Get Adobe Flash player

รวมเรื่องสั้น "มะริกันข้างถนน" โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

อยู่สู้กับความเป็นจริง...ไม่อิงปริญญา จำนวนคนไทยในอเมริกา พ.ศ.นี้ นับจำนวนที่มีอยู่ในแคลิฟอร์เนีย คาดคะเนว่าน่าจะมีอยู่ไม่ต่ำกว่าแสนคน ย่อยอยู่เมื่อไหร่ล่ะ แต่ถ้าจะนับเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ถือว่า ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งอย่างใด เรียกได้ว่ามีผู้คนนับหน้าถือตาในสังคมลมโชยแห่งนี้ของไทยเรา คือเรียนจบปริญญาอย่างหนึ่งละ อีกอย่างหนึ่ง มีเงินทองจากการทำมาหาเก็บกันเมื่อมาอยู่ที่นี่จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์กัน เชียว ทั้งนี้ย่อมจะไม่นับผู้ที่เป็นลูกเป็นหลานเศรษฐีในเมืองไทยขนเงินก้อนมหึมา มาต่อเงินกันที่นี่ด้วยวิธีเรียนลัด พวกนี้ไม่รวมอยู่ในจำนวนที่ผมพูดถึงไม่มีคุณค่าแต่อย่างไรที่ควรจะพูดถึง เสียด้วยซ้ำไป มันคนละเรื่องเดียวกัน พวกเหล่านั้นเกิดมาเป็นผู้ได้เปรียบในสังคมอยู่แล้ว ถ้าหากจะลดความได้เปรียบในสังคมลงมาเสียบ้างก็คงจะดี จะได้รู้คุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างปกติชนคนทั่ว ๆ ไป ที่มีความร้อนความหนาว ความอดความอยาก มีทั้งทุกข์ใจและสุขกายสบายตัว.. มันส์กว่าเป็นไหน ๆ

                ตัวเกล้ากระผมเองจัดอยู่ในประเภทไม่มีอะไรสักอย่างตามกฎเกณฑ์ที่พูดถึงตามกฎที่มนุษย์ด้วยกันตั้งเอาไว้ว่าควรจะมี ทั้งเงินและปริญญา

                ไม่อยู่ประเภทไหนทั้งนั้น อาจจะจัดไว้ในอีกประเภทหนึ่ง คือ บุญมี..กรรมบัง เพราะถ้าไม่มีเศษบุญสักกระผีก คงไม่ได้แต่งตัวโก้ใส่สูทผูกไท ถือไอทะเวนตี้ ขึ้นเครื่องบินมาในฐานะนักเรียนนอกกับเขาคนหนึ่งหรอกจะบอกให้ สมัยเมื่อเดินทางมาครั้งนั้นคิดว่าตัวเองสุดหล่อ สุดโก้ เก๋ไก๋คิดไปไกลถึงขนาดนั้นเหมือนกันนะเนี่ย...

                หากรู้ว่า..ต่อจากนั้นอีกไม่กี่ปีให้หลัง อันตัวเราเขาจัดให้อยู่ในประเภท “จับกังนักเรียนนอก” ทนลำบากยากเย็นมานานจนรากงอก จนกระทั่งวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อยหรือออกกลางโดนแด๊กส์เรียบร้อย หมดตูด ก็ไม่รู้ว่าอยากจะมาอยู่อีกหรือเปล่า

                ชะตาชีวิต... ไหงพรหมลิขิตขีดเส้นให้เกิดมาเป็นยังงั้นไปได้ก็ไม่รู้... ทั้งนี้..ทั้งนั้น... รวมทั้งครั้งโน้น... ยังหาข้อสรุปเข้าข้างตัวเองยังไม่ได้ถนัด เลยซัดทอดไปว่า เป็นเวรทำกรรมแต่งมาปางก่อนก็แล้วกัน (หยั่งกะเรื่องพงศาวดารปานยี่เกขนาดนั้น) ดีกว่าจะตีโพยตีพายว่า “ตัวข้าเองน่ะแหละเป็นคนไม่เอาไหน..” ใคร ๆ ก็อยากจะเอาไหนด้วยกันทั้งนั้น เห็นอยู่ว่าการเอาไหน มันดีกว่าไม่เอาไหน ดีกว่าการมีชีวิตขลุกขลักขัดสนเป็นคนไม่เอาไหนเหมือนที่กำลังเป็นอยู่เป็น ไหน ๆ สู้ทนแบกจ๊อบวันละแปดชั่วโมงแลกกับรายได้เพียงแค่รอดตายประทังชีวิตอย่าง ทรหดหดเหี่ยวอยู่กับความอด ๆ อยาก ๆ ไปได้ทีละสัปดาห์เท่านั้น ป่วยไปทำงานไม่ได้ก็ถูกตัดเงินค่าแรง อดอยากปากแห้งปากจู๋เข้าไปอีก

                ชีวิตตู.. มันทำไมช่างเละเทะตุ้มเป๊ะตุ้มมงถึงเพียงนั้น แต่ก็ยังมีชีวาอยู่ด้วยความเผ็ด ๆ มันส์ๆ แสบๆ คันๆ ในหัวใจไม่ถึงกับจืดชืดไปเสียทั้งหมดทุกอย่างทุกกระบวนท่า ทั้ง ๆ ที่มันขาดมันหายมันแหว่งไปอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ตามกฎเกณฑ์ของการรวมกันอยู่ในมวลหมู่มนุษย์ นับหน้าถือตายกยอปอปั้นแยกระดับชนชั้นกันที่ใครจะมั่งมีหรือยากจนในสังคมกระจอกหรือไฮโซฯ ไม่ว่าที่นี่หรือที่เมืองไทย ถ้ายังรวมอยู่ในสังคมมนุษย์สุดประสาท...ย่อมหนีวงจรอุบาทว์ไปไม่พ้น

                ผม ยังอยู่มะริกาในชั่วโมงนี้ติดต่อกันมาเป็นหลายร้อยหลายพันวันเป็นหมื่น ชั่วโมงจนไม่อยากจะนับ ถ้านับเป็นจำนวนปีอยู่ที่นี่มาแล้วหลายปีดีดัก อยู่ตามประสาจนคนเจียมตัว อยู่อย่างคนมีมั่งไม่มีมั่ง แต่ไม่เคยเลยสักหนที่จะอยู่อย่างคนมั่งมี อยู่อย่างไม่ต้องสวมหัวโขนถอดหน้ากากออกเสียจากวงสังคม สวมหัวใจนักสู้แทน ..สู้ งานทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อจะได้เงินมาประคบประหงมร่างกายที่บอบช้ำ จิตใจเหี่ยวแห้งให้อยู่รอด ยกเว้นอยู่หน่อยก็ตรงที่ว่า งานที่ทำนั้นไม่ผิดกฎหมาย คนจนแตกต่างกับคนระยำ ตัวเกล้ากระผมเอง ไม่ “ระยำ” พอขอประทานโทษ ถึงกับต้องทำงานขายของ “ผิดกฎหมาย” อยู่ มาได้อยู่รอดจนป่านนี้ถือว่าฟ้าลิขิตมามีชีวิตระยำพออยู่แล้ว แต่ก็ยังดีอยู่มั่งที่ยังไม่ต้องงอมืองอเท้าพึ่งพาอาศัยแบบมือขอเงินทางบ้าน มาประคับประคองตัวเองเพื่ออยู่สบายนั้นมันออกจะมากไป ไม่มีใครคอยอุปถัมภ์ค้ำตูดเราไปได้ตลอดชีวิตหรอก ไม่รู้จักโตด้วยตัวเอง ก็ปล่อยให้ชีวิตมันเฉาตายจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลย..ชีวิต เดียวตัวเดียวอันเดียว ไม่ต้องเสียดมเสียดายตายแล้วก็เผาก็เท่านั้น อย่าไปทำความเดือดร้อนให้คนอื่นเขา เป็นคนถึงแม้จะยากจะจนก็เป็นคนเหมือนกันไม่ใช่ปลิงที่จะต้องมีชีวิตด้วยการ “ดูดเลือด” คนอื่น ไม่อายใครก็อายตัวเองละ

                อยู่ที่นี่..ตัว ใครตัวมัน ชีวิตใครชีวิตมันหาทางอยู่ให้มันส์อยู่ให้รอดเอาเอง จะรอดจะเลื้อยไปลงรูเลี้ยวที่ไหนก็ว่ากันไปตามความถนัด ต่างคนต่างก็มีภาระก็แบกกันไปใส่บ่าใส่ไหล่ตัวเอง จะหวังให้คนอื่นเขาช่วยแบกให้ …นั่นมันที่เมืองไทย มันคนละเรื่องกัน อยู่ที่นี่ ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ เก็บข้าวของยัดลงกระเป๋า บ้าย..บาย กลับบ้านเราก็ยังได้ อาศัยประสบการณ์ที่เคยผ่านเมืองนอกเมืองนามาสู้หัวชนฝาอย่างมากก็หัวโนอีก ครั้งจะเป็นไรไป กลับเมืองไทยไปทำมาหากินใช่เรื่องยากไม่ลำบากลำบนจนทนไม่ไหวหรอก ก็น่าจะมีดีกลับไปบ้านเรามั่ง อย่างน้อยก็ยังได้ชื่อว่าผ่านเมืองนอกมามั่งแล้ว เคยเรียนหนังสือในมหาลัยมะริกา พูดภาษาอังกิดได้มั่ง ฟังรู้เรื่องมั่งไม่รู้มั่ง ช่างแม่ง เรียนหนังสือไปด้วยแบกจ๊อบไปด้วยจะเอาดีเอาโด่เอาเด่อะไรให้มากนัก เอาประสบการณ์ด้านลุยจ๊อบที่ได้มาไม่มากก็น้อยไปลุยจ๊อบในเมืองไทยดูอีกสัก ครั้งวัดดวงดูกันอีกสักหนจะเป็นไร ให้มันสุด ๆ กันไปข้างหนึ่ง ถ้าจะถึงตายก็ให้รู้กันแล้วรู้แรดกันไป เกิดได้ตายได้ (นี่หว่า) เป็นเรื่องธรรมดาอย่าคิดมาก

                ไม่ ต้องมาคิดเสียอกเสียใจเสียดมเสียดายอะไรหรอก ถ้าหากจะตัดสินใจเดินออกจากแผ่นดินลุงแซม กลับบ้านเกิดเมืองไทย ใช้ประสบการณ์เคยมั่วนิ่มอยู่มานานปี คลุกคลีตีโมงตีแหม่มมะริกันอยู่ในมะริกากันมามั่งไม่มากก็น้อย ใช้ประสบการณ์ชีวิตที่อยู่ในบ้านเมืองมะริกันที่ผ่านมาได้ไม่ถึงตายถือว่า เป็นกำไรชีวิตแล้ว.. จะเรียกว่าสอบผ่านมาก็ยังได้จะ ไปกลัวอะไรกับการกลับไปใช้ชีวิตในเมืองไทยอีกทนอีกนิดคงจะหากินได้ไม่ยาก ตราบใดที่คนไทยยังเห่อของนอกอยู่ จะเรียนจบหรือไม่จบไม่สำคัญ กะเหรี่ยงชนคนที่เคยอยู่มะริกา ก็ยังถูกประทับตราว่า “เคยเป็นคนไทย เคยอยู่มะริกา” ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเอาเสียทีเดียว

                ผมว่า “ล้าหลัง…ทุเรศทุรังชิบหอง..” ถ้ายังต้องอาศัยเส้นสายฝากเข้าทำงาน “ให้รัฐบาลเลี้ยงดู” ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่า ตัวเองไม่เหมาะความรู้ไม่แน่นไม่รู้จริง กลับเข้าไปรับราชการยังชีพด้วยเงินภาษีราษฎร ถ้าหากมีความสามารถด้วยตัวเอง มีใจรักงานด้านนั้นจริง ๆ มุ่งมั่นจะเข้าไปทำงานพัฒนาบ้านเมืองก็น่าจะทำ ไม่ใช่ว่าไปแปะอยู่อย่างเช้าชามเย็นชาม ล้างชามตามหลังเพื่อนขอมีเอี่ยวมีเสียวด้วยคนนั้นมันเรื่องการเที่ยวซ่อง เที่ยวอาบอบนวด ไม่ใช่เรื่องการทำงานในกระทรวงทบวงกรม ไปทำงานให้บ้านให้เมืองมันคนละอย่างกัน

                อย่าได้เอาเยี่ยงเอาอย่างตามแบบฉบับข้าราชการสมัยก่อน ที่สั่งสอนสะสมกันมา ชัดช้า..พระยาหอย.. เป็น มรดกตกทอดให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานเคร่งครัดกับการปฏิบัติตัวทำงานแบบเช้าชาม เย็นชาม อย่างที่เคย ๆ รับราชการกันมา น่าจะเลิกกันได้เสียที

                ตัวผมเองเพียงแค่คิด ..ก็ รู้สึกอิดหนาระอาใจอับอายขายหน้าถ้าจะกลับเมืองไทยใช้เส้นใช้สายอาศัยเป็น เด็กฝากเข้าทำงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ แย่งงานกันทำแย่งเงินเดือนกันกินแย่งสมบัติผลัดกันใช้ผลัดกันชม แย่งกันเป็นใหญ่ไม่ได้ด้วยเล่ห์กลก็เอาคาถาเข้าถูไถ เรียกว่าเกาะกันกินไปจนกว่าจะตายคาเก้าอี้เกษียณอายุ กลับไปเปิดร้านค้าขายของชำขายปลาท่องโก๋ขายกาแฟเสียดีกว่า เพื่อนฝูงที่รู้จักกันที่นี่จะได้พลอยยินดีไปด้วยว่า “ถ้ามันจะเอาจริงว่ะ..” เคย ผ่านความทุกข์ยากความลำบากยากจนหน้าย่นหน้ายับมาแล้วในมะริกาจะไปกลัวอะไร กันนักกันหนากับการแบกจ๊อบในเมืองไทย ถ้าเอาจริงซะอย่างเริ่มจากงานอะไรก่อนก็ได้ แล้วค่อยคิดขยับขยายเอาทีหลัง .. ตัวเดียวอันเดียวชีวิตมันจะหดจู๋ (ไม่ใช่อดสู) ถึงขนาดนั้นละก้อ ตายหองตายฮ่ะ.. ไปก็ดีแล้วสมควรตายได้แล้ว.. จะยึกยักยงโย่ยงหยกละเมอเพ้อพกอยู่ไปทำไมให้หนักแผ่นดินไทย

                ชีวิตคนเราก็เท่านั้น.. แต่ ละคนจะอยู่ยืดอยู่ยาวไปได้นานเท่าไร เกิดมาแล้วตายไป จะสะสมทรัพย์สมบัติกันไปถึงไหน อ้างว่าสร้างไว้ให้ลูกหลาน สำรวจดูลูก ๆ ของตัวเองเสียก่อนว่า มันง่อยเปลี้ยเสียขา ลูกหมากบวมไข่ดันโตมาตั้งแต่เกิดหรือไม่ ทำมาหารับประทานกันไม่ได้แล้วหรือยังไง มีอวัยวะไม่ครบสามสิบสองประการหรือมีอาการทางประสาทมาตั้งแต่เกิด จะดำเนินชีวิตเช่นผู้คนธรรมดาไม่ได้แล้วหรือ.. ไปดูถูกมันตั้งแต่เกิดว่า สิ้นท่าไม่มีปัญญาทำมาหากินแล้ว..จึงต้องสะสม “สมบัติพัสถาน” ไว้ให้ลูกให้หลานถลุงเล่น มันถึงได้โกงได้กินกันอย่างมโหฬารด้านได้อายอดติดต่อกันมาจนทุกวันนี้ไง…

                มะริกันชน.. กว่า ครึ่งกว่าค่อนประเทศ ให้แต่เพียงความรู้กับลูก ๆ สมบัติถ้ามีเหลือใช้จากพ่อแม่แล้ว เอาไปได้ ถ้าไม่มีจะให้ก็อย่าคิดมาก พ่อแม่ให้ไปล่วงหน้าแล้ว ก็คือ การศึกษา ถ้าไม่ขยันเก็บเกี่ยวเอามาเป็นสมบัติติดตัวไป อย่าหวังว่าจะได้อะไรมากไปกว่านั้น

                เด็กมะริกัน.. เริ่ม เป็นตัวของตัวเองตั้งแต่เรียนไฮสกูล สอดส่ายสายตาหางานพาร์ทไทม์ทำกันแล้ว เก็บเงินไว้สำหรับเรียนมหาลัย เมื่อถึงเวลานั้นทุกคนอยากแยกออกไปอยู่ต่างหากจากผู้ปกครอง ถ้ามีงานมีการทำระหว่างเรียนก็จะมีเงินส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่ายให้ไปเช่า อพาร์ทเม้นท์อยู่ได้ เด็กนักศึกษามหาลัยจะไม่รีรอกับการที่จะออกไปอยู่หอพักของวิทยาลัย แม้กระทั่งหอพักส่วนตัว เช่าห้องรวมอยู่กับเพื่อน ๆ สมัยนี้ไม่มีปัญหาว่าผู้หญิงผู้ชายจะอยู่รวมกันไม่ได้ในสายตาของเพื่อนบ้าน ไม่ใช่เรื่องแปลกในสังคมนี้ แต่ถ้าผู้ชายอยู่กับผู้ชาย ผู้หญิงอยู่กับผู้หญิงน่ะซีสะกิดใจ ระแวงว่ามันจะเป็นเกย์หรือเป็นเลสเบี้ยน ชอบไม้ป่าเดียวกัน หรือชอบตั้งวงมโหรีตีฉิ่งตีฉาบหรือเปล่า

                เด็ก มะริกันเป็นจำนวนมากพ่อแม่เป็นชนชั้นกลาง ทะเยอทะยานอยากเรียนให้จบมหาลัยในระดับปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย เพราะทุกวันนี้ งานระดับพนักงานเสมียนตราธรรมดาถ้าไม่จบปริญญามาหางานยาก.. คนจบปริญญาตรีเดินหางานทำกันขาขวิดสะโพกคราก คางเหลือง เดินหางานจนไส้เลื่อนไข่ดันบวม.. แล้วลงเอยด้วยการไม่เลือกงาน เป็นเวสเตอร์..เวสเตรท กันให้เกลื่อนกลาดเต็มเมืองแล้ว..รู้ไหม

                อีก สิบปีข้างหน้าหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ไม่จบปริญญาตรีจะมีน้อย ความรู้ขั้นต่ำอาจจะนับกันที่ปริญญาตรี คนทำงานออฟฟิตอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีดีกรีจบจากมหาลัย แม้จะมีความสามารถไต่เต้า (เมียเจ้านาย) เลื่อน ตำแหน่งใหญ่ขึ้นไปถึงระดับบริหาร ก็ยังหันมามองความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่เขาใช้ปริญญาพิจารณาความสามารถกัน อย่างหวั่นใจ บริษัทใหญ่ ๆ หลาย ๆ บริษัทเริ่มตระหนักว่าจะต้องส่งคนของตัวเองที่ทำงานอยู่ใช้เวลาที่เหลือไป เรียนในมหาลัย เพื่อคว้าประกาศนียบัตรมาประดับ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า คนของเขาที่ส่งเข้าไปเรียนนั้นมีความสามารถมากกว่าอาจารย์ผู้สอน ที่อ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนลมสว้านจะขึ้น สอนนักศึกษาตามหลักสูตรตามตำรับตำรา ไม่มีประสบการณ์จริง ๆ ในวิชาที่ตัวเองกำลังสอนอยู่หรอกพระอาจารย์

                รู้กันอยู่อย่างนั้นแล้วทำไมบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหลายจะต้องส่งคนของเขาเข้าไปเรียนเพื่อจะให้จบปริญญากันล่ะ

                เรื่องนี้หาคำตอบง่ายในสังคมไม่ว่าประเทศไหน ก็เหมียน ๆ กัลล์

                มันเป็นเหมือนการ “ติดเขี้ยว” เพื่อให้รู้ว่า คนของข้า คนนี้ หรือข้านี่แหละว้อยส์ “เขี้ยวยาวลากดิน..หนังหนาหน้าทน” มากกว่าเอ็งแยะนักเชียว

                นักบริหารย่อมจะไม่ละเลยที่จะหา “เขี้ยว” มาประดับ ด้วยการแยกเขี้ยวยิงฟันขย่มข่มขวัญคู่ต่อสู้ไว้ชั้นหนึ่งก่อน ดูนี่ก่อนนะว้อยส์เห็นไหมใบประกาศถึงความรู้ความสามารถว่า “ข้ามีภูมิล้นพุงมากกว่าเอ็งถึงเอ็งจะไม่เชื่อ..ก็ต้องฟัง” ประกาศนีย บัตรนั้นเอ็งก็น่าจะเห็นแล้วที่ข้างฝาตำตาเอ็งอยู่แล้วไง มันเป็นคาถาทันสมัยที่จะขย่มข่มขวัญคู่ต่อสู้ที่หลงเข้ามาในวงการของเขา ให้เฉือนได้อย่างสบายมือหน่อย

                มันเป็นการจัดฉาก เป็นละครโรงใหญ่ของโลกที่จำเป็นต้องขย่มข่มขวัญขยันต่อยใต้เข็มขัดคู่ต่อสู้ไว้ก่อนให้เกรงขามกับ “เขี้ยว” ที่แขวนไว้ บนแผ่นกระดาษประกาศว่า

                “ข้าคือผู้รู้ดีรู้ชอบรู้ทางหนีทีไล่ ในงานสาขาที่ข้ากำลังจะไล่กัดกะเอ็งอยู่”

                มันสมองมนุษย์อันเป็นอัจฉริยะ มีขายหรือปั้มกันออกมาได้ไหมในระดับมหาลัยคำตอบคือไม่มี นั่น..เป็น สิ่งที่มหาลัยขวนขวายหากันอยู่เป็นจ้าละหวั่นพันละเก ผู้บริหารมหาลัย รู้กันอยู่ในอกในใจดีว่า มันสมองมนุษย์อัจฉริยบุรุษ อัจฉริยสตรี หรืออัจฉริยชนคนแปลกเพศ เป็นสิ่งที่มหาลัยต้องการเป็นที่สุด มีความสำคัญมากกว่าประกาศนียบัตรหรือกระดาษที่ป่าวประกาศว่า “นายนั่นนางนี่” จบปริญญาแล้ว (ว่ะ) ไม่ ว่าระดับไหนมันสมองอันเป็นอัจฉริยะของมนุษย์มีคุณค่ามากกว่าระดับปริญญาเอก เสียด้วยซ้ำไป มันสมองยอดเยี่ยมของมนุษย์ที่จะกลายเป็นอัจฉริยบุคคลในภายหน้า เป็นสิ่งที่มหาลัยควานหาบุคคลเช่นนั้นมาเรียนให้จบในมหาลัยของตน เพื่อเป็น “นกต่อ” ล่อให้ “นกธรรมดา” มาเข้าคอกเข้ากรงเดียวกัน พร้อมทั้งคาบอาหาร (ค่าเล่าเรียน) มาเลี้ยง “นกแก่” (ผู้สอน-เจ้าหน้าที่กินเงินเดือนของมหาลัย” เป็นการแลกเปลี่ยนที่เขาเคยเข้าคอกเดียวกับ “อัจฉริยบุคคล” อันเป็นผลิตผลแสนจะประเสริฐเลิศมันเตาในนามของศิษย์เก่ามหาลัยนั้น ๆ ที่ขึ้นชื่อกระฉ่อนโลก

                ทุนการศึกษาเรียนฟรีจึงจัดให้มีขึ้นทุกมหาลัย จัดเอาไว้เพื่อชิงตัวเด็กที่มีไอคิวสูงมาเข้าคอกตน.. เป็นความหวังดีหรือ.. ก็เปล่า.. มหา ลัยมหาหลอกหวังผลทางด้านชื่อเสียงของมหาลัยมากกว่า ถ้าเด็กเรียนจบออกไปทำงานดีมีชื่อเสียงรวดเร็วส่งผลให้มหาลัยได้หน้าได้ตาใน ฐานะผู้ผลิต ทุกมหาลัยจึงไม่รีรอที่จะให้ทุนเด็กหัวดีมีไอคิวสูงมาเรียนฟรีที่มหาลัยของ ตน

                คน ที่มีสมองเป็นอัจฉริยะบางคน เบื่อกับตำรับตำราน่าเบื่อหน่าย ดร็อปการเรียนจากรั้วมหาลัยออกไปแสวงหาความแปลก ๆ ใหม่ ๆ วิทยาการใหม่ ๆ นอกมหาลัย ค้นคิดหาสิ่งที่ตัวเองต้องการค้นคว้า เรียนรู้ด้วยตัวเองไม่พึ่งพาตำรามหาลัย จึงมีอยู่ให้เห็นต่างวาระต่างเวลากันอย่างสม่ำเสมอ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ ผลิตคอมพิวเตอร์ ยี่ห้อนั้นขึ้นมาด้วยหัวสมองสองหนุ่มนอกรั้วมหาลัย ขายรถยนต์เก่า ๆ ของเขาไปเอาเงินมาใช้เป็นทุนเจ้าหุ้นกัน ด้วยเงินเพียงสี่พันห้าร้อยดอลล่าร์ เมื่อเริ่มตั้งบริษัท เดี๋ยวนี้ผลิตภัณฑ์ของ “แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์” ทำให้ ไอ.บี.เอ็ม. ยักษ์ ใหญ่ที่เคยเป็นขาใหญ่ตั้วอาเฮียครอบครองตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นศูนย์รวมของนักวิชาการด้านนั้นไว้ ถึงกับทรุดกระเท่เร่ไม่เป็นท่ามาพักใหญ่เมื่อถูกแย่งส่วนแบ่งในการครองตลาด คอมพิวเตอร์ของโลกไปด้วยสมองของเด็กหนุ่มรุ่นใหม่

                บริษัท ผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขายของเล่นเด็กรวมทั้งตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ระดมนักวิชาการ นักจิตวิทยา นักห่านักเหว ที่ปรึกษาเหลวเป๋วเข้ามากินเงินเดือนกันแน่นบริษัท มาช่วยกันคิดมาช่วยกันค้นหาวิชาการด้านผลิตสินค้าหลอกเด็ก หลอกล่อเอาเงินในกระเป๋าของผู้ปกครองไปซื้อของเล่นใหม่ ๆ ให้ถูกใจเด็ก ผลิตออกมาขายอย่างมั่นใจกับนักออกแบบจากดีไซน์มือฉมังของตน หงายหลังตึงอย่างไม่เป็นท่า เมื่อตุ๊กตาชื่อ “แคปเบ็ต” ตุ๊กตาหน้ายู่ยี่ เป็นผลผลิตของหญิงแก่แม่บ้าน ตัดเย็บสร้างด้วยมือ “โดนใจเด็ก” ผลิต ไม่ทันจนถึงเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรผลิตออกมา กระนั้นก็ยังมีคนต่อคิวยาวเพื่อจองตุ๊กตาหน้าตาน่าเกลียด ราคาน่าชังตัวละครึ่งค่อนร้อยดอลล่าร์กันเป็นทิวแถว เจ้าของต้นคิดรับเละเป็นพัน ๆ ล้านดอลล่าร์มาแล้วในสมัยหนึ่งไม่ช้าไม่นานมานี้ หาได้มีนักวิชาการ นักกุมารจิตวิทยา นักการค้าระดับเยี่ยม รวมทั้งนักวิชาการท่วมหัวเอาตัวไม่รอดท่าดีทีเหลว พูดมากปากดีไม่มีกึ๋น เข้ามาชี้ช่องทางให้สักคน

                อัจฉริยบุคคล เป็นสิ่งที่มหาลัยทั้งหลายตระหนักว่า บุคคลเหล่านั้นต่างหากเล่าที่ควรจะต้อนเข้ามาเข้าคอก  เพื่อ ชื่อเสียงมหาลัยจะได้ขจรขจายไปให้หอมฟุ้ง จะได้ช่วยพยุงฐานะของมหาลัยให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงยิ่งขึ้น มหาลัยต่างไขว่คว้าหาอัจฉริยบุคคลยื่นแย่งกันมาเข้าคอกตนอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่มีอะไรที่จะเป็นสิ่งล่อได้ดีกว่าการให้ “ทุนการศึกษาเรียนฟรี” กับ ผู้ที่เล็งเห็นแล้วว่าจะสร้างชื่อเสียงให้กับมหาลัยได้ รวมทั้งผู้ที่มีความสามารถด้านอื่น ๆ เป็นพิเศษอีกด้วย นักกีฬาเก่ง ๆ ที่มีความสามารถโดดเด่นในการเล่นกีฬาโดยเฉพาะ จึงถูกดึงตัวให้มาเล่นกีฬาให้มหาลัยดัง ๆ พร้อมกับให้ทุนการศึกษา “เรียนฟรี” แถมยังมีเบี้ยเลี้ยงให้อีกต่างหาก แถมรถแถมเมีย  แถมมีเงินเดือนให้อีกด้วย

                ก็คงจะไม่แปลกใจกันนัก ถ้าหากจะบอกว่า นักกีฬาส่วนมากจะจบมหาลัยในสาขา “การศึกษา” มีอยู่มากมายที่อ่านหนังสือไม่ออก..

                มหาลัย.. ยังค้นหาวิธีสร้างชื่อด้วยวิธีอื่นๆ  อีกหลายอย่างด้วยความแยบยล มีอย่างหนึ่งก็คือ ให้ “ปริญญากิตติมศักดิ์” กับ บุคคลที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มชื่อเสียงให้กับมหาลัย แต่มันไม่ง่ายนักอย่างที่คิดว่าจะง่าย สำหรับผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่ในประเทศนี้ที่จะยอมตกหลุมพรางที่มหาลัยต่าง ๆ ใช้เป็นบ่อล่อปลา ผู้ที่มีชื่อเสียงในประเทศนี้มากหลายปฏิเสธ “ปริญญากิตติมศักดิ์” ที่ มหาลัยต่าง ๆ พากันมายัดเยียดมอบให้อย่างไม่อาลัยใยดีเพราะรู้เท่ามันกัน ส่วนใหญ่แล้วจะยอมรับปริญญากิตติมศักดิ์ ต่อเมื่อมหาลัยนั้นขึ้นชื่อลือกระฉ่อนในวิชาการที่จะมอบให้นั้นจริง ๆ

                ปริญญากิตติมศักดิ์ในมะริกา.. จึง ดูจ๋อย ๆ จ๋อง ๆ บางคนได้ปริญญากิตติมศักดิ์ไปแล้วตั้งตัวเองว่าเป็นนักวิชาการหน้าจืด ๆ หลอกแด๊กส์บริษัทที่ตัวเองสังกัดอยู่ไปวัน ๆ บริษัทคนไทยยังใช้ได้ แต่ถ้าเป็นบริษัทมะริกันอย่างได้หวังเลยไอ้งั่งเอ๋ย ไม่มีคุณค่าน่านิยมเลื่อมใสเท่าไรนักในสายตามะริกันชนทั่ว ๆ ไป

                ผม กะเหรี่ยงชนคนหลังเขา ลี้ออกมาจากประเทศไทย ไล่ขวิดไขว่คว้าหาปริญญากับเขาสักใบ มาเรียนมหาลัยในมะริกาอยู่พักใหญ่ แต่ใจฝ่อไปเสียก่อนพูดตรง ๆ ว่า ไม่มีปัญญาจะคว้าอะไรติดไม้ติดมือติดปลายนวมออกมาได้ ยอมถอดใจไม่เรียนต่อไปจนจบเพราะสภาพเศรษฐกิจส่วนตัวไม่อำนวยให้ตื้อเรียนต่อ ให้จบ ถ้าขืนทู่ซี้เรียนไปก็คงจะพุงโรหัวโตผอมกะหร่อง เป็นโรคขาดอาหารอาจจะตายเอาง่าย ๆ ตายเอาจริง ๆ ถ้าจะต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว ขาดเงินซื้อหาข้าวปลาอาหารรับประทาน อันเป็นปัจจัยสำคัญกว่าในการพาชีวิตให้อยู่รอด จึงกระโดดเหย็ง ๆ เต้นแร้งเต้นตาเต้นกัวราช่าเต้นรุมบ้าเต้นช่า.ช่า.ช่า ออกมาจากมหาลัย หันมาตั้งหน้าตั้งตาลุยจ๊อบแต่อย่างเดียว ตั้งใจว่าถึงเวลาอันควรเมื่อมีดอลล่าร์สะสมไว้พอที่จะเรียนต่อก็จะกลับเข้า ไปเรียนอีกที ฟาดฝันกันดูอีกสักตั้งจะเป็นด้วยว่าหน้าที่การงานที่ทำอยู่ด้วยความเคารพ ยังไม่ต้องใช้กระดาษใบเดียวไปยืนยันกับเจ้านายว่า “ข้าจบจากมหาลัยมาเหมือนกัน (นะว้อย)” จึง จะทำงานได้ อีกอย่างหนึ่งงานที่ทำอยู่ไม่ใช่งานที่จะต้องนั่งโต๊ะ นั่งหลังชนฝาหน้ามองประตู เลยคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่ต้องหากระดาษประกาศนียบัตรมาชูขึ้นป้ายแปะไว้ข้าง ฝาเพื่อเพิ่มราคาค่าตัวในการทำงาน และที่แน่ ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ สงสารตัวเองที่ยังยากจน และจิตใจยังไม่อารีอารอบจนถึงขนาดที่จะต้องแบกจ๊อบหลังแอ่นอดตาหลับขับตานอน เพื่อเอาเงินไปเลี้ยงดูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการให้ในมหาลัยซึ่งจะได้มา เพื่อกระดาษศักดิ์สิทธิ์แผ่นนั้นใบเดียว

                ทุกวันนี้..กระดาษ ศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้ผมต้องตกระกำลำบากระหกระเหินกระเท่เร่จากบ้านเกิดเมืองนอนมานอน แอ้งแม้งอยู่ในเมืองลอสแองเจลิส ประเทศมะริกา เพื่อไขว่คว้ากระดาษลายแทงใบนั้นใบเดียวเมื่อครั้งมาใหม่ ๆ ไม่ค่อยมีความสำคัญกับผมเท่าไรนักกับการอยู่ในประเทศนี้ เหมือนมะริกันชนส่วนใหญ่ไร้ดีกรีเหมือนกัน มันก็อยู่กันได้แถมคนแม่งก็รวยเสียด้วย

                มะริกันไม่แคร์ดีกรีมีถมถืด..ขอบอก

                ผมไม่เคยคุยกับเพื่อนมะริกันว่า คนในประเทศผมคลั่งไคล้ไหลหลงกับกระดาษศักดิ์สิทธิ์ เมดอินยูเอสเอ กันขนาดไหน ไม่เคยแย้มพรายว่า คนระดับผู้นำของประเทศที่อาจจะเป็นถึงนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศมาแล้ว

                “มาทำเก๋ไก๋รับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาลัยซี้ซั้วไร้อันดับที่นี่..”

                กลัวเพื่อนมะริกันชนมันจะถามว่า “ได้รับค่าโฆษณาไปเท่าไรวะ..”

                ที่จริงก็ถูกของมัน..มันก็ควรจะได้รับค่าจ้างในการมารับปริญญากิตติมศักดิ์ ตามวิสัยผู้เป็นนายแบบโฆษณาสินค้าให้เขา (ชื่อมหาลัย) ผมก็คงไม่อับอายขายหน้าแทนเท่าไรนัก สำหรับความฉลาดล้ำของคนระดับผู้บริหารในประเทศผม แบบยื่นหมูไป..ไก่มา ไม่ได้ไปคดโกงคอรัปชั่นใคร มันเป็นเรื่องของไซด์ไลน์ในเชิงธุรกิจการโฆษณา

                แต่ที่ผมไม่กล้าปริปากต่อล้อต่อคำในเรื่องนั้น เพราะคนระดับผู้บริหารประเทศของบ้านเมืองผม มาเสียค่าโง่กัน แทนที่จะได้ค่าโฆษณา

                ผมรู้ว่าผู้นำระดับบริหารประเทศผมบางคน หน้าบางในสิ่งที่ไม่ควรบาง และรู้ว่าหน้าหนากว่าปกติในสิ่งที่ไม่ควรหนาประมาณนั้น

                ผม ไม่โทษมหาลัยในมะริกาที่ให้ปริญญากิตติมศักดิ์กับผู้นำคนหนึ่งคนใดในประเทศ ผม ที่หลงทางเข้ามาในทางเท้าเป็นลูกฟุตบอลให้เขาชู้ด ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของมหาลัยให้เขาออกไปสู่ต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียค่า ใช้จ่ายอะไร นอกจากกระดาษใบเดียว

                มันเป็น .. มะริกัน เวย์.. ไม่ว่ากัน

                แต่ ถึงจะเป็นจะตายยังไงก็ตาม ผมคงไม่เปิดปากเล่าให้เพื่อนมะริกันชนของผมฟังว่า ผู้นำในประเทศผมนิยมรับประกาศนียบัตรกิตติมศักดิ์ในมะริกากันนัก แม้จะถ่อสังขารมาด้วยทุนส่วนตัว ก็ไม่ย่อท้อบ้อลัดหมดเรี่ยวแรงกับการเดินทางมาเป็นระยะทางพัน ๆ ลี้ สำหรับคนรุ่นแรกแย้มฝาโลงแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นคนประเภทนั้นอยู่

                ผมกลัวมันจะหัวเราะงอหาย .. แล้วย้อมถามผมว่า

                “คนระดับผู้นำในประเทศเอ็ง..”

“มีเงินแต่ไม่มีคล้าสประมาณนั้นเชียวหรือ” (วะเอ็ง)”