Get Adobe Flash player

อนาจาร..(ใคร ?) ชำเราประเทศ โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

     การเมืองในวันนี้ แต่ละเรื่องแต่ละราวมีความสำคัญน่าติดตาม พูดตามศัพท์ที่เข้ากับเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลงอย่างฉับไวรวดเร็ว ก็เห็นจะต้องติดตามข่าวกัน “อย่ากระพริบตาทีเดียวเชียว”  

         ข่าวคืบหน้า ในวันที่เขียนนี้  (11ธันวาคม 2556) กว่าจะถึงมือผู้อ่าน อาจ จะกลายเป็น”ข่าวล่า (ช้า)” มากับเรือเอี้ยมจุ้น  กว่า เสรีชัย ฉบับที่ท่านๆ ถืออยู่ในมือกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้จะ กลายเป็นข่าวเก่า  แต่ไม่ถึงกับสนิมจับเก่ามาจากเมืองไทย แต่มาเป็นข่าวใหม่น่าตื่นเต้นตกใจ ของหนังสือพิมพ์ไทยในอเมริกา  ยังเป็นข่าวกรุ่นๆ อยู่ มีเนื้อหาน่าสนใจอยู่มาก พอเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ กันได้ ไม่ถึงกับตกข่าวเอาเลยทีเดียว

           เอ๊ะ .. คำว่าเก่าที่นั่น..มาใหม่ที่นี่ เหมือนกับคำพูดเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ  สมัยยังเที่ยวคลับย่ำราตรี เต้นรำตำเนื้ออยู่ที่เมืองไทย แต่เป็นไฉนมาอยู่ที่นี่ จึงเปลี่ยนไป ดันมาเดือดเนื้อร้อนใจ “ปวดแสบปวดร้อนกับเรื่องการเมืองในประเทศไทย” หรือว่าเวลาผ่านไปมีความคิดถึงบ้านเมืองมากขึ้น  ..มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเราแล้ว “ปวดใจ” โอ..โอ้ย..ปวดใจ  การเมืองในประเทศไทย ถึงยุค “โจรครองเมือง” มานานจนเกือบจะถึงกาลวิบัติแล้ว ( ? )  อดจะเป็นห่วงบ้านเมืองไทยไม่ได้ เคยเหลวไหลมามากแล้ว ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนไทยในอเมริกา บางคนที่ไม่ค่อยมีเวลาติดตามเหตุกการณ์บ้านเมืองไทย  จะได้รับรู้ “ความทุเรศทุรัง” ของนักการเมือง  ประเภทพวกพ่อค้าแม่ค้าหน้าเลือด ทั้งตัวตะกวดตัวเห้..มีทั้งตัวผู้ตัวเมีย เข้ามา “กุมอำนาจรัฐ” ประเทศเราเอาไว้  ขายสมบัติของชาวไทยทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งจะสร้างหนี้ กู้เงินท่วมหัว 2.2 ล้านล้าน มาให้ลูกหลานยุคต่อไปเป็นหนี้กันตั้งแต่เกิดจนตาย  เผลอไม่ได้ “มันเอาแน่”

 มวลหมู่ประชาชนประชาชนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว จนกระทั่งถึงเฒ่าชะแรแก่ชรา รวมตัว  4-5 ล้านคนกันขับไล่ไสส่ง ...ก็ยังไม่ยอมไป  ผ่อนหนักเป็นเบาด้วยการ “ยุบสภา” หาจังหวะต่อไป แต่ยังเสนอหน้าเป็น “ครม.รักษาการณ์”

         ติดตามอ่านเรื่องราวของ รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังค้างอยู่เรื่องสำคัญๆ ที่ยังค้างคาศาลอยู่ หนักหนาสาหัสทุกเรื่อง

         เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.56  เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่ผลการพิจารณาคดีสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 คดี มีเนื้อหาโดยสรุป ประกอบด้วย 

          1.เรื่อง นายไพบูลย์ นิติตะวัน และนายคมสัน โพธิ์คง ยื่นร้องว่า พรรคเพื่อไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย จากกรณี เมื่อวันที่ 23 พ.ย.56 พรรคเพื่อไทยและนายจารุพงศ์แถลงไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ ส.ว. ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้เวลาไม่เกินสามวันนับแต่วันที่รัฐสภารับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของ ส.ว. ส่งขึ้นทูลเกล้าฯ โดยไม่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลได้พิจารณาแล้วมีมติ 5ต่อ 3 ระบุว่า กรณีไม่มีมูลเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

2.เรื่อง นายวันธงชัย ชำนาญกิจ ยื่นร้องว่า นายประสิทธิ์ โพธิสุธน กับพวกรวม 314 คน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และนายนิคม ไวยรัชพานิช กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย จากกรณีเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่มุ่งจำกัดอำนาจของรัฐสภาในการพิจารณาให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาให้น้อยลง ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่ฝ่ายบริหารในการทำหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยระหว่างการพิจารณามีการปิดอภิปรายสมาชิกซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ศาลได้พิจารณาแล้วมีมติ 6 ต่อ 2 ระบุว่า กรณีนี้มีมูล จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง

3.เรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย จากกรณีนายสุเทพนำมวลชนเข้ายึดกระทรวงการคลัง ตัดน้ำ ตัดไฟ ข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่รัฐหยุดปฏิบัติราชการ โดยมีวัตถุประสงค์ในการชุมนุมคือเพื่อขับไล่ระบอบทักษิณและเสนอระบบการปกครองใหม่ โดยการจัดตั้งสภาประชาชนและสร้างนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในฝันของประชาชน พร้อมขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินให้นายสุเทพหยุดการยึดสถานที่ราชการ เลิกการจะตั้งสภาประชาชนและสร้างนายกฯหรือรัฐมนตรีในฝัน และเลิกกระทำการตามฐานความผิดในหมายจับคดีมั่วสุมใช้กำลังประทุษร้าย

ศาลได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า การกระทำของนายสุเทพเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และเป็นการกระทำในนามประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ ส่วนการยึดสถานที่ราชการก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว และสถานการณ์ตามคำร้องก็ได้พัฒนาไปสู่การยุบสภาและเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งใหม่ จึงยังไม่มีมูลกรณีที่เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

4 .ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งความเห็นของ ส.ส. รวม 2 คำร้อง ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีข้อความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคหนึ่ง และตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการกดบัตรแสดงตนและลงคะแนนแทนกัน และเป็นการตราร่าง พ.ร.บ.ขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามกระบวนการจัดทำงบประมาณ ศาลได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า คำร้องทั้ง 2 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) จึงมีคำสั่งรับคำร้องทั้ง  2 ไว้พิจารณา

ทั้ง สี่ข้อข้างต้น ล้วนอยู่ในความสนใจของประชาชน เรื่องแรก คือ ทั้งส.ส. และส.ว. ทั้งประธานสภาและประธานรัฐสภา กับพวกรวม 314 คนรวมหัวกัน เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ข้อใหญ่ใจความคือ รัฐบาลจะทำสัญญา หรือข้อแก้ไขกฏหมาย ในเรื่องอาณาเขตใดๆ ได้ โดยไม่ต้องผ่านสภาฯ

ส่วนข้ออื่นๆ ก็เป็นไปตามนั้น แต่ทุกข้อ ขัดกับ รัฐธรรมนูญ ที่มีไว้แต่ละมาตรา อย่างเช่น มาตรา 190 ขัดกับมาตรา 68   เป็นต้น การใช้กฏหมู่ ในสภาผู้แทนฯ  เช่นการกดบัตรรายงานตัวแสดงว่าอยู่ในที่ประชุมสภาฯ ต้องการออกเสียงแทนกัน ย่อมจะเป็นโมฆะ ผิดกฏของสภาฯ เสื่อมเสีย “โกงอย่างหน้าด้าน” ของสมาชิกสภาฯ  (พรรคเพื่อไทย) ซึ่งมี นายกรัฐมนตรี เป็นสมาชิกของพรรคนั้นด้วย  จึงเรียกได้ว่า เป็นความบัดซบ ของสมาชิกพรรคเพื่อไทย ถึงอาจจะเรียกได้ว่า “ถึงรัฐบาลไทย”ด้วย

ความ “บัดซบ” ย่อมจะตกมาถึง ตัวนายกรัฐมนตรี แห่งพรรคเพื่อไทยที่สังกัดอยู่ จะปฎิเสธการโกง ที่จับได้คาหนังคาเขาด้วยการบันทึกเทปไว้ เป็นหลักฐาน อย่างชัดเจน

รัฐบาลที่มี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบอยู่ถูกประชาชนสี่ห้าล้านคน ขับไล่แต่ไม่ยอมลาออก

 เลี่ยงไป “ยุบสภาฯ” ยังคงกุมอำนาจรัฐอยู่  จะเรียกว่าเป็นความ “ หนา ” ยากจะหาคำมาเปรียบอย่างไรให้สมน้ำสมเนื้อ...ไม่ได้เลย...