝ่ายต่อต้าน   นับจากนั้น  แรงแค้นของทักษิณก็ตกหนักอยู่กับแผ่นดินที่ชื่อ ‘ประเทศไทย’

                 เขาใช้สื่อทั้งในและต่างประเทศ พร้อมจ้างล็อบบี้ยิสต์ พลิกภาพรัฐบาลเผด็จการ กอบโกย และคดโกง  เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ถูกรัฐประหาร  ทั้งๆ ที่ขณะนั้น เขามิได้มีอำนาจเต็มในการเป็นรัฐบาลเลยด้วยซ้ำ  เขาสามารถสร้างเครือข่ายต่อต้านการรัฐประหาร เรียกร้องให้เขากลับบ้าน จนสำเร็จมาโดยลำดับ

                 ดังนั้น คดีที่เขาถูกกล่าวหา โดย คตส. ก็ถูกบิดเบี่ยงไปว่า เป็นมือเท้าของคณะรัฐประหาร มีความแค้นส่วนตัว ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ถูกต้อง ทั้งๆ ที่ คตส. ทำงานบนฐานอำนาจตามกฎหมายของ ปปช., ป.ป.ง. และสรรพากร  ทำหน้าที่เหมือนเจ้าพนักงานสอบสวน ทำสำนวนส่งต่อให้อัยการพิจารณา  คดีที่ไม่ส่งฟ้องทักษิณก็มี ที่ส่งฟ้องก็มี และทักษิณมีโอกาสต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมปกติได้อย่างเต็มที่

 3.ปลายน้ำ

                 หลังรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งผ่านการร่างโดย ส.ส.ร. ผ่านการลงประชามติโดยประชาชน ประกาศใช้  รัฐบาลชั่วคราว นำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ประกาศยุบสภา นำมาสู่การเลือกตั้ง  พรรคพลังประชาชน นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งทักษิณเป็นคนเลือก ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ทักษิณเดินทางกลับประเทศไทย กราบแผ่นดิน และสู้ 2 คดี คือ คดีทุจริตที่ดินรัชดา กับคดีร่ำรวยผิดปกติ

                 ระหว่างนั้นเกิดเหตุถุงขนม 2 ล้านโผล่ที่ศาล  ประชาชนเชื่อว่าเป็นความพยายามจะติดสินบนโดยใครบางคน  แต่ในที่สุดแล้ว คดีร่ำรวยผิดปกติก็ได้รับการตัดสิน ศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์ที่ทักษิณพิสูจน์ไม่ได้ว่ามาจากไหน และบางส่วนชัดเจนว่าเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์  ให้ตกเป็นของแผ่นดิน 46,000 ล้านบาท  และก่อนคดีที่ดินรัชดาจะตัดสินเพียงไม่นาน  ทักษิณขอเดินทางไปร่วมพิธีเปิดกีฬาโอลิมปิกที่ประเทศจีน และไม่เคยกลับเข้าประเทศอีกเลย

                 คำพิพากษาของศาล คือ โทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา  นับจากนั้นมา  ขบวนการ ‘สู้เพื่อทักษิณ’ โดยการผลักดันของทักษิณและเครือญาติ ก็ถูกขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น  โดยเฉพาะเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ เพราะทำผิด จากคดี ‘ชิมไปบ่นไป’  นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อ ทว่าถูกต่อต้านอย่างหนักจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และสุดท้ายก็พ้นจากตำแหน่ง เพราะพรรคพลังประชาชนถูกยุบ  เนื่องจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช  กรรมการบริหารพรรคทุจริตการเลือกตั้ง

                 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกฯ  แทนที่จะเลือก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ยังความไม่พอใจให้เกิดขึ้น เกิดวาทกรรม ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และนำมาสู่เหตุการณ์การใช้ความรุนแรงของคนเสื้อแดงทั้งปี 2552-2553  ท่ามกลางความขัดแย้งและสูญเสีย  รัฐบาลนายอภิสิทธิ์หารือกับทุกพรรคการเมือง และเจรจากับฝ่ายต่อต้าน ในที่สุด นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้งตามที่พรรคอื่นๆ เรียกร้อง  แล้วนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

                 ทักษิณ ชินวัตร ส่งน้องสาว คือ ‘ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร’ ลงสู่สนามการเมือง ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความสนใจมาก่อนเลย  คู่กับนโยบายประชานิยมอีกเป็นจำนวนมาก   ในที่สุดพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง  ยิ่งลักษณ์ได้รับเลือกจากสภาและได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

                 ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตว่า ‘ยิ่งลักษณ์’ เป็นเพียง ‘หุ่นเชิด’ ทักษิณ และนโยบายประชานิยม เช่น จำนำข้าว, ค่าแรง 300 บาท, จะกระชากค่าครองชีพ  ก็ทั้งถูกคาดหวังและถูกทักท้วงว่าทำไม่ได้ จะนำความฉิบหายมาสู่วินัยทางการเงินการคลังและระบบเศรษฐกิจของประเทศ  รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ไม่ฟังเสียงใคร

                 มาวันถึงวันนี้ ยิ่งลักษณ์เผยตัวเผยใจแล้วว่า ถนัดด้าน woman touch คือโปรยเสน่ห์ แต่ขาดความมีสติปัญญาและการเป็นผู้นำที่แท้จริง  ขาดความรู้ความเข้าใจในปัญหาบ้านเมืองและบทบาทการเป็นนายกฯ  ขาดใจที่จะมีให้ต่อหน้าที่ ต่อประชาชน  ขาดความเป็นกลาง และขาดความน่าเชื่อถือว่าเธอเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อชาติ

                 2 ปีเต็มๆ ที่แทบไม่เข้าประชุมสภา แต่งตัวเฉิดฉาย ไปต่างประเทศโดยไม่สำแดงประโยชน์ที่ประเทศชาติได้รับ  เอางบประมาณไปใช้โดยหลบเลี่ยงระบบตรวจสอบ  กระตุ้นการบริโภคจนหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูง และก่อหนี้ภาครัฐผ่านการกู้โดยไม่มีเนื้องานที่ชัดเจน  บริหารเศรษฐกิจล้มเหลวจนข้าวยากหมากแพง  ดำเนินนโยบายที่ล้มเหลวและสร้างผลกระทบ  ใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ  อยุติธรรมต่อประชาชนภาคส่วนต่างๆ และหาทางช่วยพี่ชายมากกว่าช่วยชาติ

                 ล่าสุด จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยจะลบโทษผลพวงจากคดี คตส. ซึ่ง ทักษิณ ชินวัตร คือคนคนเดียวที่จะได้รับประโยชน์  จึงต้องถามคนไทยว่า จะนั่งแฉย ไม่ออกมารักษาความถูกต้องให้บ้านเมืองกันอย่างนั้นหรือ?