Get Adobe Flash player

อ้าปาก..เห็นลิ้นไก่... โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

               การปกครองในประเทศไทย ณ เวลานี้ อ้างกันจนเมื่อยปากว่า เป็นการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง (โกงมาด้วยการซื้อเสียงเป็นส่วนใหญ่)

                ต่อจากนั้นมาเห็นแจ้งกระจ่างชัดว่า แท้จริงแล้วรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้  “ระบอบทักษิณ”  โดยทักษิณ ชินวัตรบริหารประเทศ สั่งเดินหน้า หันซ้ายหันขวา อยู่  (แบบลับๆ ล่อๆ คือคอยจะล่ออยู่ในที่ลับ ตามสันดานคดๆ งอๆ )

                ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร รู้ดีว่า  รัฐบาลของตนเองหาได้บริหารประเทศ ด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่อย่างไรไม่

               ถ้าจะพูดกันอย่างกว้างๆ แล้ว ระบอบประชาธิปไตย  ใช้บริหารประเทศมีหลักใหญ่ๆอยู่สามประการ คือ อำนาจ นิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และ อำนาจตุลาการ  (ขึ้นอยู่กับหัวหลักหัวตอของผู้ที่กุมอำนาจต่างๆ นั้นไว้) เป็นบริหารหลักสากลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยกันอยู่

               แต่ประเทศไทย ณ เวลาปัจจุบัน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กุมอำนาจ นิติบัญญัติ และบริหารทั้งสองอย่างอยู่ในมือ ตั้งแต่มีอำนาจบริหารราชการมาสองปี ที่ผ่านๆ มา พยายามรวบอำนาจ “ตุลาการ” ไว้อีกด้วย (คำว่า ราชการ สะเทือนใจ ยิ่งลักษณ์ หรือ ปล่าว.. เพราะมาจากคำว่า รา..ชะ..การ.. ( ทั้งๆที่เข้าใจก็ต้อง “แกล้งทำเป็นโง่..ต่อไป)

                อำนาจตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ตกอยู่ในอำนาจบริหารของรัฐบาล  ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นตัวอย่างให้เห็นเด่นชัดว่า ศาลใช้อำนาจอย่างยุติธรรม  แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้ “ระบอบทักษิณ” ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา “ตีหน้าตาย” ทำว่า คณะรัฐบาลของตนเองเป็นประชาธิปไตย 

               ประชาธิปไตยของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็คือ การใช้ระบอบประชาธิปตวย (แต่ระเรื่องไม่ต่างกับ “การ์ตูน” ของต่วย ตูน) ประชาชธิปตวยของยิ่งลักษณ์ ขึ้นอยู่กับคะแนนเสียง “เลือกตั้ง”จึงต้องใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ เพื่อให้ได้มาเพื่อการลงคะแนนเสียง “เต็มหีบ” (ใช้มหาดไทยและตำรวจ ที่มีอยู่ทั้งในและนอกระบบ ทั้งข่มขู่และเคี่ยวแข็ญประชาชนให้มาลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายรัฐบาลที่ถืออำนาจรัฐอยู่ ) รวมทั้งใช้ “อำนาจเงิน” ทุ่มเทซื้อคะแนนเสียงแบบไม่อั้น  แน่นอนว่า ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการอยู่ตลอดมา  (เลือกตั้งเมื่อไหร่ “ระบอบทักษิณ” ได้เสียงส่วนใหญ่มทุกครั้งไป ไม่ว่าจะชูใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี กระทั่ง ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ก็เป็นยายิกรัฐมนตรีในระบอบทักษิณ ได้ เห็นได้ชัดถนัดถนี่ว่าเอา  “ชะนี” มาเป็นนายิกฯ ก็ยังได้..

               ทั้งยังทำให้เกิดแตกแยกประชาชนชนในชาติเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือ ประชาชนทั่วๆไปกับอีกส่วนหนึ่ง คือ “คนเสื้อแดง”  ที่อยู่ในความควบคุมของฝ่านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยามต้องการใช้ “อำนาจมืด”  ((เผาบ้านเผาเมือง เป็นตัวอย่าง)

                โดยหลักการใหญ่ๆ ของระบอบทักษิณ  คือ “เผด็จการสภาฯ”  

               แม้ว่าขณะนี้ยัง ทักษิณ ชินวัตร จะมีชนักปักหลัง เป็น “นักโทษหนีคำพิพากษาของศาลไทยอยู่ แต่ยังสั่งการได้โดยใช้

ผ่านทาง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ซึ่งเป็นนายิกรัฐมนตรี อยู่

               อำนาจเถื่อน อีกอย่างหนึ่งที่ทำหน้าที่ตามล้าง ตามล่า บุคคลสำคัญๆ ทางการเมือง นักธุรกิจที่ไม่ยอมขึ้นกับอำนาจนอกระบบ   รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ มี ธาริต เพ็งดิษฐ เป็นอธิบดี  ดำเนินคดีกับผู้ที่มีอิทธิพลทางการเมืองและนักธุรกินการเมืองผิดปกติดตามขั้นตอนคือผ่านตำรวจและอัยการ แต่ทั้งสององค์กรนั้น เถลเถไถตามใจนักการเมือง (เลวๆ) ขอให้สั่งมาหลับหูหลับตาทำได้ทั้งน้น

               เมื่อหมดสมัย รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายธาริต เพ็งดิษฐ (มีชิวหาเป็นอาวุธ) ยังคงได้เป็นอธิบดีต่อ เพราะ  ทักษิณ กับ ยิ่งลักษณ์ เห็นแวว นกสองหัว เพื่อย้อนศรกลับไปเล่นงานกลุ่มการเมืองของประชาธิปัตย์  ที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ รู้ตื้นลึกหนาบางอยู่มาก  ทำเรื่องดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่องยังคาราคาซังอยู่ ไม่รู้ว่าโซ่ตรวนที่เหวี่ยงไปจะไปคล้องข้อตีนใคร แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จงใจจะให้คล้องขานายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ  ให้ตายอย่างเขียดแห้งตายอยู่ในคุกในตะราง (ทำเหมือนกับเป็นเรื่องของอันธพาล หาใช่เรื่องการเมืองแต่อย่างไรไม่ ..ทีใครทีมัน..กระนั้นหรือ)

               ข่าวใหญ่สัปดาห์นี้ มีอยู่ว่า  นายธาริต เพ็งดิษฐ ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษฯ  สั่งการดำเนินคดีอาญา ออกหมายเรียก  17 แกนนำ กปปส. รับทราบข้อหาร่วมกันเป็นกบฏ พร้อมสั่งอายัดบัญชีธนาคาร “สุเทพ-แกนนำ” ตรวจสอบสเตทเมนต์ย้อนหลัง 6 เดือน ไม่เว้นบัญชีครัวราชดำเนินก็โดนด้วย ขู่เอาผิดผู้บริจาค ทั้งจะออกหมายเรียกเจ้าของยานพาหนะ บริษัท ร้านค้า ที่ให้การสนับสนุนการชุมนุม  

               นายธาริต เพ็งดิษฐ  กระทำการครั้งนี้ “ข้ามหัว” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเฉยเลย ศาลมีคำสั่งออกมาก่อนหน้านั้นแล้วว่า ประชาชนที่ออกมา “ประท้วง” รัฐบาลอย่างอดทนและยาวนานอยู่ในขณะนี้ “สามารถทำได้” แต่ นายธาริต เพ็งดิษฐ ยังดื้ออย่างหนา ตาใสใจขุ่น ตั้งข้อหา และออกหมายเรียกกลุ่มแกนนำผู้ประท้วงจนได้ ไม่อายฟ้าดิน ไร้ความละอายใจอย่างน่าอดสูดูไม่จืดอีกต่างหาก
               นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลง เมื่อวันพุธ (ก่อนหน้านสพ.เสรีชัยฉบับนี้ วางตลาดวันศุกร) หลังการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวก ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายข้อหา รวมทั้งความผิดอันเนื่องมาจากการชุมนุมในนาม กปปส.ว่า ที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน 2 เรื่องคือ 1.การออกหมายเรียกแกนนำ 17 คน ให้มารับทราบข้อกล่าวหาฐานร่วมกันเป็นกบฏ,  กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
               นอกจากนี้ มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่ สั่งการ และเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกไปแต่ไม่เลิก หลังก่อนหน้านี้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เคยขอศาลออกหมายจับ (ขอให้ดูว่า “แม้จะข้ามขั้นตอนของกฏหมาย รัฐบาลเถื่อนคณะนี้ก็ยังทำได้)  แต่ศาลสั่งให้ออกหมายเรียกก่อน
               “ดังนั้นดีเอสไอจะดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาล โดยจะส่งหมายเรียกไปยัง 17 แกนนำในวันที่ 19 ธันวาคมนี้ เพื่อให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา แบ่งเป็น 2 ชุด คือในวันที่ 26 ธันวาคม และ 27 ธันวาคม”
               นายธาริต กล่าวต่อว่า เรื่องที่ 2 ดีเอสไอจะออกคำสั่งอายัดบัญชีแกนนำ รวม 18 คน ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการดำเนินการตามคำสั่งศาล ได้อนุมัติหมายจับนายสุเทพไปแล้ว แต่ถ้านายสุเทพยินดีจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาพร้อมกับแกนนำคนอื่นๆ ดีเอสไอก็จะสอบคำให้การและนำตัวส่งศาลทันที ดังนั้นจึงให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกแกนนำอีก 17 คน มารับทราบข้อกล่าวหา โดยทั้งหมดจากการสอบสวนของตำรวจก่อนหน้านี้ถือว่าเข้าข่ายน่าเชื่อว่าร่วมกันกระทำความผิด
               “ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิด จึงขอใช้อำนาจตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ออกคำสั่งแจ้งไปยังธนาคารทุกแห่งให้อายัดบัญชีแกนนำทั้ง 18 คน ในทุกบัญชี ทุกประเภท ทุกธนาคาร โดยให้แต่ละธนาคารจัดส่งสเตทเมนต์ หรือหลักฐานการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือนมาให้ดีเอสไอตรวจสอบทันที ซึ่งผม(นายธาริต) จะทำหนังสือแจ้งไปยังธนาคารทุกแห่งวันที่ 19 ธันวาคมนี้”

               แถมยังลามปามเหิมเกริมอย่าง “หน้าไม่อาย” ปฏิบัติตามคำสั่งจาก เบื้องบนกบาล ของเขาต่อไปว่า
               “นอกจากบัญชีดังกล่าว ดีเอสไอจะสั่งอายัดบัญชีที่แกนนำ กปปส.เปิดไว้เป็นบัญชีเพื่อรับบริจาคเงินสนับสนุนการชุมนุมอีก 2 บัญชี โดยทุกบัญชีจะถูกอายัดไว้จนกว่าการสอบสวนคดีจะแล้วเสร็จ เบื้องต้นจะยังไม่ตรวจสอบไปยังบัญชีบุคคลใกล้ชิด” (นายธาริต ทำเช่นนั้น รัฐบาลควรจะได้รับ “โบว์ดำ” ว่า ใช้อำนาจกลั่นแกล้งประชาชน โถ..หาเรื่องให้เจ้านายโดนด่าฟรี ทะลึ่งดันทำอย่างนั้น ถ้าไม่เรียกว่า “กลั่นแกล้ง” แล้วจะเรียกว่าอะไร? หรือสมองลีบเหลิงอำนาจคิดตื้นๆ ได้แค่นั้น

               แล้วยังทำปากดีว่าข้านี่แหละรู้หมดเห็นหมดทุกเม็ดทุกก้อนว่ พวก กปปส.ทำอะไรอยู่ จากคำพูดที่ว่า
                “ดีเอสไอเชื่อว่าหลังการตรวจสอบบัญชีย้อนหลังแล้ว จะทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของกระแสการเงินและจะทำให้ทราบว่ามีผู้ใดให้การสนับสนุนในลักษณะท่อน้ำเลี้ยง  ( เฮ้ย..นายธาริต ตาถลน ที่พูดมาน่ะเป็นรื่องของทักษิณ.. ทำนะว้อย ) ที่ให้เงินผ่านบัญชีแกนนำและบัญชีรับบริจาคกี่คน กี่ครั้ง เป็นจำนวนเท่าใดบ้าง จึงขอเตือนให้กลุ่มทุนหรือผู้สนับสนุนการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย หยุดการสนับสนุน หากยังฝ่าฝืน จะถือว่ามีเจตนาสนับสนุนหรือร่วมกระทำผิดกับบรรดาแกนนำอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ การชุมนุมเมื่อปี 2553 ดีเอสไอก็เคยอายัดบัญชีแกนนำไว้ตรวจสอบจำนวนกว่า 300 บัญชี แต่ครั้งนี้ดีเอสไอเลือกตรวจสอบเฉพาะบัญชีแกนนำ 18 คน ไม่ใช่การเหวี่ยงแหเหมือนเมื่อก่อน (ถนัดนักนะ...เรื่องการเหวี่ยงแหเนี่ย..)  
               เขากล่าวต่อว่า ดีเอสไอจะออกหมายเรียกเจ้าของยานพาหนะ บริษัท ร้านค้า ที่ให้การสนับสนุนการชุมนุมมาสอบสวนด้วย (ด้วยความสังเวช ขอให้เข้า “หู” ยิ่งลักษณ์หน่อยเถอะจะได้หาย “คันหู” หรือยิ่ง “คันหู” ก็ไม่รู้ซี..ระยะนี้คันบ่อยจัง.)

               ผู้พูด (ชื่อธาริต) หน้าตาอัปลักษณ์ดำคล้ำ ไม่ได้หน้าขาววอก อย่างยิ่งลักษณ์ พูดต่อละเมอเพ้อพก โกหกหน้าตาย)ว่า

               เนื่องจากมีข้อมูลว่ามีเจ้าของยานพาหนะ บริษัท ร้านค้า ให้การสนับสนุนการชุมนุม โดยดีเอสไอจะต้องคัดกรองบุคคลเหล่านี้เพื่อพิสูจน์ว่าเข้าร่วมให้บริการ เพราะรับจ้างหรือจงใจมาสนับสนุน ทั้งนี้ ดีเอสไอมีข้อมูลรถยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะในการส่งกำลังบำรุง และยานพาหนะที่มาร่วมชุมนุมจากภูมิภาคต่างๆ (พูดจาประสา ธาริต เขารู้กันทั่วว่า “มั่ว” ตัวพ่อ นะตาเนี่ย..)
               ผู้สื่อข่าวถามว่า ดีเอสไอได้มีการหารือเกี่ยวกับการจับกุมนายสุเทพที่ถูกออกหมายเรียกหรือไม่ นายธาริต บอกว่า ได้มีการหารือว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อให้ได้ตัวมาสอบสวน แต่ทุกอย่างต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริง หากการบุกจับกุมแล้วจะก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกับผู้ชุมนุม ก็จะยังไม่ดำเนินการ โดยคดีดังกล่าวมีอายุความ 20 ปี   จึงไม่จำเป็นต้องรีบเข้าไปจับกุม พร้อมกันนี้ขอเตือนไปยังผู้ที่ขึ้นเวทีปราศรัยปลุกปั่น (อะไร) อาจเข้าข่ายร่วมกระทำผิดและต้องถูกออกหมายเรียกมาสอบสวนด้วย (สันดานพวกค “จิตตก (ต่ำ)” ใช้กันอยู่ พวกอวดตัวว่า อ่านกฏหมายรู้ ดูกฏหมายเป็ลล์ แม่ง..ชอบใช้กันนัก..)
               เมื่อถามว่า หากในวันนัดให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ผู้ชุมนุมมาปิดล้อมจะทำอย่างไร นายธาริต กล่าวว่า หากมีการปิดล้อมเกิดขึ้น ดีเอสไอจะบรรยายสำนวนว่าเมื่อพนักงานสอบสวนเรียกแกนนำเข้ารับทราบข้อกล่าวหา กลับมีการปลุกระดมให้ม็อบมาปิดล้อม อย่างไรก็ตาม ในการออกหมายเรียก ผู้ต้องหาสามารถแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถมาพบพนักงานสอบสวนตามนัดได้ เช่น กรณีเจ็บป่วยหรือมีภารกิจสำคัญ แต่จะต้องไม่ใช่การอ้างว่าไม่ว่าง เพราะกำลังเป็นแกนนำการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย    ( โถ..เป็นนักกฏหมายทั้งที ขั้นอธิบดีเสียด้วย  ยังไม่รู้อีกหรือว่า “ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแล้วว่า การรวมตัวประท้วงของประชาชน โดยปราศจากอาวุธ.(กำลังชุมนุมกันอยู่) .ไม่ผิดกฏหมาย.. รู้ไว้ใส่หัวกันโง่เสียหน่อย ไอ้พวกกบหลบในกระโปรงเอ้ย )
               ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส.  กล่าวถึงกรณีดีเอสไอออกคำสั่งอายัดบัญชี 17 แกนนำ กปปส.และบัญชีครัวราชดำเนินว่า เป็นการปฏิบัติโดยมิชอบ การที่จะดำเนินการตามมาตรา 24  พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ซึ่งการจะอายัดบัญชีตามมาตรา 24 นั้น ต้องมีการเรียกเจ้าของบัญชีเข้ามาชี้แจงว่าเงินในบัญชีที่ได้มาผิดปกติหรือไม่ ซึ่งในส่วนของแกนนำ กปปส.ที่เป็นอดีต ส.ส.นั้น ตอนที่ลาออกจากตำแหน่งก็ได้ยื่นบัญชีให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบแล้วไม่พบความผิดปกติจากเงินในบัญชีแต่อย่างใด
               “การกระทำของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นการกระทำที่อยุติธรรม และเป็นการกลั่นแกล้ง ดังนั้นผม (นายสาธิต วงศ์หนองเตย )จะดำเนินการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพิกถอนคำสั่งและจะฟ้องกลับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ในขั้นต่อไป”.....................
               อ้าปาก..ก็เห็นลิ้นไก่... พูดอีก..ก็ถูกอิฐ...โถ..ธาริตเอ๋ย..เป็นนักกฏหมายทั้งที มีกึ๋น..อยู่เท่านั้นเองหรือ..