Get Adobe Flash player

นายกฯไทย..ในสายตาของสื่อฯ นอก โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

 

                                                                      

         การที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุบสภาฯ ก่อนที่จะถูกแรงกดดันจากหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทหาร”ให้ลาออกจากตำแหน่งนายยกรัฐมนตรีนั้น เป็นทางออกจัดเจนแหลมคมของการต่อสู้กับ มวลมหาชน ที่ต้องการ “ไล่” รัฐบาลชุดนี้ทั้งคณะ จึงเชื่อได้ว่า ทักษิณ ชินวัตร อ่านเกมส์ของทหารขาด  ณ เวลาที่มหาชน เข้ายึดสถานที่สำคัญๆ ของรัฐบาล ถ้าออกคำสั่งให้ทหารเข้าปราบปรามประชาชนด้วยอาวุธ วันใด วันนั้นก็จะเป็นการ “ปิดฉาก” รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทันที ทางหนีทีรอดคือ ต้องยอม “ยุบสภาฯ” เพื่อเลือกตั้งใหม่  ถ้า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำเช่นนั้น เพื่อให้มีการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ใจ  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ต้องลาออกจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ด้วย ไม่สมควรอย่างยิ่งในการแข่งขันใดๆ จะพวกของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด มาเป็นกรรมการตัดสิน  ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567  จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ รัฐบาล รักษาการณ์ ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้จัด (แม้จะอ้างว่า กกต.เป็นกลางก็ตาม)  เห็นได้จากการรับสมัครวันแรก มีการนัดหมายกันไปสมัครที่อื่น(สถานีตำรวจ) ซึ่งผิดกติกาตั้งแต่ยกแรกแล้ว

          การยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อจะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง (มีส.ส.เพื่อไทยเข้ามามากกว่าเก่า เป็นวิธีคิดแยบยล เป็นการ “แก้เกมส์” หลังจากถูกมหามวลชน “รุก” บุกเข้าประชิดตัว  และกองทัพยังวางเฉย ไม่เข้าปราบปราบ เมื่อตำรวจจะใช้กำลังกับมหาประชาชน ทหารแสดงให้เห็นแล้วว่า จะเป็นฝ่าย “อยู่ข้างประชาชน” ทันทีถ้าจะใช้วิธีให้ตำรวจบุกทลายม๊อบฆ่าผู้ชุมนุมจำนวนมากบาดเจ็บล้มตาย  รัฐบาลรักษาการณ์ยิ่งลักษณ์ ก็จะสิ้นสุดลงตรงนั้นเอง โดยทหารจะเข้ามายึดอำนาจแทน การยุบสภาฯและยังเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการณ์ คือความได้เปรียบเหมือนกับการล้มกระดาน “ตามที่มวลประชามหาชนเรียกร้อง” เป็นการ “ยอมถอย” ในขั้นแรก และจะรุกกลับใหม่ใช้วิธีสกปรกซื้อเสียงตั้งครั้งใหญ่ เป็นสภาฯ ไม่มีฝ่ายค้าน (ประชาธิปัตย์ประกาศไม่ลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว)

          ม็อบมวลหมู่มหาชน จึงคัดค้านและขัดขวางการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ อย่างสุดลิ่มทิ่มประตูอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ชนิดทั่วไป ชนิดรู้ทางกันดี

          ขณะรอติตามข่าวกันอยู่วันนี้ เพื่อเป็นการคั่นเวลา ขอนำบทความจาก “นิวยอร์ไทม์” นำประวัติส่วนหนึ่งของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักเธอดี รู้ว่าอย่างน้อยๆ เธอก็ขาด “คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี” จะดีพอสำหรับประเทศไทยต่อไปอีกหรือไม่...ประเทศไทยอยู่ในมือของ “ชาวไทย” ที่มีสิทธิเลือกตั้งกันแล้ว อย่าสละสิทธิ ในการรักษาประเทศชาติบ้านเมืองไว้ ..อย่าปล่อยให้ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียว ก๊กเดียว ที่คอยหม่ำประเทศไทยอยู่

 

   “นิวยอร์กไทม์ส” หนังสือพิมพ์ชื่อดังระดับโลกของสหรัฐอเมริกา ตีแผ่รายงานตั้งคำถามถึงความเป็นผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีของไทย สาวประวัติตั้งแต่เด็ก ไม่เคยยกมือถามครูแม้แต่ครั้งเดียว พอโตมาก็โดนกล่าวหามีหน้าที่บริหารประเทศตามแต่ที่พี่ชายสั่ง แถมยังชอบพูดผิดเป็นประจำไล่ตั้งแต่ “โอเวอร์คัม” ไปจนถึง ประเทศซิดนีย์
       รายงานที่เขียนโดยนายโธมัส ฟุลเลอร์ ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของนิวยอร์กไทม์ส ซึ่งมีฐานบัญชาการอยู่ในกรุงเทพฯ เกริ่นว่า คำถามด้านความเป็นผู้นำของยิ่งลักษณ์ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว โดยเมื่อตอนที่คณะครูโรงเรียนเก่าของเธอในระดับมัธยมทราบว่าลูกศิษย์รายนี้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย พวกเขาก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่ง
       นายฟุลเลอร์ อ้างคำสัมภาษณ์ของอาจารย์ประไพพร ตั้งสุนทรขัณฑ์ ครูสอนคณิตศาสตร์ของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงรายนี้บอกว่า ยิ่งลักษณ์เป็นคนเรียบร้อยและขยัน แต่ดูเหมือนจะไม่เหมาะสมสำหรับเป็นผู้รับผิดชอบการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบาย เป็นเกมแห่งอำนาจของทหารและแทงข้างหลัง

เธอไม่ใช่ผู้นำ ปกติแล้วผู้คนในแวดวงการเมืองมักชอบพูดคุยถกเถียง แต่เธอไม่เคยยกมือถามในห้องเรียนแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยโต้แย้งครูผู้สอนอีกด้วย”
       รายงานของนายฟุลเลอร์ระบุต่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มักถูกล้อเลียนในสภาว่าไม่ฉลาด และเย้ยหยันว่า เป็นเพียงหุ่นเชิดของพี่ชาย ทักษิณ ชินวัตร ขณะเดียวกันก็ยังโดนเหล่าผู้ประท้วงหลายหมื่นคนที่ชุมนุมบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้เธอออกนอกประเทศ แต่งเพลงล้อเลียนอีกด้วย
        ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศเมื่อวันพุธ (11) นายฟุลเลอร์ ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดูค่อนข้างนิ่งแต่ก็ตอบโต้ทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา และบอกว่ายังไม่ตัดสินใจลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือไม่ในศึกเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์นี้ พร้อมบ่งชี้ว่าข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงสำหรับจัดตั้งสภาประชาชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกแห่งความเป็นจริง และเชื่อว่าทหารจะไม่เข้าแทรกแซง
       นายฟุลเลอร์ตั้งข้อสงสัยว่าเธอใช้ไม้อ่อนเกินไปหรือไม่ในการรับมือกับผู้ประท้วง โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่กองกำลังด้านความมั่นคงถึงขั้นให้การต้อนรับผู้ชุมนุมเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลในความพยายามคลายความโกรธเคือง อันก่อคำถามว่ามันได้ผลหรือกัดเซาะอำนาจรัฐกันแน่ แถมเมื่อวันอังคาร(10) ตอนที่ถูกฝ่ายต่อต้านกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ เธอก็ยังร้องไห้ผ่านโทรทัศน์เสียอีก
       รายงานที่ตีพิมพ์ลงบนเว็บไซต์ของนิวยอร์กไทม์ส ระบุต่อไปว่าเหล่าผู้ประท้วงมักเย้ยหยันถึงความสะเพร่าของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยเมื่อครั้งที่นางฮิลลารี คลินตัน เดินทางเยือนไทยในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อปี 2011 เธอกล่าว “overcome” คลินตัน แทนที่จะเป็น “welcome” ครั้งหนึ่งก็เคยเรียก “ประธานาธิบดีมาเลเซีย” แทนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับ “ประเทศซิดนีย์” แต่ทั้งหมดทั้งมวลเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีอย่างไม่ลดละระหว่างการชุมนุมก็คือการนับลำดับญาติของเธอกับทักษิณ
       ผู้สื่อข่าวของนิวยอร์กไทม์สรายนี้ บอกต่อว่า การประท้วงในปัจจุบันมีต้นตอจากความพยายามของพรรครัฐบาลในการผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมเมื่อเดือนที่แล้ว ที่มีเป้าหมายพาทักษิณกลับประเทศ หลังจากอดีตนายรัฐมนตรีรายนี้ถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจโดยมิชอบในปี 2008 และยังมีคดีคอร์รัปชันอีกมากมายค้างอยู่ ขณะที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ย้ำถึงข้ออ้างของฝ่ายศัตรูของทักษิณว่านางสาวยิ่งลักษณ์ บริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของพี่ชายเป็นหลัก
       แม้ว่าที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ เลี่ยงตอบคำถามว่าเธอได้ปรึกษาหารือกับพี่ชายบ่อยแค่ไหนและเขามีอิทธิพลต่อเธอมากน้อยเพียงใด แต่ นายฟุลเลอร์ อ้างคำพูดของสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคนที่ยืนยันตรงกันว่าพวกเขาติดต่อกับทักษิณเป็นประจำและเขาเป็นคนคิดนโยบายหลักๆ ของพรรค ทั้งนี้ รายงานของนิวยอร์กไทม์สปิดท้ายว่า ยิ่งลักษณ์ ศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเคนทักกี ตามรอยเท้าทักษิณ ที่เรียนในรัฐเดียวกันแต่คนละมหาวิทยาลัย แต่งงานแล้วและมีลูกหนึ่งคน โดยเส้นทางอาชีพเกือบทั้งหมดทำงานที่บริษัทของพี่ชาย และเธอไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองแม้แต่น้อย ตอนที่ได้รับเลือกให้เป็น ผู้สมัครบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย เพื่อก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ที่มา  สำนักข่าว นิวยอร์กไทม์ส (เนื้อหาบทความภาษาไทยและภาพประกอบจากโอ.เค.เนชั่น)